• จันทร์ 7 กันยายน 2569 เวลา 08:43 น.

ถนนไม่ตัน! คดี สว.ไม่จบ?

BREAKING NEWS POLITICAL

(วลีการเมือง ‘เชื่อม 2 ถนน’ เอี่ยวปม ‘ฮั้ว สว. – ภูมิใจไทย’ สู่…เคสท์ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายกลางสภา)

ในวันที่สังคมไทยประกาศ “ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน” นายกฯอนุทิน กลับยืนยันปม “รัฐบาลกับคดีฮั้ว สว.”ไม่มีทางบรรจบกัน เหมือนถนนพระราม 4 กับสุขุมวิท แต่ข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์! ชัดเจน 2 ถนนชนและเชื่อมกันหลายซอยตลอดแนว จับตา “ข้อเท็จจริงการเมือง” ที่สุด! จะเชื่อมถึงใคร? ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่คำเปรียบเปรย

ถนนที่นายกฯ บอกว่าไม่บรรจบ :

ใน วันต่อต้านคอร์รัปชันของประเทศไทย ตรงกับ 6 กันยายน 2569 เป็นวันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ปฏิเสธความเชื่อมโยง ระหว่าง…รัฐบาล พรรคภูมิใจไทย และข้อกล่าวหาเรื่องฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา โดยยืนยันว่า…

พรรคเคยออกคำสั่งห้ามสมาชิกเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. และยังไม่มีหลักฐานว่ามีสมาชิกคนใดฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี อธิบายด้วยเรื่องลำดับเวลาว่า…การเลือก สว.เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2567 ขณะที่รัฐบาลอนุทินชุดแรกเข้ามาในเดือนกันยายน 2568 และ รัฐบาลชุดปัจจุบันเริ่มต้นในเดือนมีนาคม 2569 จึงไม่ควรนำทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน ก่อนเปรียบว่า…

เหมือน “ถนนพระราม 4 กับถนนสุขุมวิท” ที่ไม่มีทางบรรจบกัน เพราะเป็นคนละช่วงเวลาและคนละบริบท พร้อมตอบฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อว่า…“ตามสบาย”

ถ้ามองเพียงชั้นของถ้อยคำ คำเปรียบดังกล่าวต้องการสื่อว่า…รัฐบาลอนุทินเกิดขึ้นภายหลังการเลือก สว. จึงไม่อาจมีส่วนกับเหตุการณ์ก่อนหน้า

แต่ถ้ามองลึกลงไป สิ่งที่ฝ่ายค้านกำลังตรวจสอบ ไม่ใช่เพียงว่า…“รัฐบาลชุดนี้” มีอยู่ในวันที่เลือก สว.หรือไม่? หากเป็นการตรวจสอบบุคคล เครือข่ายทางการเมือง เส้นทางการติดต่อ และผลประโยชน์ที่อาจเชื่อมต่อกันก่อนและหลังตั้งรัฐบาล!!!

พระราม 4 ชนสุขุมวิทจริง :

ปัญหาของคำเปรียบนี้ อยู่ที่…ข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ นั่นเพราะ…ถนนพระราม 4 ไปสิ้นสุดและบรรจบกับถนนสุขุมวิทบริเวณแยกพระโขนง ขณะเดียวกัน ถนนสุขุมวิทซอย 40 และซอย 42 ยังเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างถนนสุขุมวิทกับถนนพระราม 4 โดยตรงอีกด้วย

กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ถนนสองสายนี้ไม่เพียง “เชื่อมกันได้หลายซอย” แต่ถนนพระราม 4 ยังไปชนกับสุขุมวิทจริงที่ปลายทางด้วย

อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดทางภูมิศาสตร์ ไม่ได้แปลว่า…ข้อกล่าวหาทางการเมืองเป็นความจริงโดยอัตโนมัติ!

แต่ทำให้คำเปรียบที่นายกรัฐมนตรีใช้ปิดประเด็น กลับเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามได้มากกว่าเดิมว่า…หากถนนยังมีทางเชื่อม เครือข่ายบุคคล อำนาจ และผลประโยชน์ทางการเมือง…

จะไม่มี “ซอยเชื่อม” เลยจริงหรือ???

ซอยแรก – เครือข่ายบุคคล :

“ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นหนึ่งในผู้เดินหน้าเปิดข้อมูลคดีฮั้ว สว. โดยนำเสนอทั้งพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ของกลุ่มบุคคล การรวมตัวในโรงแรม เครือข่ายระดับจังหวัด ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับโพยและเส้นทางการเงิน พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

ฝ่ายค้านจึงไม่ได้พยายามเชื่อมว่า…“รัฐบาลปี 2569 ย้อนเวลากลับไปจัดการเลือก สว.ปี 2567”

แต่กำลังตั้งข้อสงสัยว่า…บุคคลหรือเครือข่ายที่ถูกกล่าวถึงในกระบวนการเลือก สว. มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจในพรรคแกนนำรัฐบาลหรือไม่? และ ผลจากการได้มาซึ่ง สว.ชุดดังกล่าวส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันอย่างไร?

นี่เป็นคนละคำถามกับเรื่องวันที่รัฐบาลเข้ารับตำแหน่ง

การตอบเพียงว่า…“รัฐบาลมาทีหลัง” จึงอาจยังไม่เพียงพอ หากข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านมุ่งไปที่เครือข่ายบุคคลซึ่งดำรงอยู่ข้ามช่วงเวลา ข้ามตำแหน่ง และข้ามรัฐบาล

ซอยที่ 2 – อำนาจหลังเลือก สว. :

การตรวจสอบไม่ได้หยุดอยู่แค่วันที่มีการลงคะแนนเลือก สว. เพราะวุฒิสภามีบทบาทสำคัญต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรเหล่านั้นมีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองและรัฐบาล

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เรียกโครงสร้างนี้ว่า…“ระบอบสีน้ำเงิน” และตั้งข้อกล่าวหาว่า…หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว.มีการจัดตั้งหรือทุจริต ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกลไกแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบ และอาจนำไปสู่การรวบอำนาจที่กว้างกว่าการเลือก สว.เพียงครั้งเดียว

ข้อกล่าวหานี้ ยังไม่ใช่คำพิพากษา และผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิชี้แจงอย่างเต็มที่ แต่รัฐบาลไม่อาจหักล้างข้อสงสัยทั้งหมดด้วยการเปรียบเทียบลำดับเวลาเท่านั้น เพราะอำนาจทางการเมืองไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดพร้อมวันตั้งรัฐบาลเสมอไป

ซอยที่ 3 – ความรับผิดชอบของมหาดไทย :

อีกด้านหนึ่ง “ไอซ์” น.ส.รักชนก ศรีนอก รวมถึง สส.พรรคประชาชนหลายคน เดินหน้าตรวจสอบการใช้อำนาจและงบประมาณของรัฐ ขณะที่ ฝ่ายค้านเอง ก็ประกาศเตรียมหยิบทั้งคดีฮั้ว สว.และข้อกล่าวหาทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

จุดนี้ทำให้ นายอนุทิน ไม่ได้อยู่ในฐานะ…หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรี เท่านั้น แต่ยังดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ซึ่งต้องตอบคำถามเกี่ยวกับ…การกำกับดูแลระบบท้องถิ่น การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ และการจัดการกับข้อกล่าวหาทุจริตที่เกิดขึ้นภายในกลไก ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะต้องรับผิดชอบ!

แม้ไม่พบหลักฐานว่า…รัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการทุจริต แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ หากพิสูจน์ได้ว่า…มีการปล่อยปละละเลย เพิกเฉยต่อข้อร้องเรียน ปกปิดข้อมูล หรือขัดขวางการตรวจสอบ

วันต้านโกงที่ผู้นำเงียบ :

ยิ่งน่าสังเกตว่า…คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 6 กันยายน วันเดียวกับที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดงานภายใต้แนวคิด “โกงได้…แก้ได้” และรณรงค์ให้สังคม “ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน”

แต่ในวันสำคัญนี้ กลับยังไม่ปรากฏว่า…ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำฝ่ายค้านใช้โอกาสประกาศพันธสัญญาต่อต้านคอร์รัปชันที่มีเป้าหมาย ระยะเวลา และตัวชี้วัดซึ่งประชาชนสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ จึงเรียกร้องให้…นายกรัฐมนตรีแสดงความจริงใจในการปราบโกงอย่างเข้มข้นและเด็ดขาด ขณะที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอว่า…การแก้ปัญหาต้องทำทั้งระบบ ใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนและดุลยพินิจ เปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งเบาะแส และไม่หยุดเพียงการจับคนโกงเป็นรายบุคคล

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า…ใครกล่าวหาหรือใครปฏิเสธ? แต่คือ…ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านพร้อมยอมให้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบคนของตนเองหรือไม่?

หลักฐานต้องนำทาง :

พรรคประชาชน มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ “ซอยเชื่อม” ที่กล่าวอ้างด้วย…เอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อ พยานบุคคล และความสัมพันธ์ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้

ไม่ใช่อาศัยเพียงความใกล้ชิดทางการเมืองหรือกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์!!??

ในทางกลับกัน รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องตอบข้อกล่าวหาด้วย ข้อมูลที่หนักแน่นกว่าคำปฏิเสธ และควร…เปิดเผยคำสั่งห้ามสมาชิกพรรคยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว. รายละเอียดการสอบสวนภายใน ตลอดจน ข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ ได้ว่า…บุคคลซึ่งถูกฝ่ายค้านพาดพิงไม่มีความสัมพันธ์กับพรรคหรือผู้มีอำนาจตามที่กล่าวหา

ผู้มีบทบาทชี้ขาด! อีกฝ่ายคือ…กกต. ซึ่งต้องแสดงให้สังคมเห็นว่า…การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระ รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ

เพราะยิ่ง…กระบวนการล่าช้า! ความสงสัยยิ่งขยายจากตัวผู้ถูกกล่าวหาไปถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรตรวจสอบเอง???

อย่าให้เสียงข้างมากเป็นทางเลี่ยง :

การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นมากกว่า…การประลองวาทกรรมระหว่างนายอนุทินกับฝ่ายค้าน และไม่ควรจบลงเพียงการนับเสียงว่าใครชนะหรือแพ้ในสภา

รัฐบาลอาจมีเสียงเพียงพอรักษาเก้าอี้ แต่เสียงข้างมากไม่ใช่ใบรับรองความบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่คำกล่าวหาของฝ่ายค้านไม่ใช่คำพิพากษาว่าผู้ใดกระทำความผิด

สิ่งที่ประชาชนคนไทยควรได้รับคือ…คำตอบที่ว่า หลักฐานแต่ละชิ้นมาจากไหน? เชื่อมถึงใคร? ใครมีอำนาจสั่งการ? ใครได้รับประโยชน์? และหน่วยงานใดกำลังตรวจสอบอยู่?

นั่นเพราะ…ความรับผิดทางการเมืองอาจเกิดขึ้นก่อนความผิดทางอาญา หากผู้ดำรงตำแหน่งไม่สามารถอธิบายข้อพิรุธหรือแสดงความรับผิดชอบต่อความบกพร่องในการกำกับดูแลได้

สุดท้าย! ถนนสุขุมวิทกับถนนพระราม 4 จะเชื่อมกันที่แยกใด? หรือผ่านซอยไหน? เป็นเรื่องที่เปิดแผนที่ก็ตรวจสอบได้

แต่คดีฮั้ว สว.จะเชื่อมถึงพรรคภูมิใจไทย รัฐบาล หรือบุคคลใดหรือไม่??? ต้องเปิดหลักฐานและผ่านกระบวนการยุติธรรม

เพราะ…การเมืองที่โปร่งใส ไม่ควรมี “ทางตัน” สำหรับการตรวจสอบ และ วันต่อต้านคอร์รัปชันจะไม่มีความหมาย หากคำว่า “ไม่ทน ไม่เฉย ไม่ชิน” ถูกใช้กับฝ่ายตรงข้าม เท่านั้น

แต่เมื่อข้อสงสัย? เดินมาถึงซอยของฝ่ายตนเอง กลับรีบตั้งป้ายว่า…ถนนสายนี้ไม่มีทางเชื่อมกัน!!!.