• เสาร์ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 15:24 น.

‘ศุภมาส’ ผนึก ตร.ทลายคลังบุหรี่ไฟฟ้า ยึดของกลาง 8 ล้าน

BREAKING NEWS JUSTICE & CRIME

รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า บุกค้นแหล่งพักและกระจายสินค้าย่านตลาดนัดคลองถมพัฒนาฯ 5 จุด จับผู้ต้องหา 2 ราย ยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์กว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท พร้อมขยายผลถึงผู้นำเข้า ผู้จัดหา และเครือข่ายจำหน่ายออนไลน์ ด้าน “ศุภมาส” เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง หลังพบการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ “ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ” หรือ ศปบย.ตร. และ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการ ณ ห้องประชุมชัยจินดา สถานีตำรวจนครบาลพลับพลาไชย 1

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะ ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต และอนาคตของเยาวชน พร้อมขอให้ผู้ปกครองเพิ่มความระมัดระวังและติดตามพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าหนึ่งแท่งอาจมีปริมาณนิโคตินเทียบเท่าบุหรี่ธรรมดาถึง 20 มวน ขณะที่ละอองจากบุหรี่ไฟฟ้ามีขนาดเล็ก สามารถเข้าสู่ปอดได้ลึกและขับออกได้ยาก อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนบางส่วนเข้าใจว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย ทั้งที่ผู้สูบอาจได้รับสารเคมีและโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ดังนั้น จึงของย้ำว่า…บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเป็นสินค้าผิดกฎหมายในประเทศไทย

ผลจากการทำงานเชิงรุกของชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำไปสู่การตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยในย่านตลาดนัดคลองถมพัฒนาฯ จำนวน 5 จุด แบ่งเป็น จุดพักและเก็บสินค้าภายในอาคาร 4 จุด และ โกดังเก็บสินค้าอีก 1 จุด ซึ่งถูกใช้เป็น ฐานพักสินค้าก่อนกระจายไปยังหน้าร้านและจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์

เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย พร้อมตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยา และอุปกรณ์บรรจุน้ำยารวมประมาณ 20,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 8 ล้านบาท โดยรัฐบาลยืนยันว่า จะไม่หยุดการดำเนินคดีไว้เพียงผู้ค้าปลายทาง แต่จะเร่งสืบสวนขยายผลไปถึงผู้นำเข้า ผู้จัดหา แหล่งพักสินค้า ผู้กระจายสินค้า ผู้จำหน่าย และเครือข่ายออนไลน์ เพื่อตัดวงจรการค้าบุหรี่ไฟฟ้าทั้งระบบ

พลตำรวจเอกนิรันดร กล่าวว่า โครงสร้างการค้าบุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเครือข่ายเช่นเดียวกับขบวนการค้ายาเสพติด โดยมีทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตำรวจจึงต้องดำเนินการควบคู่กัน ทั้งการสืบสวนจับกุมแหล่งนำเข้าและโกดังรายใหญ่ ตลอดจนกวาดล้างผู้ค้าปลีกที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ใช้วิธีสืบสวนและแฝงตัวเพื่อตรวจสอบโครงสร้างการจำหน่าย รวมถึง สถานที่ซุกซ่อนสินค้า ก่อนวางแผนเข้าจับกุม เนื่องจากเครือข่ายผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้ามีความระมัดระวังบุคคลแปลกหน้าและไม่เปิดเผยแหล่งเก็บหรือจำหน่ายสินค้าโดยง่าย

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ศปบย.ตร.จะเดินหน้าระดมกวาดล้างบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับพื้นที่ใกล้สถานศึกษาและแหล่งท่องเที่ยว พร้อมบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดและตัดวงจรการค้าทั้งระบบ

ผู้ฝ่าฝืนจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามีความผิดตามคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 ซึ่งห้ามผลิตเพื่อขาย ห้ามขาย หรือให้บริการสินค้าบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า ตัวยาบารากู่ และน้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้า โดยมีโทษตามมาตรา 56/4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 600,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และไม่สามารถเปรียบเทียบปรับเพื่อให้คดีสิ้นสุดลงได้

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองปฏิบัติการครั้งนี้ สะท้อนว่า…“เศรษฐกิจบุหรี่ไฟฟ้าใต้ดิน” ไม่ได้มีเพียงผู้ค้ารายย่อย แต่พัฒนาเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ประกอบด้วยผู้นำเข้า โกดังพักสินค้า ผู้กระจายสินค้า หน้าร้าน และช่องทางออนไลน์

การยึดของกลางมูลค่า 8 ล้านบาท จึงมีความสำคัญในฐานะ การเปิดให้เห็นโครงสร้างของตลาดผิดกฎหมาย แต่ยังไม่ใช่ตัวชี้วัดว่ารัฐสามารถทำลายเครือข่ายได้แล้ว เพราะเมื่อความต้องการซื้อยังมีอยู่และการขายผ่านโลกออนไลน์สามารถเปลี่ยนบัญชีหรือย้ายช่องทางได้อย่างรวดเร็ว สินค้าชุดใหม่ก็อาจเข้ามาทดแทนของกลางที่ถูกยึดได้ไม่ยาก

โจทย์เชิงยุทธศาสตร์ จึงอยู่ที่การ เปลี่ยนจากการ “จับสินค้า” ไปสู่การ “ตัดระบบธุรกิจ” ตั้งแต่…เส้นทางนำเข้า เงินทุน การชำระเงิน บัญชีรับโอน ผู้ให้บริการขนส่ง โฆษณาบนแพลตฟอร์ม ตลอด จนผู้มีอิทธิพลที่คุ้มครองเครือข่าย

หากหน่วยงานรัฐยังทำงานแยกส่วน การกวาดล้างอาจสร้างผลสะเทือนเพียงระยะสั้น แต่หากสามารถเชื่อมข้อมูลตำรวจ ศุลกากร หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค สถาบันการเงิน บริษัทขนส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์เข้าด้วยกัน ก็จะเพิ่มต้นทุนของผู้กระทำผิดและทำให้การกลับเข้าสู่ตลาดยากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

อีกด้านหนึ่ง “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อมั่นว่า…การปราบปรามเพียงอย่างเดียว! อาจไม่เพียงพอต่อการหยุดการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชน รัฐจำเป็นต้องดำเนินมาตรการลดความต้องการควบคู่ไปกับการตัดอุปทาน ทั้งการสื่อสารข้อมูลสุขภาพที่ตรวจสอบได้ การเฝ้าระวังพื้นที่รอบสถานศึกษา และการรู้เท่าทันกลยุทธ์การตลาดออนไลน์

ทั้งนี้ ความสำเร็จจึงไม่ควรวัดจากจำนวนครั้งที่ตรวจค้นหรือมูลค่าของกลาง เท่านั้น แต่ต้องวัดจากจำนวนเครือข่ายที่ถูกดำเนินคดีถึงต้นทาง ช่องทางการเงินที่ถูกตัด และอัตราการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

มิฉะนั้น ปฏิบัติการครั้งนี้อาจเป็นเพียงการยึดสินค้าล็อตใหญ่ โดยยังไม่สามารถปิด “ตลาดใหญ่” ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างแท้จริง!!!.