• เสาร์ 12 กันยายน 2569 เวลา 08:49 น.

สรรพากร…ใช้ข้อมูล ไล่ทันรายได้

BREAKING NEWS STRATEGIES

(11 เดือนเกินแผน 7.7 หมื่นล้าน จับตาฐานธุรกิจออนไลน์ – ธุรกรรมเงินวัด)

กรมสรรพากรเดินหน้าจัดเก็บด้วย Data Analytics ดันรายได้ปี 2569 ใกล้ 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมนำผู้ประกอบการใหม่กว่า 1.73 แสนรายเข้าสู่ระบบ และรณรงค์คนรุ่นใหม่เสียภาษีให้ถูกต้อง แต่เมื่อรัฐมองเห็นประชาชนมากขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ว่าใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

11 ด. – ผลงานเกินแผน :

ผลการจัดเก็บภาษีในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กลายเป็น…ภาพความสำเร็จ ที่กรมสรรพากรนำเสนอ ก่อนปิดปีงบประมาณในเดือนกันยายน โดยจัดเก็บรายได้สะสมถึงเดือนสิงหาคมได้ 2,162,122 ล้านบาท คิดเป็น 88.35% ของประมาณการทั้งปีที่กำหนดไว้ 2,447,100 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้เพิ่มขึ้น 144,373 ล้านบาท หรือ 7.2% และสูงกว่าประมาณการสะสมตามเอกสารงบประมาณ 77,236 ล้านบาท หรือ 3.7%

เฉพาะช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 กรมสรรพากรจัดเก็บได้ 977,632 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 98,294 ล้านบาท หรือ 11.2% และสูงกว่าประมาณการ 53,955 ล้านบาท หรือ 5.8% สะท้อนการเร่งตัวของรายได้ในช่วงท้ายปีงบประมาณอย่างชัดเจน

นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร ประเมินระหว่างการแถลงและตอบคำถามสื่อมวลชน เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (11 กันยายน 2569) ณ อาคารสำนักงานกรมสรรพากร ว่า เมื่อรวมผลจัดเก็บเดือนกันยายนแล้ว รายได้ทั้งปีน่าจะสูงกว่าเป้าประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาท หรือจบปีใกล้ระดับ 2.5 ล้านล้านบาท

ขณะที่ เป้าหมายปีงบประมาณ 2570 ถูกวางไว้ประมาณ 2.51 ล้านล้านบาท มันจึงเป็นทั้ง โอกาสและแรงกดดัน เพราะหากปีนี้เก็บได้ใกล้ 2.5 ล้านล้านบาทจริง เป้าปีหน้าจะไม่ได้เพิ่มจากฐานผลจัดเก็บจริงมากนัก

กระนั้น กรมสรรพากรจะต้องรักษาระดับรายได้ดังกล่าวไว้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ การค้า และปัจจัยภายนอก

รายได้โต – เศรษฐกิจหรือข้อมูล :

อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายว่า…รายได้ที่สูงขึ้นมาจากทั้งการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ผลประกอบการของภาคธุรกิจ รวมถึง ประสิทธิภาพการจัดเก็บที่เพิ่มขึ้นจาก Data Analytics และ Digital Technology

โดย โครงสร้างรายได้ 11 เดือน ประกอบด้วย…ภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 990,794 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคล 646,259 ล้านบาท และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 424,684 ล้านบาท ภาษีหลักสามประเภทจึงรวมกันมากกว่า 95% ของรายได้ทั้งหมด

ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายได้ก้อนใหญ่ที่สุด คิดเป็นเกือบ 46% ของผลจัดเก็บ สะท้อนมูลค่าการบริโภคและธุรกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่คำชี้แจงระหว่างการแถลงข่าวระบุว่า… VAT ในประเทศมีมูลค่าประมาณ 600,000 ล้านบาท และ VAT จากการนำเข้าประมาณ 380,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากมูลค่าการนำเข้าและราคาพลังงาน

ส่วน ภาษีเงินได้นิติบุคคลได้รับแรงส่งจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและกลุ่มธุรกิจพลังงาน โดยในช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคมจัดเก็บได้ 389,876 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อน 36,732 ล้านบาท หรือ 10.4%

อย่างไรก็ตาม การที่รายได้ภาษีเพิ่มขึ้น 7.2% ยังไม่อาจสรุปได้ทั้งหมดว่า…เกิดจากเศรษฐกิจขยายตัวหรือมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล เพราะยังมีผลจากระดับราคา มูลค่าการนำเข้า กำไรของธุรกิจ การชำระภาษีตามรอบ ตลอดจนความสามารถของกรมสรรพากรในการค้นหารายได้ที่ไม่เคยถูกสำแดง

โจทย์ที่กรมสรรพากรควรเปิดเผยเพิ่มเติมจึงอยู่ที่ว่า…ในรายได้ที่เพิ่มขึ้น 144,373 ล้านบาทนั้น เป็นผลจากเศรษฐกิจ การขยายฐานภาษี และการตรวจสอบด้วยข้อมูลอย่างละเท่าใด?

กลัวสรรพากรมีข้อมูล :

ถ้อยคำที่สะท้อนยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษีได้ชัดที่สุด! ไม่ได้อยู่ในตารางรายได้ แต่อยู่ในช่วงตอบคำถามของอธิบดีกรมสรรพากร

นายสมศักดิ์ อธิบายว่า…ข้อมูลที่กรมเชื่อมโยงเข้ามา ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการขายออนไลน์หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น เป็นข้อมูลที่มีหลักฐานและพิสูจน์ได้ เมื่อผู้เสียภาษีทราบว่ากรมมีข้อมูล การพูดคุยและการยอมรับข้อเท็จจริงก็ง่ายขึ้น

ก่อนที่เขาจะย้ำถึงสาระสำคัญที่ว่า…ผู้เสียภาษีไม่ได้กลัวว่าจะเสียมากหรือน้อยเท่ากับกลัวสรรพากรมีข้อมูล!!!

ถ้อยคำนี้ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่อาศัยแบบภาษี เอกสาร และการออกสำรวจ ไปสู่การกำกับดูแลด้วยข้อมูลที่เชื่อมโยงจากหลายแหล่ง

สำหรับ ผู้ประกอบการที่ยื่นรายได้ถูกต้อง ระบบดังกล่าวอาจช่วยลดความเสียเปรียบจากการแข่งขันกับผู้ที่หลบเลี่ยงภาษี และทำให้การตรวจสอบมุ่งไปยังกลุ่มเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยิ่งรัฐมีข้อมูลมากเท่าใด? ก็ยิ่งต้องตอบให้ได้ว่า…

ข้อมูลนั้นมาจากไหน? ถูกต้องเพียงใด? ใช้คัดเลือกผู้ถูกตรวจด้วยหลักเกณฑ์ใด? และประชาชนมีช่องทางโต้แย้งหรือแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอย่างไร?

การสร้างวินัยภาษีด้วยข้อมูล จึงไม่ควรจบลงที่ความกลัว แต่ต้องพัฒนาไปสู่ความเชื่อมั่นว่า…รัฐใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส ปลอดภัย และไม่เลือกปฏิบัติ!!??

“ค้าออนไลน์” ฐานรายใหม่เข้าสู่ระบบ :

ในช่วง 11 เดือน กรมสรรพากรนำผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ระบบได้ 173,579 ราย สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่กำหนดไว้ 149,026 ราย โดยระบุว่าสามารถจัดเก็บภาษีจากกลุ่มรายใหม่ได้ 7,051.63 ล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าวเป็น…ผู้ประกอบการออนไลน์ 56,091 ราย สูงกว่าเป้าหมาย 55,125 ราย และสร้างรายได้ภาษีเพิ่มประมาณ 2,860 ล้านบาท

ผู้ประกอบการออนไลน์ จึงคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ประกอบการรายใหม่ แต่สร้างรายได้มากกว่า 2 ใน 5 ของภาษีที่จัดเก็บจากกลุ่มรายใหม่ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า…เศรษฐกิจออนไลน์กำลังกลายเป็นฐานรายได้ที่กรมสรรพากรให้ความสำคัญมากขึ้น

วิธีสำรวจคนกลุ่มนี้ ต่างจากร้านค้าที่มีสถานประกอบการทางกายภาพ เพราะกรมใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจสอบว่ามีการประกอบธุรกิจและมีรายได้จริงหรือไม่?

อธิบดีกรมสรรพากร ย้ำว่า…ตัวเลขผู้ประกอบการออนไลน์ 56,091 ราย ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยมีผู้ค้าออนไลน์อยู่เพียงเท่านี้ แต่เป็นจำนวนรายใหม่ที่กรมนำเข้าสู่ระบบได้ในปีงบประมาณนี้เท่านั้น ขณะที่ ธุรกิจออนไลน์ มีลักษณะ “เกิดไว – หายเร็ว” และ ผู้ประกอบการจำนวนมากมีทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ทำให้การจำแนกจำนวนทั้งหมดทำได้ยาก

คนรุ่นใหม่ – เริ่มที่ความเข้าใจ :

อีกกลุ่มที่ กรมสรรพากรต้องการสื่อสารโดยตรง นั่นก็คือ…คนรุ่นใหม่ ซึ่งเริ่มมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ งานรีวิว และอาชีพดิจิทัลรูปแบบใหม่

กรมสรรพากรพบว่า…ยังมีผู้มีรายได้ส่วนหนึ่งไม่ได้ยื่นแบบ จึงต้องการสร้างความเข้าใจตั้งแต่เริ่มประกอบอาชีพว่า การเข้าสู่ระบบภาษีเป็นหน้าที่และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้มีรายได้ด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม คำว่า “มีรายได้” ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องชำระภาษีทันที เพราะภาระภาษีต้องพิจารณาจากประเภทเงินได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงินได้สุทธิ แต่ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายอาจมีหน้าที่ยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วไม่มีภาษีต้องชำระก็ตาม

ดังนั้น สิ่งที่รัฐต้องทำจึงไม่ควรมีเพียงการรณรงค์ให้ “คนรุ่นใหม่” กลัวการถูกตรวจ แต่ต้องทำให้การยื่นภาษีเข้าใจง่าย ลดภาระเอกสาร และอธิบายสิทธิของผู้เสียภาษีควบคู่กับหน้าที่!!!

ทั้งนี้ กรมสรรพากร ระบุว่า…ปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามากกว่า 12 ล้านราย และเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 400,000–500,000 ราย หรือราว 5% แต่หากจะสรุปว่า…คนรุ่นใหม่สนใจเข้าสู่ระบบมากขึ้น กรมก็ควรเปิดเผยข้อมูลผู้ยื่นแบบจำแนกตามช่วงอายุ อาชีพ และช่องทางหารายได้เพิ่มเติม

ดิจิทัลเกือบเต็มระบบ :

การยื่นแบบผ่าน e-Filing เพิ่มจาก 94.52% ในปี 2568 เป็น 96.05% ในปี 2569 สะท้อนว่า…การยื่นแบบภาษีกำลังเข้าสู่ระบบดิจิทัลเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกัน e-Tax Invoice & e-Receipt มีผู้ประกอบการใช้บริการ 22,259 ราย ครอบคลุมสถานประกอบการ 207,965 แห่ง ส่วน e-Withholding Tax มีผู้ใช้บริการ 20,240 ราย

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังขยาย Open API เพื่อให้ระบบบัญชีหรือโปรแกรมของผู้เสียภาษีเชื่อมต่อกับระบบยื่นแบบได้โดยตรง เพิ่มบริการ e-Stamp Duty และเปิด e-Filing สำหรับภาษีการรับมรดก ตลอดจนใช้ D-MyTax จัดเตรียมข้อมูลล่วงหน้า หรือ Pre-fill ให้แก่ผู้เสียภาษี

ตัวเลขเหล่านี้ ชี้ว่า…“การยื่นแบบ” เป็นดิจิทัลเกือบเต็มระบบแล้ว แต่ “ข้อมูลธุรกรรมต้นทาง” เช่น ใบกำกับภาษีและการหักภาษี ณ ที่จ่าย ยังไม่ได้ครอบคลุมผู้ประกอบการทั้งหมด

ดังนั้น ความท้าทายขั้นต่อไปจึงไม่ใช่เพียงทำให้ประชาชนยื่นแบบออนไลน์ แต่คือ…การเชื่อมยอดขาย รายได้ ค่าใช้จ่าย การหักภาษี และสิทธิลดหย่อนให้ตรวจสอบได้ โดยไม่เพิ่มต้นทุนแก่รายย่อยเกินความจำเป็น

เร่งคืน – เติมสภาพคล่อง :

ด้านที่มักถูกกล่าวถึงน้อยกว่าการจัดเก็บ คือ…การคืนภาษี เรื่องนี้ นายสมศักดิ์ ระบุว่า กรมได้เร่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลผ่าน Fast Track ซึ่งพิจารณาจากส่วนกลาง รวมประมาณ 40,000–50,000 ล้านบาท

สำหรับ ผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนและมีประวัติดี การคืน VAT สามารถดำเนินการได้ภายในประมาณ 30–60 วัน เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความผันผวนจากภายนอก

มาตรการดังกล่าวช่วยให้ภาพของกรมสรรพากรไม่ได้มีเพียงการเก็บรายได้เข้ารัฐ แต่รวมถึงการคืนเงินที่ผู้ประกอบการมีสิทธิได้รับ

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรควรเปิดเผยผลลัพธ์ ให้ชัดว่า….วงเงินดังกล่าวเป็นยอดที่คืนแล้วหรืออยู่ระหว่างพิจารณา? มีผู้ได้รับประโยชน์กี่ราย? ระยะเวลาคืนลดลงจากเดิมเท่าใด? และมีผู้ประกอบการจำนวนเท่าใดที่ถูกชะลอการคืนจากระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง?

e-Donation – เห็นแค่เงินในระบบ :

ความสามารถในการมองเห็นข้อมูลของกรมสรรพากร ไม่ได้หยุดอยู่ที่…ธุรกิจออนไลน์ แต่กำลังขยายเข้าสู่ เงินบริจาคของวัด ศาสนสถาน สถานศึกษา โรงพยาบาล และองค์กรสาธารณกุศล ผ่านระบบ e-Donation???

กรณี การตรวจสอบเส้นทางเงินของวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีข้อมูลจากกรมสรรพากร ว่า…วัดได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยรับบริจาคอิเล็กทรอนิกส์แล้ว จึงสามารถตรวจสอบรายการบริจาคที่ถูกนำเข้าสู่ระบบและเชื่อมโยงกับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของผู้บริจาคได้

โดย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 การบริจาคให้วัดและหน่วยรับบริจาคตามหลักเกณฑ์ หากผู้บริจาคต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี จะต้องดำเนินการผ่าน e-Donation

แต่การที่วัดขึ้นทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า….เงินทุกบาทของวัดจะปรากฏในระบบโดยอัตโนมัติ เพราะระบบจะเห็นเฉพาะธุรกรรมที่ส่งหรือบันทึกเข้าสู่ e-Donation ขณะที่ เงินสด เงินโอนเข้าบัญชีอื่น บัญชีบุคคล หรือรายการที่เกิดก่อนใช้ระบบ ยังต้องตรวจสอบจากพยานหลักฐานและช่วงเวลาของธุรกรรมเป็นรายกรณี

กรณีเงินวัดจึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน ว่า…เทคโนโลยีทำให้รัฐมองเห็นมากขึ้น แต่การมีระบบดิจิทัลไม่ได้หมายความว่าจะมองเห็นเงินนอกระบบทั้งหมด

เป้าตรง – ต้องเป็นธรรม :

สำหรับ ผลจัดเก็บ 11 เดือนที่สูงกว่าปีก่อนและสูงกว่าแผนสะสม ถือเป็นผลงานเชิงปริมาณที่กรมสรรพากรมีเหตุผลจะนำเสนอ แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะวัดด้วยยอดเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้

เมื่อ กรมสรรพากรขอให้ภาคธุรกิจแสดงรายได้และเสียภาษีตามความเป็นจริง พร้อม รณรงค์ให้คนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการออนไลน์เข้าใจหน้าที่ภาษี ดังนั้น กรมสรรพากรก็ต้องพิสูจน์ ด้วยว่า…เทคโนโลยีและข้อมูลถูกใช้ตรวจสอบผู้มีรายได้ทุกระดับภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

คำว่า “จัดเก็บภาษีตรงเป้า” จึงต้องหมายถึง…การเก็บจากฐานที่ควรเสียอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพิ่มภาระให้คนที่อยู่ในระบบเดิม

คำว่า “บริการตรงใจ” ต้องหมายถึง…การยื่นง่าย คืนเร็ว ข้อมูลถูกต้อง และมีช่องทางคุ้มครองผู้เสียภาษี

ส่วนคำว่า “โปร่งใสและเป็นธรรม” จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประชาชนรู้ว่า…รัฐมีข้อมูลอะไร? ใช้อย่างไ?ร และไม่มีใครได้รับอภิสิทธิ์ให้อยู่นอกสายตาของระบบ?

ในวันที่ กรมสรรพากร “รู้” มากขึ้น รายได้ภาษีอาจเพิ่มขึ้นตามมา แต่สิ่งที่ต้องเพิ่มขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ… ความรับผิดชอบในการใช้ข้อมูล เพราะรัฐที่มองเห็นประชาชนชัดขึ้น ต้องยิ่งทำให้ประชาชนมองเห็นการทำงานของรัฐได้ชัดเจนไม่แพ้กัน!!!.