(‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ วางกติกาใหม่ เดิมพันไทยจาก ‘ที่ตั้งเครื่องจักร’ สู่..ศูนย์กลาง AI ภูมิภาค)
“นัดแรก” ประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ สะท้อนเปลี่ยนทิศที่เปลี่ยนจาก…เร่งดึงเงินลงทุน มาเป็นคัดเลือกโครงการที่ก่อประโยชน์สุทธิต่อไทย ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เพียงใช้เงินทุน แต่ยังชิง…ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และความมั่นคงของชุมชน ไปด้วย ประเด็นไม่ใช่ไทยจะมีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง? แต่คนไทยจะได้อะไร? จากเศรษฐกิจ AI ที่กำลังเข้ามาครอบครองทรัพยากรของประเทศ
ตั้งบอร์ด – ก่อนทุนวิ่งแซงกฎหมาย :
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ “บอร์ด Data Center” ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ถือเป็น…หมุดหมายสำคัญของการจัดระเบียบอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็น…ประธานเปิดการประชุมและมอบแนวนโยบาย ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ทำหน้าที่ ประธานดำเนินการประชุม โดยมีรัฐมนตรี หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ พลังงาน สิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค ตลอดจน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เข้าร่วม
สาระสำคัญของการประชุมไม่ได้อยู่ที่…การประกาศปิดประเทศหรือขับไล่นักลงทุน แต่เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ระบบอนุมัติดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ โดยยังไม่มียุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงเรื่องการลงทุน ไฟฟ้า น้ำ ผังเมือง สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
ที่ผ่านมา นักลงทุนอาจได้รับสิทธิส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่ยังต้องไปติดต่อ…การไฟฟ้า หน่วยงานน้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานควบคุมอาคารและสิ่งแวดล้อมแยกจากกัน ทำให้แต่ละหน่วยงานเห็นเพียงส่วนที่ตนรับผิดชอบ แต่ไม่มีหน่วยงานใดเห็นภาระรวมที่โครงการหนึ่งจะสร้างให้ประเทศ
166 โครงการ – ตัวเลขแห่งแรงกดดัน :
ข้อมูลที่เสนอต่อที่ประชุมระบุว่า…ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการแล้ว 35 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และมีผู้ลงทุนแสดงความสนใจหรือรอการพิจารณาอีก 117 โครงการ
จำนวน 166 โครงการที่ถูกกล่าวถึง จึงหมายถึง….โครงการที่ยังไม่เปิดดำเนินการ ตั้งแต่ขั้นรอพิจารณาไปจนถึงอยู่ระหว่างก่อสร้าง ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลมีคำสั่งปิดดาต้าเซ็นเตอร์ 166 แห่งทั้งหมด
การสั่งชะลอควรตีความว่า…เป็นการพักกระบวนการอนุมัติหรือการดำเนินการในขั้นตอนที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำหลักเกณฑ์ขั้นต่ำร่วมกัน ส่วนโครงการที่ได้รับใบอนุญาตหรือเริ่มก่อสร้างไปแล้วจะได้รับผลกระทบเพียงใด ต้องตรวจสอบสถานะทางกฎหมายเป็นรายโครงการ
ขณะเดียวกัน ตัวเลขคำขอใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อการวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศอย่างมาก
ตัวเลขนี้…ยังไม่ใช่ปริมาณการใช้ไฟจริง เพราะอาจรวม…โครงการที่ขอเผื่อกำลัง โครงการที่ยังไม่มีลูกค้า หรือการยื่นคำขอซ้ำหลายพื้นที่ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้รัฐต้องตั้งคำถามว่า…ไทยควรนำเงินไปสร้างโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าและสายส่งรองรับคำขอเหล่านี้ทันที หรือควรตรวจสอบก่อนว่าโครงการมีความพร้อมและจะเกิดขึ้นจริงเพียงใด???
ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่โรงงานเงียบ :
ภาพลักษณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ มักถูกนำเสนอว่า…เป็นอาคารสะอาด ไม่มีปล่องควัน ไม่มีสายการผลิต และไม่สร้างมลพิษเหมือนอุตสาหกรรมหนัก
แต่ในความเป็นจริง! ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เปรียบเสมือนโรงงานที่ใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากไฟฟ้าแล้ว ยังต้องใช้ระบบหล่อเย็น น้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง แบตเตอรี่ หม้อแปลง และน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก
กรณี ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ซึ่งตรวจพบการเก็บน้ำมันดีเซลสำรองกว่า 200,000 ลิตรโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หลังประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันและความกังวลด้านความปลอดภัย เป็น…ตัวอย่างชัดเจนของช่องว่างระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับกฎหมายที่ยังแบ่งแยกตามประเภทกิจการเดิม!!??
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ถังน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมตั้งแต่เสียงของระบบทำความเย็น ความร้อน น้ำทิ้ง การขนส่งเชื้อเพลิง ความเสี่ยงจากอัคคีภัย ไปจนถึงการใช้ไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ระบบเมืองเดิมไม่ได้ออกแบบไว้รองรับ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จึงมีบทบาทสำคัญในการอุดช่องว่างเรื่องใบอนุญาตอาคาร ผังเมืองและความปลอดภัย โดยเฉพาะโครงการที่ยื่นขออนุญาตในลักษณะอาคารสำนักงานหรือคลังสินค้า แต่กิจกรรมจริงมีภาระและความเสี่ยงต่างจากอาคารทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
โซนนิ่งต้องไม่ใช่ย้ายปัญหา :
แนวคิดจัดทำโซนนิ่ง เป็นหนึ่งในมาตรการที่มีความจำเป็น แต่ต้องไม่กลายเป็นเพียง…การผลักดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ออกจากกรุงเทพฯ ไปสร้างปัญหาในจังหวัดอื่น
รัฐควรแยกประเภทของศูนย์ข้อมูลอย่างชัดเจน ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กหรือ Edge Data Center บางประเภทจำเป็นต้องอยู่ใกล้ประชาชน โรงพยาบาล ระบบการเงินหรือหน่วยงานรัฐเพื่อให้บริการได้รวดเร็ว ส่วน Hyperscale และ AI Data Center ซึ่งใช้ไฟ น้ำและเชื้อเพลิงสำรองปริมาณมาก ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีโครงข่ายไฟฟ้า ระบบน้ำ การบำบัดของเสีย แผนดับเพลิง และเส้นทางอพยพรองรับ
เกณฑ์การพิจารณา จึงไม่ควรดูเฉพาะขนาดอาคาร แต่ต้องดู IT Load ปริมาณไฟสูงสุด ปริมาณน้ำ จำนวนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ปริมาณเชื้อเพลิง และระยะห่างจากชุมชน โรงเรียนหรือโรงพยาบาลด้วย
การทำ “แผนที่ไฟและน้ำ” หรือ Power and Water Map จะช่วยให้นักลงทุนรู้ล่วงหน้าว่า…พื้นที่ใด? รองรับโครงการได้ โดยไม่ต้องซื้อที่ดินก่อนแล้วจึงมากดดันให้รัฐขยายสาธารณูปโภคตามหลัง
ไฟสะอาด – คำมั่นหรือของจริง :
ประเด็นที่ นานาชาติจับตามองมากที่สุด! ไม่ใช่เพียงว่า…ไทยมีไฟเพียงพอหรือไม่? แต่อยู่ที่…ไทยมีไฟฟ้าสะอาดที่มั่นคงและตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือเปล่า???
บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ต่างมีเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน การเลือกที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน ราคาค่าไฟที่คาดการณ์ได้ และความมั่นคงของระบบ
ปัจจุบันไทย มีบริการไฟฟ้าสีเขียวทั้ง UGT1 ซึ่งเป็นไฟจากระบบพร้อมใบรับรองพลังงานหมุนเวียนโดยไม่เจาะจงแหล่งที่มา และ UGT2 ซึ่งสามารถระบุกลุ่มแหล่งผลิตได้ชัดเจนกว่า
อัตรา UGT2 สำหรับลูกค้าตรงซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ประมาณ 4.04–4.40 บาทต่อหน่วย ขึ้นอยู่กับกลุ่มแหล่งผลิตและระดับแรงดัน โดยยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายบางประเภท
แต่การมีใบรับรอง REC หรือประกาศว่าใช้พลังงานสะอาด 100% ไม่ได้หมายความว่าดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับไฟหมุนเวียนจริงทุกชั่วโมง เพราะในช่วงที่แสงอาทิตย์หายไปหรือลมไม่เพียงพอ ระบบยังต้องใช้ไฟจากโครงข่าย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ หรือระบบสำรองอื่น
เกณฑ์ใหม่จึงควรกำหนดให้เปิดเผยสัดส่วนไฟสะอาดตามช่วงเวลา ส่งเสริมการลงทุนในกำลังผลิตหมุนเวียนใหม่ และให้โครงการขนาดใหญ่มีระบบกักเก็บพลังงานหรือมาตรการลดโหลดในช่วงวิกฤต ไม่ใช่ใช้เพียงการซื้อใบรับรองมาชดเชยตัวเลขปลายปี
ค่าไฟใหม่ – ใครใช้ ใครจ่าย :
รัฐบาลกำลังพิจารณาจัดผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อไม่ให้ต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้า สถานีไฟฟ้าและสายส่ง ถูกนำไปเฉลี่ยเป็นภาระของครัวเรือนและผู้ประกอบการทั่วไป
ตัวเลขค่าไฟประมาณ 5–6 บาทต่อหน่วยที่ปรากฏในกระแสข่าว ยังเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่อัตราที่ประกาศใช้แล้ว จึงไม่ควรรายงานเสมือนเป็นราคาสุดท้าย
หลักการสำคัญควรอยู่ที่ผู้สร้างต้นทุนต้องเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนนั้น หากดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟจากระบบในช่วงที่มีต้นทุนสูง หรือทำให้รัฐต้องลงทุนโครงข่ายใหม่ ก็ควรจ่ายเพิ่มตามภาระที่เกิดขึ้น แต่ถ้าสามารถทำสัญญาซื้อไฟสะอาดโดยตรง ลงทุนระบบกักเก็บพลังงาน และบริหารการใช้ไฟไม่ให้กระทบประชาชน ก็ควรได้รับอัตราที่ต่ำลง
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน จึงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญต่อ การออกแบบโครงสร้างราคานี้ เพราะโจทย์ไม่ได้มีเพียงการหาพลังงานให้เพียงพอ แต่ต้องป้องกันไม่ให้ประชาชนจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเพราะรัฐเร่งรองรับนักลงทุนขนาดใหญ่
บิ๊กเทคมาแล้ว – ไทยได้อะไร? :
ความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเป็นหลักฐานว่าไทยมีศักยภาพจริง
Google ประกาศลงทุนประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 36,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทย โดยเปิด Google Cloud Region ในกรุงเทพฯ แล้ว ขณะที่ ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในจังหวัดชลบุรียังอยู่ระหว่างการพัฒนา
Microsoft ประกาศแผนลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2569–2571 สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI พร้อมความร่วมมือกับกลุ่มทุนและผู้ให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทย
การเข้ามาของบริษัทเหล่านี้ช่วยลดความหน่วงในการใช้บริการ Cloud เพิ่มทางเลือกในการเก็บข้อมูลภายในประเทศ และสนับสนุนการนำ AI มาใช้ในธุรกิจ แต่ตัวเลขเงินลงทุนที่ประกาศอาจรวมทั้งอาคาร เซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์นำเข้า ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินทั้งหมดจะหมุนเวียนหรือสร้างงานอยู่ในประเทศไทย
ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นธุรกิจใช้เงินทุนสูง แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วอาจไม่ได้จ้างงานประจำจำนวนมากเท่าโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป
หากเซิร์ฟเวอร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นของต่างชาติ ไทยอาจได้รับเพียงรายได้จากที่ดิน งานก่อสร้าง ค่าไฟและภาษีบางส่วน ขณะที่ต้องรับภาระด้านทรัพยากรในระยะยาว
มีเครื่องจักร – ใช่ว่ามีปัญญา :
การเป็น…ศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ กับการเป็น ศูนย์กลาง AI ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน!!??
ดาต้าเซ็นเตอร์ คือ…สถานที่ตั้งเครื่องจักรและกำลังประมวลผล แต่ ศูนย์กลาง AI ต้องมีนักวิจัย วิศวกร เงินทุน ข้อมูล ซอฟต์แวร์ บริษัทเทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศถือครองเอง
ไทยอาจมี…อาคารดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก แต่ยังเป็นเพียง “ที่ตั้งเครื่องจักรของโลก” หากบริษัทไทย มหาวิทยาลัย SMEs และหน่วยงานภาครัฐ ไม่สามารถเข้าถึงกำลังประมวลผลในราคาที่เหมาะสม หรือไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม
นี่คือ…เหตุผลที่บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เสนอให้เปลี่ยนจากระบบใครยื่นก่อนก็พิจารณาก่อน มาเป็นการคัดเลือกหรือ Pitching เพื่อดูว่าโครงการใดให้ประโยชน์แก่ประเทศไทยมากที่สุด
เกณฑ์ดังกล่าว…ควรพิจารณาทั้งการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาบุคลากรไทย การจัดซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ การร่วมวิจัยกับมหาวิทยาลัย การเปิดให้ SMEs ใช้ Cloud และ AI ตลอดจน ภาษีสุทธิที่รัฐจะได้รับหลังหักสิทธิประโยชน์ BOI
ไทยอยู่ตรงไหนในอาเซียน? :
ในสายตานานาชาติ ประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานะ “Emerging Data Center Hub” หรือศูนย์กลางที่กำลังก่อตัว…
แต่ยังไม่ใช่ผู้นำของภูมิภาค!!??
สิงคโปร์ ยังได้เปรียบด้านกฎหมาย ระบบการเงิน บุคลากรและการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างประเทศ แต่เผชิญข้อจำกัดด้านที่ดิน ไฟฟ้าและต้นทุนสูง
มาเลเซีย โดยเฉพาะ รัฐยะโฮร์และสลังงอร์ เติบโตอย่างรวดเร็วจากเงินลงทุนที่ไหลออกจากสิงคโปร์ แต่ขณะนี้ เริ่มเผชิญแรงต่อต้านจากชุมชนและความกังวลด้านน้ำ ไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อม จนต้องเพิ่มมาตรฐานและเงื่อนไขการมีส่วนร่วมของธุรกิจท้องถิ่น
ประเทศไทยจึงมีโอกาสเป็นทางเลือกใหม่ เพราะมีตลาดภายในขนาดใหญ่ ฐานอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และทำเลที่เชื่อมโยงประเทศในอาเซียนภาคพื้นทวีป
แต่ไทยจะช่วงชิงโอกาสนี้ได้ ก็ต่อเมื่อ….มีกติกาที่ชัดเจน ไฟฟ้าสะอาดที่เพียงพอ ระบบสื่อสารระหว่างประเทศที่มั่นคง บุคลากรที่มีทักษะ และกระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วโดยไม่ลดทอนมาตรฐานด้านชุมชนและสิ่งแวดล้อม
กฎเข้มไม่ไล่ทุน – แต่กฎแกว่งน่ากลัว :
คำยืนยันของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า…ไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุน เป็นสัญญาณที่จำเป็นต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติ แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากการอนุมัติทุกโครงการโดยเร็วที่สุด!
บริษัทระดับโลกต้องการกติกาที่คาดการณ์ได้ ไม่เลือกปฏิบัติ และใช้มาตรฐานเดียวกันกับนักลงทุนทุกราย กฎที่เข้มแต่ชัดเจนอาจสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าการอนุมัติโดยไม่มีแผน แล้วต้องเปลี่ยนนโยบายอย่างรุนแรงภายหลังเมื่อเกิดปัญหากับประชาชน
ระบบ One-Stop Service ที่รัฐบาลเสนอจึงไม่ควรมีหน้าที่เพียง…เร่งออกใบอนุญาต แต่ต้องเป็น…ศูนย์รวมข้อมูลที่ตรวจสอบภาระด้านไฟ น้ำ ที่ดิน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของแต่ละโครงการพร้อมกัน
ที่สำคัญ! ต้องเปิดเผยหลักเกณฑ์และเหตุผลในการอนุมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้การ Pitching กลายเป็นพื้นที่ต่อรองสิทธิประโยชน์เฉพาะรายระหว่างรัฐกับบริษัทขนาดใหญ่
จากผู้ขายทรัพยากร – สู่เจ้าของมูลค่า :
การตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นการ…เบรกเพื่อจัดระเบียบที่จำเป็น แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนคณะอนุกรรมการหรือความรวดเร็วในการออกระเบียบภายในหนึ่งเดือน
ความสำเร็จต้องวัดจากว่า…ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนอำนาจต่อรองจากการมีไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ตลาดและข้อมูล มาเป็นการสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนา SMEs และการถือครองทรัพย์สินทางปัญญาได้หรือไม่?
รัฐบาลจึงไม่ควรตั้งเป้าเพียงให้ประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุด แต่ควรตั้งเป้าให้คนไทยเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกำลังประมวลผลเหล่านั้นได้มากที่สุด!!!
เพราะหาก…ประเทศไทยนำทรัพยากรของชาติไปสนับสนุนอาคารที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรของต่างชาติ แต่ธุรกิจไทยยังซื้อบริการในราคาแพง นักวิจัยไทยยังขาดกำลังประมวลผล และข้อมูลของประเทศยังถูกสร้างมูลค่าโดยบริษัทต่างชาติ เราอาจได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ โดยไม่ได้เป็นศูนย์กลาง AI อย่างแท้จริง
การประชุมบอร์ดครั้งแรก…จึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น!” บทพิสูจน์สำคัญอยู่ที่รัฐบาลจะกล้ากำหนดเงื่อนไขเดียวกันกับนักลงทุนทุกระดับ รวมถึง Google, Microsoft และบิ๊กเทครายอื่นหรือไม่?
ท้ายที่สุด! ประเทศไทย…ไม่ควรพอใจกับการเป็นผู้ขายไฟ น้ำและที่ดินให้เศรษฐกิจดิจิทัลของโลก แต่ต้อง “ยกระดับ” ตนเองให้เป็น…ผู้สร้างเทคโนโลยี เจ้าของข้อมูล และผู้ถือครองมูลค่าในระบบเศรษฐกิจ AI ด้วย
เพราะ…ศูนย์กลางที่แท้จริง ไม่ใช่ประเทศที่มีเครื่องจักรตั้งอยู่มากที่สุด? แต่คือ…ประเทศที่ประชาชนได้รับประโยชน์จากเครื่องจักรเหล่านั้นมากที่สุด!!! นั่นเอง.

