• อาทิตย์ 6 กันยายน 2569 เวลา 14:23 น.

ลบไม่จบ! ต้องตัดวงจร?

BREAKING NEWS STRATEGIES

(รัฐบาลเปิด 4 กลไกสู้ของปลอมออนไลน์ เดิมพันครั้งใหม่อยู่ที่ตามเงิน – สาวถึงต้นทาง)

ระงับสินค้าละเมิด 1,471 รายการอาจเป็นเพียงชัยชนะบนหน้าจอ หากผู้ขายยังเปลี่ยนชื่อเปิดร้านใหม่ได้ บทพิสูจน์ของรัฐบาล จึงไม่ใช่ “ลบได้เท่าไร” แต่อยู่ที่ทำให้เครือข่ายเดิมกลับมาขายไม่ได้อีก

รัฐบาลประกาศยกระดับการปราบปรามสินค้าปลอมและการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนตลาดออนไลน์ โดยหลังช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดี 140 คดี ยึดของกลาง 322,077 ชิ้น ประเมินมูลค่าความเสียหาย 104,344,850 บาท และระงับรายการสินค้าที่เข้าข่ายละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 1,471 รายการ

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า…ปัญหาสินค้าปลอมไม่ได้จำกัดอยู่ตามตลาดการค้า โกดังหรือพื้นที่ชายแดนอีกต่อไป แต่ย้ายเข้าสู่ระบบอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดียและการขายผ่านไลฟ์ ซึ่งสามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก เปลี่ยนบัญชีผู้ขายได้รวดเร็ว และย้ายช่องทางทันทีเมื่อถูกตรวจพบ

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลต้องการยกระดับจากการนำสินค้าละเมิดออกจากตลาด ไปสู่การป้องกันและตัดวงจรตั้งแต่ต้นทาง ผ่าน 4 กลไก ได้แก่…

การปิดกั้นเว็บไซต์และไลฟ์ละเมิด

การเชื่อมข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญากับแพลตฟอร์มแบบ Real-Time

การรับรองร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างถูกต้อง

และ การตรวจสอบเส้นทางเงินเพื่อขยายผลถึงผู้จัดหา ผู้นำเข้าและผู้รับผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง

จากผลงาน สู่คำถาม :

เมื่อเทียบกับห้าเดือนแรกของปี 2569 ซึ่งรัฐบาลรายงานว่า…ดำเนินคดีออนไลน์ได้ 116 คดี ยึดของกลาง 224,042 ชิ้น มูลค่าความเสียหายประมาณ 81.7 ล้านบาท และลบรายการสินค้า 1,322 รายการ ช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคมมีคดีเพิ่มขึ้นอีก 24 คดี ของกลางเพิ่ม 98,035 ชิ้น และมีรายการถูกระงับเพิ่มอีก 149 รายการ

ตัวเลขแสดงความต่อเนื่องของการบังคับใช้กฎหมาย แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะบอก ว่า…ปัญหาลดลง เพราะรัฐบาลไม่ได้เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีสินค้าที่เข้าข่ายละเมิดอยู่ในระบบทั้งหมดกี่รายการ มีผู้ขายกี่รายกลับมาเปิดร้านใหม่ และรายการที่ถูกลบแล้วถูกนำกลับมาขายซ้ำมากน้อยเพียงใด?

มูลค่า 104 ล้านบาทก็ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าเป็น “มูลค่าความเสียหายที่ประเมิน” ไม่ใช่เงินสดหรือทรัพย์สินที่รัฐยึดอายัดกลับคืนมาได้ทั้งหมด

ความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ จึงไม่ควรวัดจาก…มูลค่าของกลางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจาก…ความสามารถในการลดจำนวนผู้ขายซ้ำ ทลายแหล่งผลิตและนำเข้า ติดตามผู้รับผลประโยชน์ และทำให้ต้นทุนของการกระทำผิดสูงกว่าผลกำไรที่เครือข่ายได้รับ!!!

ลบสินค้า แต่ร้านยังอยู่ :

กลไกที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันคือ Notice and Takedown ภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่าง…กรมทรัพย์สินทางปัญญา เจ้าของสิทธิและแพลตฟอร์ม เมื่อพบสินค้าที่สงสัยว่า…เป็นของปลอมหรือละเมิด เจ้าของสิทธิสามารถแจ้งให้แพลตฟอร์มตรวจสอบและนำรายการออกได้

ปัจจุบัน เครือข่ายความร่วมมือมี 45 องค์กร ประกอบด้วย…หน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ 3 แห่ง เจ้าของสิทธิ 37 องค์กร และแพลตฟอร์ม 5 ราย ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE และ Nex Gen Commerce

มาตรการนี้ช่วยให้ลบสินค้าได้รวดเร็วกว่าการรอผลคดี แต่มีข้อจำกัดสำคัญ เพราะการลบรายการไม่ได้ทำให้ตัวผู้ขาย แหล่งสินค้า บัญชีรับเงินหรือโกดังหายไปจากระบบ ผู้ขายอาจเปลี่ยนชื่อร้าน สร้างบัญชีใหม่ เปลี่ยนภาพสินค้า ใช้คำเลี่ยงระบบตรวจจับ หรือย้ายไปขายผ่านไลฟ์และกลุ่มสนทนาปิดได้

หากรัฐบาลยังวัดผลงานจากจำนวนรายการที่ถูกลบ ก็อาจเกิดภาพของการ…วิ่งไล่ตามร้านค้าแบบไม่มีวันจบ รายการหนึ่งหายไป แต่อีกรายการกลับปรากฏขึ้นภายใต้ชื่อและบัญชีใหม่

รู้สิทธิ ก่อนเปิดร้าน :

กลไกเชิงป้องกันที่น่าจับตา คือ…การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาผ่าน API แบบ Real-Time เพื่อให้แพลตฟอร์มตรวจสอบเลขคำขอ ชื่อเจ้าของสิทธิ สถานะการจดทะเบียน และรายการสินค้าหรือบริการที่ได้รับความคุ้มครองได้รวดเร็วขึ้น

คำว่า “เชื่อมข้อมูล IP” ในที่นี้หมายถึง ข้อมูล Intellectual Property หรือทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่การเชื่อมหมายเลข IP Address เพื่อติดตามสถานที่ใช้อินเทอร์เน็ตของผู้ขายตามที่อาจเข้าใจจากพาดหัวข่าว

หากระบบเชื่อมโยงสำเร็จ แพลตฟอร์มอาจตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ขั้นตอนสมัครร้านค้า หรือตอนนำสินค้าเข้าสู่ระบบ

แทนที่จะรอให้ เจ้าของสิทธิพบสินค้าแล้วจึงยื่นคำร้อง แต่รัฐบาลต้องกำหนดให้ชัด ว่า…แพลตฟอร์มจะตรวจสอบข้อมูลใดบ้าง? ใครเป็นผู้รับผิดชอบเมื่อข้อมูลผิดพลาด? และจะป้องกันผู้ขายใช้เอกสารของผู้อื่นมาแอบอ้างอย่างไร?

ระบบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพัฒนา จึงต้องถือว่าเป็นเป้าหมายนโยบาย ไม่ใช่ผลงานที่ใช้งานได้สมบูรณ์แล้ว

ตรารับรอง ไม่ใช่คำรับประกัน :

อีกแนวคิดหนึ่ง คือ เครื่องหมาย “IP Verified” สำหรับร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคแยกร้านที่ได้รับอนุญาตจากร้านทั่วไป และเปิดพื้นที่แข่งขันให้ผู้ประกอบการสุจริตไม่ต้องต่อสู้กับสินค้าปลอมที่มีต้นทุนต่ำกว่า

อย่างไรก็ดี เครื่องหมายรับรองจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อกระบวนการตรวจสอบเข้มแข็งและตรวจซ้ำอย่างต่อเนื่อง การตรวจว่าร้านมีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าในวันสมัคร ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชิ้นที่นำมาขายในภายหลังจะเป็นของแท้เสมอไป

รัฐบาลและแพลตฟอร์มจึงต้องตอบว่า…หากร้านที่ได้รับเครื่องหมายกลับจำหน่ายสินค้าปลอม ใครต้องรับผิดชอบ ผู้บริโภคจะได้รับการชดเชยอย่างไร และร้านที่ถูกปฏิเสธหรือถูกถอนเครื่องหมายจะมีสิทธิอุทธรณ์ผ่านกระบวนการใด?

ในระหว่างที่หลักเกณฑ์ยังไม่เสร็จ การไม่มีเครื่องหมาย IP Verified ต้องไม่ถูกนำไปตีความว่า…ร้านค้านั้นผิดกฎหมาย เพราะร้านค้าสุจริตจำนวนมากอาจยังไม่ได้เข้าสู่ระบบรับรองหรืออยู่บนแพลตฟอร์มที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ

ตามเงิน ถึงต้นทาง :

มาตรการที่มีน้ำหนักมากที่สุด! คือ…การเปลี่ยนจากจับผู้ขายรายย่อย ไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงินร่วมกับตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

การซื้อขายออนไลน์ “ทิ้งร่องรอย” ไว้หลายจุด ทั้ง…บัญชีรับเงิน ระบบชำระเงิน ที่อยู่จัดส่ง หมายเลขโทรศัพท์ โกดังสินค้า ยอดขายและความสัมพันธ์ระหว่างร้าน

หากหน่วยงานรัฐเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ก็อาจเชื่อมโยงจากร้านค้าหนึ่งไปยังร้านในเครือ ผู้จัดหา ผู้นำเข้า เจ้าของโกดังและผู้รับผลประโยชน์ตัวจริงได้!!!

นี่คือ…จุดเปลี่ยนจาก “การลบสินค้า” ไปสู่ “การตัดวงจร” เพราะต่อให้ลบสินค้าหลายพันรายการ หากเงินยังไหลกลับไปยังเครือข่ายเดิม ธุรกิจก็สามารถสร้างร้านใหม่ได้ตลอดเวลา

แต่จนถึงขณะนี้ รัฐบาลยังไม่ได้เปิดเผย ว่า…จาก 140 คดีออนไลน์ มีคดีใดถูกขยายผลถึงผู้นำเข้าหรือแหล่งผลิตแล้วกี่คดี? ตรวจพบเส้นทางเงินมูลค่าเท่าใด? ยึดอายัดทรัพย์สินได้มากน้อยเพียงใด? และมีเครือข่ายรายใหญ่ถูกดำเนินคดีถึงที่สุดแล้วกี่ราย?

แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิด :

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในย่านการค้า โกดังและช่องทางออนไลน์

ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุว่า…ปัญหาสินค้าละเมิดฉุดรั้งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ กระทบผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เป็นผู้รายงานความคืบหน้าของมาตรการตามลำดับ ส่วน กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหน่วยงานหลักในการประสานเจ้าของสิทธิและแพลตฟอร์ม โดยมี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และ ETDA เกี่ยวข้องกับการปิดกั้นเนื้อหาและกำกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม การฝากความร่วมมือไว้กับ MOU และการแจ้งลบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะแพลตฟอร์มเป็นฝ่ายถือข้อมูลสำคัญที่สุด ทั้งตัวตนผู้ขาย บัญชีรับเงิน ประวัติการลงสินค้า ยอดขาย และพฤติกรรมการเปิดร้านซ้ำ

รัฐบาลจึงต้องพิจารณาว่า…ถึงเวลาหรือยังที่จะยกระดับจากความร่วมมือโดยสมัครใจ ไปสู่การกำหนดหน้าที่ตรวจสอบผู้ค้าและการจัดการร้านที่กระทำผิดซ้ำอย่างชัดเจน โดยต้องรักษาความสมดุลไม่ให้ร้านค้ารายย่อยที่สุจริตถูกปิดกั้นอย่างไม่เป็นธรรม

เดิมพันภาพลักษณ์ประเทศ :

ความเข้มแข็งด้านทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ รายงาน Special 301 ประจำปี 2026 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยังคงจัดประเทศไทยอยู่ในบัญชี Watch List โดยแสดงความกังวลต่อ การจำหน่ายสินค้าปลอมและการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ รวมทั้ง ประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายและระดับบทลงโทษ

นี่ทำให้ 4 กลไกของรัฐบาล มีความหมายมากกว่า…การคุ้มครองเจ้าของแบรนด์ เพราะเชื่อมโยงกับ ภาพลักษณ์ประเทศ บรรยากาศการลงทุน การเจรจาการค้า ตลอดจน ความสามารถของผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยในการแข่งขันบนตลาดโลก

นางศุภจี จึงวาง…การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาไว้ในกรอบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังขยายความร่วมมือกับจีนด้านการบังคับใช้สิทธิทั้งในตลาดจริงและแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ถูกละเมิดในต่างประเทศ

บทพิสูจน์หลังตัวเลข :

การจับ 140 คดี ยึดของกลางกว่า 3.2 แสนชิ้น และระงับสินค้า 1,471 รายการ เป็นผลงานที่ควรรับรู้ แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะจำนวนสินค้าที่ถูกลบอาจเพิ่มขึ้นได้ทั้งจากการบังคับใช้กฎหมายที่ดีขึ้นและจากปัญหาที่ขยายตัวรุนแรงขึ้น

ตัวชี้วัด! ที่รัฐบาลควรเปิดเผยต่อสาธารณะจึงต้องก้าวไปไกลกว่าเดิม ได้แก่ จำนวนร้านค้าที่กระทำผิดซ้ำ ระยะเวลาตั้งแต่รับแจ้งถึงระงับสินค้า จำนวนบัญชีที่ถูกปิดถาวร จำนวนคดีที่สาวถึงแหล่งผลิตและผู้นำเข้า มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดอายัด และจำนวนผู้บริโภคที่ได้รับการเยียวยา

4 กลไกจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่มีผลจริง ก็ต่อเมื่อ API ช่วยป้องกันได้ก่อนสินค้าเข้าสู่ตลาด IP Verified สร้างความเชื่อมั่นโดยไม่กลายเป็นตราประทับลวง Notice and Takedown ป้องกันการกลับมาขายซ้ำ และการตรวจเส้นทางเงินสามารถพาเจ้าหน้าที่ไปถึงผู้รับผลประโยชน์ตัวจริง

นั่นเพราะ…สงครามกับสินค้าปลอมออนไลน์ จะไม่ชนะด้วยการลบภาพสินค้าหนึ่งภาพหรือปิดร้านหนึ่งร้าน แต่จะชนะเมื่อรัฐรู้ว่า…ใครอยู่หลังหน้าจอ? เงินไหลไปที่ใด? สินค้ามาจากไหน? และทำอย่างไรไม่ให้เครือข่ายเดิมย้อนกลับมาเปิดร้านใหม่ได้อีก!!??.