• จันทร์ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 21:05 น.

ทุนตั้งธุรกิจใหม่ ก.ค.พุ่ง 252% ต่างชาติเทเงินเข้าไทย 7 เดือน 2.19 แสนล้าน

BREAKING NEWS ECONOMY

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย ก.ค.69 ตั้งธุรกิจใหม่ 7,512 ราย ทุนจดทะเบียนทะยานแตะ 5.36 หมื่นล้านบาท ขณะที่ 7 เดือนแรกยอดตั้งใหม่สะสม 52,285 ราย โต 1.43% ต่างชาติลงทุนไทย 736 ราย เงินทุนรวม 2.19 แสนล้านบาท พุ่ง 37% จีนเข้ามามากสุด 133 ราย ขณะที่ EEC ดูดเม็ดเงินกว่า 8.56 หมื่นล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,512 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM)  เดือนมิถุนายน 2569 (7,979 ราย) ลดลง 467 ราย คิดเป็น 5.85% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกรกฎาคม 2568 (7,710 ราย) ลดลง 198 ราย คิดเป็น 2.57%

ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 53,647 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (15,231 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 38,416 ล้านบาท คิดเป็น 252.23% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกรกฎาคม 2568 (22,018 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 31,629 ล้านบาท คิดเป็น 143.65%

ทั้งนี้ มีนิติบุคคล 1 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท คือ บริษัท บ้านปู จำกัด ทุนจดทะเบียน 40,496 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับพลังงาน

การจัดตั้งใหม่ช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีจำนวน 52,285 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (51,548 ราย) เพิ่มขึ้น 737 ราย คิดเป็น 1.43%

ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ช่วง 7 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 164,848 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (171,158 ล้านบาท) ลดลง 6,310 ล้านบาท คิดเป็น 3.69%

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 1,529 ราย เพิ่มขึ้น 531 ราย คิดเป็น 53.21% (YoY) ทุนจดทะเบียน 2,508 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 2,492 ราย เพิ่มขึ้น 374 ราย คิดเป็น 17.66% (YoY) ทุนจดทะเบียน 4,064 ล้านบาท และ 3) ธุรกิจร้านขายปลีกเสื้อผ้า จำนวน 624 ราย เพิ่มขึ้น 324 ราย คิดเป็น 92.59% (YoY) ทุนจดทะเบียน 847 ล้านบาท

การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวน 2,152 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (1,760 ราย) เพิ่มขึ้น 392 ราย คิดเป็น 22.27% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกรกฎาคม 2568 (1,825 ราย) เพิ่มขึ้น 327 ราย คิดเป็น 17.92%

ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 6,776 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนมิถุนายน 2569 (6,807 ล้านบาท) ลดลง 31 ล้านบาท คิดเป็น 0.47% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกรกฎาคม 2568 (20,156 ล้านบาท) ลดลง 13,380 ล้านบาท คิดเป็น 66.38%

การจดทะเบียนเลิกช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีจำนวน 9,176 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (8,069 ราย) เพิ่มขึ้น 1,107 ราย คิดเป็น 13.72%

ทุนจดทะเบียนเลิกช่วง 7 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 105,633 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (50,700 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 54,933 ล้านบาท คิดเป็น 108.35%

(ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,102,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.69 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,009,681ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.05 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น   บริษัทจำกัด 807,160 ราย คิดเป็น 79.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.04 ล้านล้านบาท  ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 201,007 ราย คิดเป็น 19.91% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,514 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท

สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 550,199 ราย ทุนจดทะเบียน 14.18 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 330,788 ราย ทุนจดทะเบียน 2.59 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 128,694 ราย ทุนจดทะเบียน 7.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.49% 32.76% และ 12.75% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ

การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนกรกฎาคม 2569 และช่วง 7 เดือนของปี 2569

การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนกรกฎาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจ ในประเทศไทย 96 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 26 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาต        ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 70 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 31,594 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ

สำหรับช่วง7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจ ในประเทศไทยจำนวน 736 ราย เพิ่มขึ้น 153 ราย คิดเป็น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (583 ราย) โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 177 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 559 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 219,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59,748 ล้านบาท คิดเป็น 37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (159,460 ล้านบาท)

ในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) มีประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) จีน 133 ราย คิดเป็น 18% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 38,603 ล้านบาท 2) สหรัฐอเมริกา 121 ราย คิดเป็น 16% ของธุรกิจต่างชาติ ในไทย เงินลงทุน 6,226 ล้านบาท 3) สิงคโปร์ 97 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 61,112 ล้านบาท 4) ญี่ปุ่น 94 ราย คิดเป็น 13% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 45,085 ล้านบาท และ 5) ฮ่องกง 72 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,077 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 219 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 54,105 ล้านบาท

การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ช่วง 7 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กรกฎาคม) ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 220 ราย คิดเป็น 30% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 44 ราย คิดเป็น 25% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (176 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 85,615 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 80 ราย ลงทุน 30,042 ล้านบาท ญี่ปุ่น 31 ราย ลงทุน 22,636 ล้านบาท ฮ่องกง 26 ราย ลงทุน 4,803 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 83 ราย ลงทุน 28,134 ล้านบาท

วิเคราะห์การจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนกรกฎาคม 2569

การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือนกรกฎาคม 2569 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ จำนวน 7,512 ราย ลดลง 467 ราย คิดเป็น 5.85% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (มิ.ย.69) และลดลง 198 ราย คิดเป็น 2.57%  เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ก.ค.68) โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 53,646.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38,416.23 ล้านบาท   คิดเป็น 252.23% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (มิ.ย.69) และเพิ่มขึ้น 31,628.73 ล้านบาท คิดเป็น 143.65% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ก.ค.68)

ทั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจในเดือนนี้มีการกระจายตัวในทุกประเภทธุรกิจ โดยประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 496 ราย ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 373 ราย และ ธุรกิจขายปลีกอินเทอร์เน็ต จำนวน 233 ราย คิดเป็นสัดส่วน 6.60% 4.97% และ 3.10% จากจำนวนการจัดตั้งธุรกิจในเดือนกรกฎาคม 2569 ตามลำดับ ในขณะที่ จำนวนการจดทะเบียนเลิก ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวน 2,152 ราย เพิ่มขึ้น 392 ราย   คิดเป็น 22.27% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (มิ.ย.69) และเพิ่มขึ้น 327 ราย คิดเป็น 17.92% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ก.ค.68) โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 6,775.66 ล้านบาท ลดลง 31.69 ล้านบาท คิดเป็น 0.47% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (มิ.ย.69) และลดลง 13,380.47 ล้านบาท คิดเป็น 66.38% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ก.ค.68)

ยอดการจดทะเบียนจัดตั้งในช่วง 7 เดือนของปี 2569 (ม.ค. – ก.ค.) มีจำนวนทั้งสิ้น 52,285 ราย เพิ่มขึ้น 737 ราย คิดเป็น 1.43% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค. – ก.ค. 2568) โดยภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงสนับสนุนของนโยบายรัฐบาลอย่างไทยช่วยไทยพลัสซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้ลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการใช้จ่ายฐานราก และโครงการภาคการเที่ยวท่องของรัฐบาลที่จะมีความชัดเจนในช่วงเดือนนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สงครามเผชิญภาวะยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนพลังงานด้านการขนส่งมีความผันผวน โดยเฉพาะในหมวดของใช้ อาหารสำเร็จรูป ผู้ประกอบการจึงต้องติดตามนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อธุรกิจส่งออก อุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ และธุรกิจที่อยู่ใน supply chain.