(วางยุทธศาสตร์รายได้สุขภาพ โดยไม่ทิ้งคนไทย)

ไทยมีโรงพยาบาลชั้นนำ บุคลากรคุณภาพ และเสน่ห์ด้านท่องเที่ยวครบมือ แต่การเป็น Medical Hub จะเกิดผลเต็มที่ ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเชื่อมสุขภาพ การท่องเที่ยว การลงทุน และข้อมูลไว้ในยุทธศาสตร์เดียว พร้อมป้องกันผลกระทบต่อคนไทย
*** อ่าน…เปิดขุมทรัพย์ Medical Tourism (เมื่อผู้ป่วยต่างชาติหนึ่งราย แต่สามารถสร้างรายได้มากกว่าค่ารักษา) https://yutthasartonline.com/?p=174773
อ่าน…บัญชีรายได้ที่ไทยยังไม่มี (ชงวัดมูลค่าผู้ป่วย พ่วงครอบครัวและคนติดตามตลอดห่วงโซ่) https://yutthasartonline.com/strategies/174841 ***
ไทยมีต้นทุน แต่ยังขาดระบบ :
ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ หากต้องการแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพราะเรามีทั้ง…โรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับการยอมรับ แพทย์เฉพาะทาง บุคลากรบริการ โรงแรม ร้านอาหาร ศูนย์การค้า สายการบิน และแหล่งท่องเที่ยวที่รองรับผู้ป่วยกับครอบครัวได้ในคราวเดียว
“จุดแข็ง” นี้ ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติบางกลุ่มไม่ได้มองไทยเพียงเป็นสถานที่รักษา แต่เป็น…“จุดหมายหลัก”สำหรับตรวจสุขภาพ ผ่าตัด พักฟื้น ท่องเที่ยว และใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว
คำถามจึงไม่ใช่ว่า…“ไทยมีศักยภาพหรือไม่?” แต่คือ…ไทยสามารถเปลี่ยนศักยภาพที่กระจายอยู่หลายอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นระบบเศรษฐกิจสุขภาพที่บริหารร่วมกันได้หรือไม่? อย่างไร?
นโยบายมีหลายชิ้น :
รัฐบาลไทยมีนโยบายพัฒนาประเทศเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” มายาวนาน โดย ยุทธศาสตร์ Medical Hub ระยะเดิม ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ศูนย์กลางบริการสุขภาพ ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ศูนย์กลางวิชาการและงานวิจัย และ ศูนย์กลางผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ในปี 2569 ทิศทางรัฐบาล ขยายไปสู่ แนวคิด “Medical Economy” ชัดขึ้น! ทั้ง…บริการรักษาระดับพรีเมียม เทคโนโลยีการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ การแพทย์แม่นยำ AI จีโนมิกส์ ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ตลอดจน การจัดประชุมและนิทรรศการทางการแพทย์
รัฐบาลยังใช้…มาตรการด้านวีซ่า การส่งเสริมการลงทุน และ การพัฒนาเมืองหรือพื้นที่สุขภาพเป็นองค์ประกอบสนับสนุน ปัจจุบันมีการ “ยกเว้นวีซ่า” เพื่อการท่องเที่ยวและติดต่อธุรกิจระยะสั้นไม่เกิน 60 วัน แก่ประเทศและดินแดนตามรายชื่อของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งช่วย “ลดแรงเสียดทาน” ในการเดินทางได้ส่วนหนึ่ง
ล่าสุด! รัฐบาลยืนยันเป้าหมายผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพเป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ผ่านการ…ยกระดับมาตรฐาน นวัตกรรม การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การประกาศเป้าหมายยังไม่เท่ากับการมี “ระบบปฏิบัติการร่วมทั้งประเทศ!!!”
จุดอ่อนคือ “ต่างคนต่างวัด” :
โรงพยาบาลนับค่ารักษา กระทรวงการท่องเที่ยวนับนักท่องเที่ยว โรงแรมนับจำนวนคืนพัก สายการบินนับผู้โดยสาร ขณะที่ ร้านอาหาร ศูนย์การค้า รถรับส่ง ล่าม และสถานพักฟื้น ต่างมีข้อมูลของตนเอง
เมื่อข้อมูลไม่เชื่อมกัน รัฐจึงตอบได้ยากว่า…ผู้ป่วยต่างชาติหนึ่งรายเดินทางพร้อมผู้ติดตามกี่คน? พักกี่คืน? ใช้จ่ายนอกโรงพยาบาลเท่าใด? และรายได้กระจายไปถึงธุรกิจท้องถิ่นจริงเพียงใด?
นี่คือ…เหตุผลที่ข้อเสนอ “Medical Tourism Satellite Account” จากบทความตอนที่ 2 มีความสำคัญ เพราะ…บัญชีดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลเห็นมูลค่าครบวงจร! ตั้งแต่…ค่ารักษา ที่พัก อาหาร การเดินทาง ค้าปลีก การพักฟื้น ไปจนถึง กิจกรรมท่องเที่ยวของผู้ติดตาม
โดยต้องออกแบบไม่ให้นับรายได้ซ้ำและไม่เปิดเผยข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล!!!
ตั้งเจ้าภาพระดับชาติ :
หากทุกกระทรวง…ยังคงขับเคลื่อนเฉพาะภารกิจของตน Medical Hub จะเป็นเพียงนโยบายที่ประกอบด้วยโครงการจำนวนมาก แต่ไม่มี “ผู้รับผิดชอบ” ผลลัพธ์รวม
รัฐบาลควรตั้ง “กลไกบัญชาการร่วม” ที่มีอำนาจ…กำหนดเป้าหมาย งบประมาณ และตัวชี้วัดข้ามกระทรวง โดยมี…หน่วยงานด้านสาธารณสุข การท่องเที่ยว สถิติ การลงทุน การต่างประเทศ แรงงาน คมนาคม และภาคเอกชนร่วมอยู่ในระบบเดียวกัน
ตัวชี้วัด! ไม่ควรหยุดอยู่ที่…จำนวนผู้ป่วยต่างชาติหรือรายได้โรงพยาบาล แต่ต้องรวมถึง ระยะเวลาพำนัก รายจ่ายของผู้ติดตาม การจ้างงาน รายได้ที่กระจายสู่จังหวัด และ ผลกระทบต่อเวลารอรับบริการของประชาชนไทย ด้วย
ขายเป็น “เส้นทางสุขภาพ” :
การแข่งขันระยะต่อไป จะไม่ใช่…การแข่งขันระหว่างโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศสุขภาพของแต่ละประเทศ ดังนั้น ไทยจึงควร พัฒนาผลิตภัณฑ์ เป็น “เส้นทางสุขภาพ” เช่น…
กรุงเทพฯ เชื่อมการรักษาเฉพาะทางกับโรงแรมและบริการครอบครัว
ภูเก็ต–พังงาเชื่อมการรักษากับ Wellness
และ การพักฟื้น เชียงใหม่เชื่อมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกับ Long Stay
ขณะที่ ภาคตะวันออกอาจเชื่อมโรงพยาบาล เทคโนโลยีการแพทย์ และพื้นที่ลงทุน
แพ็กเกจไม่ควรถูกออกแบบเป็นเพียงส่วนลดค่าห้องพัก แต่ต้องครอบคลุมการนัดหมายก่อนเดินทาง รถรับส่งทางการแพทย์ ล่าม อาหารเฉพาะโรค การพักฟื้น การดูแลผู้ติดตาม และระบบส่งต่อกรณีฉุกเฉิน
หากทำได้…รายได้จะไม่กระจุกอยู่เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่มีโอกาสไหลไปสู่โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ให้บริการขนส่ง วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่
แข่งด้วยคุณภาพ ไม่ใช่ราคา :
ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันจากสิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ตุรกี เกาหลีใต้ และประเทศตะวันออกกลางที่ลงทุนสร้างระบบสุขภาพของตนเอง
การลดราคา เพียงอย่างเดียว จึงไม่ใช่…ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน!!?? เพราะมันจะไป “กดดัน” ทั้ง…รายได้ คุณภาพบริการ และค่าตอบแทนบุคลากร
“จุดขาย” ของไทย ควรอยู่ที่…ผลลัพธ์การรักษา ความปลอดภัย ความรวดเร็ว ประสบการณ์ของครอบครัว และความต่อเนื่องในการดูแลหลังเดินทางกลับประเทศ
โรงพยาบาลและรัฐ ควรร่วมพัฒนาระบบประสานประวัติผู้ป่วย การติดตามอาการทางไกล และเครือข่ายแพทย์พันธมิตรในประเทศต้นทาง โดยใช้มาตรฐานคุ้มครองข้อมูลที่สร้างความเชื่อมั่นได้จริง
ห้ามโตด้วยการดึงคนจากรัฐ :
ความสำเร็จของ Medical Hub มี “ความเสี่ยง” อีกด้าน หากรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติทำให้โรงพยาบาลเอกชนเร่งดึงแพทย์ พยาบาล และบุคลากรเฉพาะทางออกจากระบบบริการประชาชน
โจทย์นี้ ไม่ควรแก้ด้วยการ “จำกัดตลาด” แต่ต้อง…เพิ่มกำลังผลิตและออกแบบการแบ่งปันประโยชน์ เช่น…กองทุนพัฒนาบุคลากรสุขภาพ การร่วมฝึกอบรมระหว่างรัฐกับเอกชน การใช้แพทย์ร่วมตามเวลาที่กำหนด และ การนำรายได้บางส่วนกลับไปสนับสนุนการผลิตบุคลากรหรือบริการสาธารณะ
รัฐบาลควรมี “ตัวชี้วัดคู่” ทุกครั้งที่ส่งเสริม Medical Tourism คือ…วัดทั้งรายได้เศรษฐกิจและผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการของคนไทย
หากรายได้เพิ่ม แต่เวลารอรักษาของประชาชนยาวขึ้น นโยบายนั้นยังไม่อาจเรียกว่า…ประสบความสำเร็จ???
5 ภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ :
ในระยะใกล้ รัฐบาลควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่อง ประกอบด้วย…
- จัดทำ Medical Tourism Satellite Account เพื่อวัดรายได้ทั้งห่วงโซ่
- ตั้งเจ้าภาพกลางและฐานข้อมูลที่เชื่อมกันโดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว
- ทดลอง “เส้นทางสุขภาพ” ในพื้นที่นำร่องที่มีความพร้อม
- พัฒนาวีซ่า ล่าม รถรับส่ง และมาตรฐานสถานพักฟื้นให้เป็นระบบเดียว
- ตั้งกองทุนหรือกลไกแบ่งปันรายได้เพื่อเพิ่มบุคลากรและคุ้มครองบริการคนไทย
ทั้ง 5 ข้อนี้เป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่…มาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้ครบถ้วน แล้ว แต่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง…นโยบายที่มีอยู่กับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศต้องการ
ครึ่งปีหลังยังต้องระวัง? :
แนวโน้มตลาดในครึ่งหลังปี 2569 ยังมีทั้งโอกาสและความผันผวน!!?? ความต้องการรักษาข้ามประเทศได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ระยะเวลารอรักษาในบางประเทศ และความสนใจด้าน Wellness กับ Longevity
แต่ “ตลาดต่างชาติ” อาจแกว่งตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การเดินทาง ค่าเงิน และนโยบายของประเทศต้นทาง
ดังนั้น โรงพยาบาลจึงไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ขณะที่ ภาครัฐเอง ก็จะต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย มาตรฐานบริการ และความต่อเนื่องของนโยบาย
ในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า การเติบโตที่มีคุณภาพจะมาจากบริการซับซ้อนและมูลค่าสูง!!! เช่น มะเร็ง หัวใจ เวชศาสตร์ฟื้นฟู การแพทย์แม่นยำ การดูแลผู้สูงอายุ และการติดตามผลระยะยาว
มากกว่า…การเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว!!!
เปลี่ยนคำขวัญเป็นรายได้ประเทศ :
Medical Tourism มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ารายได้ในใบเสร็จโรงพยาบาล นั่นเพราะ…ผู้ป่วยหนึ่งคนอาจนำมาซึ่ง…ผู้ติดตามหลายคน การพักหลายคืน และรายจ่ายที่เชื่อมต่อธุรกิจจำนวนมาก
แต่หาก ประเทศไทย รัฐบาลไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งระบบของไทย ยังไม่รู้ว่า…เงินเหล่านั้นเกิดขึ้นที่ใด? กระจายถึงใคร? หรือสร้างต้นทุนต่อระบบสุขภาพเท่าใด?
ที่สุด! ไทยก็จะมีเพียงภาพความสำเร็จ! โดยไม่มีบัญชีที่พิสูจน์ได้จริง!!??
บทสรุปของบทความชุดนี้ จึงไม่ใช่…การสร้างโรงพยาบาลเพิ่มเพียงอย่างเดียว หากคือ…การสร้างระบบข้อมูล ระบบบริการ และระบบแบ่งปันประโยชน์ที่ทำให้ผู้ป่วยต่างชาติเชื่อมั่น
ธุรกิจไทยมีรายได้ และประชาชนไทยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
วันใดที่…รัฐบาลวัดมูลค่าครบทั้งการรักษา ครอบครัว การพักฟื้น และการท่องเที่ยว พร้อมวัดคุณภาพบริการของคนไทยควบคู่กัน
วันนั้น Medical Hub จะก้าวพ้นจากคำขวัญ และกลายเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง!!!.

