(จากบัตรหัว 0 กว่า 5 พันราย ถึงนักการเมืองท้องถิ่น – บทพิสูจน์คำสั่ง ‘สาวถึงต้นตอ’)
รัฐบาลประกาศยกระดับปราบ “ภัยทะเบียน” หลังพบเครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำท้องที่ และมีรายงานถึงนักการเมืองท้องถิ่น แต่คำถามสำคัญยังอยู่ที่เส้นทางเงิน ผู้บงการ และกลไกคุ้มครองที่ทำให้การทุจริตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากโดยไม่ถูกตรวจพบ
คำสั่งของ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย หรือ “มท.4” ให้ กรมการปกครอง เดินหน้าปราบภัยทะเบียนเชิงรุก โดยไม่หยุดเพียงการจับกุมเป็นรายคดี แต่ให้ ตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่…
การแจ้งข้อมูล การเพิ่มชื่อ การย้ายทะเบียน การรับรองเอกสาร ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกระดับ
อาจฟังดูเป็น คำประกาศที่เข้มแข็ง! ทว่าในทางการเมือง ความสำเร็จของนโยบายนี้ อาจไม่ได้วัดจากถ้อยคำ “ตรวจให้เจอ – ขยายผลให้ถึง – จัดการคนผิด – ปิดช่องโหว่” เท่านั้น
หากต้องพิสูจน์ด้วยว่า…รัฐสามารถจะสาวไปถึงผู้บงการ เส้นทางการเงิน และบุคคลที่อาจมีอำนาจคุ้มครองขบวนการได้จริงหรือไม่? แค่ไหน? และอย่างไร?
ปัญหาทะเบียนราษฎร…ไม่ใช่เรื่องเอกสารธรรมดาอีกต่อไป!!??
นั่นเพราะ….ข้อมูลตัวบุคคลเป็นประตูเข้าสู่สิทธิและระบบต่าง ๆ ของประเทศ ตั้งแต่บัตร…ประจำตัว การเปิดบัญชีธนาคาร การประกอบธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน การเข้าถึงสวัสดิการ ไปจนถึง กระบวนการพิสูจน์สถานะและสัญชาติ
หากข้อมูลต้นทางถูกสร้างขึ้นโดยทุจริต เอกสารที่ออกตามมาแม้จะดูถูกต้องในระบบ ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือให้…บัญชีม้า ทุนนอมินี การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
แฝงตัวอยู่ภายใต้สถานะที่รัฐรับรองได้!!!
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จึงวางเรื่องนี้ไว้ใน “ระดับนโยบาย” โดยประกาศหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามพยานหลักฐาน ไม่คำนึงว่า…ผู้เกี่ยวข้องจะมีชื่อเสียง อำนาจหรืออิทธิพลเพียงใด?
พร้อมกำหนดแนวทางสำคัญทั้ง…การ “อุดช่องโหว่” ระบบทะเบียน การปราบทุนนอมินีและธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง!!??
กลไกสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้ ก็คือ…ศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน หรือ DOPA N.I.C.E. Center ของกรมการปกครอง ภายใต้การกำกับของ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง
โดยทำหน้าที่…วิเคราะห์ข้อมูล ตรวจจับรายการผิดปกติ ประสานการสืบสวน และรับแจ้งเบาะแส ซึ่งสามารถจะนำข้อมูลชีวมิติและการตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ในกรณีจำเป็น
เป้าหมาย คือ…เปลี่ยนระบบจากการรอรับเรื่องร้องเรียน มาเป็นการค้นหาความผิดปกติก่อนที่เอกสารทะเบียนจะถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมอื่น
หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า…ปัญหานี้มิใช่เรื่องเล็ก! ปรากฏจากปฏิบัติการ “ทลายบัตร 10 ปีเถื่อน” ในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่ง นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย เป็นผู้แถลงผลการจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 17 ราย ประกอบด้วย…
เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้สวมสิทธิ เจ้าบ้านและพยานรับรองเท็จ
ตรวจพบพฤติการณ์…นำบุคคลต่างด้าวที่มีหนังสือเดินทางของประเทศต้นทางอยู่แล้ว มาจัดทำบัตรบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน หรือบัตรหัว 0 โดยมิชอบ มีการเรียกรับผลประโยชน์ประมาณ 40,000 – 100,000 บาทต่อราย ทำให้บุคคลบางส่วนมีลักษณะเป็นผู้ถือเอกสาร “2 ตัวตน”
ต่อมา ปฏิบัติการ “สยบภัยไชยปราการ” ในจังหวัดเชียงใหม่ ยิ่งเปิดให้เห็น…ขนาดของปัญหา??? เมื่อพบรายการทะเบียนที่ต้องตรวจสอบมากกว่า 5,000 ราย มีทั้ง…บ้านที่ไม่มีสถานที่ตั้งจริง การเพิ่มบุคคลจำนวนมากเข้าทะเบียนบ้าน การตั้งชื่อให้แตกต่างจากชื่อในหนังสือเดินทาง และพฤติการณ์จัดเก็บลายนิ้วมือไม่สมบูรณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจพบข้อมูลซ้ำ
รอบนั้น เจ้าหน้าที่ออกหมายจับ 36 หมาย และจับกุมอดีตปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าบ้าน ผู้รับรอง และบุคคลต่างด้าวหลายราย
ที่สำคัญ มีรายงานจากสื่อมวลชนว่า…ปฏิบัติการดังกล่าวจับกุม “นักการเมืองท้องถิ่น” 1 รายด้วย แม้ข้อมูลทางการที่เผยแพร่ต่อสาธารณะยังไม่ได้ระบุชื่อ ตำแหน่ง สังกัดทางการเมือง หรือบทบาทของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน
นาทีนี้ จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่า…เป็นผู้บงการ ผู้ประสานงาน พยานรับรอง หรือมีส่วนใช้อำนาจเอื้อประโยชน์
อีกทั้ง ผู้ถูกจับกุมและผู้ถูกกล่าวหายังต้องได้รับการสันนิษฐาน ว่า…เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด!
อย่างไรก็ตาม การปรากฏตัวของ “นักการเมืองท้องถิ่น” ในรายงานการจับกุม ทำให้คำถามเรื่องความเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ไม่อาจถูกปิดลงเพียงคำชี้แจงว่า…เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่บางคน?
เพราะขบวนการที่สามารถสร้างรายการทะเบียนนับพันราย ใช้บ้านที่ไม่มีอยู่จริง ทำเอกสารสูญหาย และหลีกเลี่ยงระบบตรวจสอบอย่างเป็นแบบแผน ย่อมทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยได้ว่า…
เหตุใดผู้บังคับบัญชาและหน่วยกำกับจึงไม่พบความผิดปกติเป็นเวลานาน และมีบุคคลใดช่วยให้ขบวนการดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกตรวจสอบหรือไม่?
กำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ปรากฏในคดี แม้ไม่ใช่นักการเมืองระดับชาติโดยตรง แต่เป็น “ผู้นำในพื้นที่” และมี บทบาทสำคัญต่อการรับรองบุคคล ขณะที่ สำนักทะเบียนท้องถิ่นบางแห่ง อยู่ในโครงสร้างของเทศบาล ซึ่งมี “ฝ่ายบริหาร” ที่มาจากการเลือกตั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่าง…เจ้าหน้าที่ประจำ ผู้นำท้องที่ นายหน้า ผู้มีอิทธิพลและฝ่ายการเมืองท้องถิ่น จึงเป็นจุดที่ฝ่ายสอบสวน จะต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ “ผู้ปฏิบัติระดับล่าง” หรือ “บุคคลต่างด้าว” ผู้ซื้อสถานะความเป็นสัญชาติไทย!!!
จนถึงขณะนี้ แม้จะยังไม่พบหลักฐานสาธารณะที่น่าเชื่อถือว่า…คนจากฝ่ายการเมือง ระดับรัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองระดับชาติ เป็น “ผู้ต้องหา” หรือ “ถูกกล่าวหา” ว่าร่วมขบวนการ
ดังนั้น การนำประเด็นไปเชื่อมโยงกับนักการเมืองระดับชาติ โดยปราศจากหลักฐานย่อมไม่เป็นธรรม
แต่ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายการเมือง ซึ่งประกาศว่า…จะ “สาวถึงต้นตอ” ก็มีหน้าที่เปิดเผยผลการสอบสวนให้สังคมเห็นว่า…นักการเมืองท้องถิ่นที่ถูกกล่าวถึงคือใคร? มีบทบาทอย่างไร? เชื่อมโยงกับเครือข่ายใด? และเส้นทางเงินจากการซื้อขายสถานะไหลไปถึงบุคคลระดับไหน?
รัฐบาลยังต้องตอบให้ได้ว่า…จากรายการต้องสงสัยมากกว่า 5,000 ราย มีรายการใดตรวจสอบแล้วว่า…ได้มาโดยมิชอบกี่ราย? เพิกถอนแล้วเท่าใด? เจ้าหน้าที่รัฐถูกดำเนินคดีอาญาหรือวินัยกี่คน? และมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอย่างไร?
เพราะจำนวนการจับกุมเพียงอย่างเดียว ไม่อาจยืนยันได้ว่า…ช่องโหว่ของระบบถูกปิดแล้ว!!??
โดยเฉพาะ หาก “สิทธิ” การเข้าถึงและแก้ไขฐานข้อมูล กระบวนการรับรองบุคคล และการตรวจสอบผู้อนุมัติยังอยู่ในวงจรเดิม
อีกด้านหนึ่ง การปราบปรามต้องไม่ทำให้ “ผู้ถือบัตรหัว 0” หรือ “บุคคลไร้สถานะที่สุจริต” ถูกเหมารวมเป็นอาชญากร
ประเทศไทยยังมี “คนไร้รัฐ…ไร้สัญชาติ” จำนวนมาก ที่อยู่ระหว่าง…กระบวนการพิสูจน์สถานะตามกฎหมาย
ดังนั้น การตรวจสอบจึงต้องยึดพยานหลักฐานเป็นรายกรณี เปิดโอกาสให้ชี้แจงและอุทธรณ์ รวมทั้งคุ้มครองสิทธิของผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต
ท้ายที่สุด! “ภัยทะเบียน” เป็นบททดสอบมากกว่างานปราบปรามอาชญากรรม เพราะกำลังทดสอบว่า…รัฐบาลจะกล้าตรวจสอบกลไกของรัฐเองเพียงใด?
หาก “คดีจบลง” ที่…คนซื้อบัตร เจ้าบ้าน พยานหรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ คำประกาศล้างช่องโหว่ทั้งระบบก็อาจเหลือเพียงผลงานประชาสัมพันธ์ แต่หากสามารถเปิดเส้นทางเงิน เอาผิดผู้อนุมัติ ผู้บงการ นักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องโดยไม่เลือกปฏิบัติ นโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” จึงจะมีความหมาย
นั่นเพราะ…ต้นตอของทะเบียนเถื่อนไม่ได้อยู่ที่บัตรหนึ่งใบ แต่อยู่ที่มือของคนซึ่งทำให้ข้อมูลเท็จกลายเป็นความจริงในระบบราชการ
และคำตอบว่า…มือนั้นเอื้อมไปถึงระดับใด? คือ…สิ่งที่สังคมไทยกำลังจับตาและเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ!!!.

