• เสาร์ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 13:13 น.

‘ไทย–รัสเซีย’ เปิดประตู…ยูเรเชีย

BREAKING NEWS STRATEGIES

(การทูตเศรษฐกิจในโลกแบ่งขั้ว—ทางเลือกใหม่ หรือเดิมพันใหม่ของเศรษฐกิจไทย?)

การประชุม JC ไทย–รัสเซีย วันที่ 14–15 สิงหาคม เปิดทางสู่ตลาดยูเรเชีย ผ่านการผลักดัน FTA และความร่วมมือด้านอาหาร พลังงาน การลงทุน และโลจิสติกส์ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่เรื่องมาตรการคว่ำบาตรและการรักษาสมดุลในโลกแบ่งขั้ว

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมไทย–รัสเซีย ครั้งที่ 9 ณ กรุงมอสโก เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ได้มีความหมายเพียงการ “รื้อฟื้น” ความสัมพันธ์หลังเว้นช่วงไป 3 ปี แต่มันคือ…ความพยายามเปลี่ยน “มิตรภาพทางการทูต” ให้เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผ่านการผลักดัน…

FTA ไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)

การเปิดตลาดสินค้าเกษตร–อาหาร

ตลอดจน ความร่วมมือด้านพลังงาน ปุ๋ย โลจิสติกส์ การลงทุน และการท่องเที่ยว

ทว่าเบื้องหลังโอกาสใหม่ยังมีเดิมพันสำคัญ ทั้งมาตรการคว่ำบาตร ระบบชำระเงิน และโจทย์รักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ

จากคาซานสู่มอสโก :

การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย–รัสเซีย หรือ JC ครั้งที่ 9 เป็นมากกว่าการประชุมตามวาระ เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามภาษี ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการแข่งขันจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกระหว่างมหาอำนาจ

หัวใจของการประชุมครั้งนี้ จึงอยู่ที่ “การทูตเศรษฐกิจ” โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่ “ประธาน” ร่วมกับ นายอะเลกเซย์ เชคุนคอฟ รมว.พัฒนาภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติกของรัสเซีย

ภารกิจสำคัญ ก็คือ…การแก้ปัญหาที่คั่งค้าง เปิดตลาดใหม่ และเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการเมืองให้กลายเป็นการค้า การลงทุน และโครงการที่เกิดขึ้นจริง

การเดินทางครั้งนี้ ยังเป็นการ “ต่อยอด” จากการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งครั้งนั้น ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นตรงกันว่า…มูลค่าการค้าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังต่ำกว่าศักยภาพของสองประเทศอย่างมาก

จาก “โต๊ะผู้นำ” ที่เมืองคาซาน สู่ “โต๊ะเจรจา” ที่กรุงมอสโก จึงสะท้อนความพยายามทำให้ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย ขยับจาก “ถ้อยแถลงแห่งมิตรภาพ” ไปสู่ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ”

เดิมพัน FTA ไทย–ยูเรเชีย :

ข้อเสนอสำคัญที่สุด! ของ ฝ่ายไทย คือ…การขอแรงสนับสนุนจากรัสเซียเพื่อเริ่มต้นเจรจาความตกลงการค้าเสรี ระหว่าง…ไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย หรือThai–EAEU FTA

หากเกิดขึ้นจริง! ความตกลงนี้…จะไม่ได้เปิดตลาดเฉพาะรัสเซีย แต่จะเชื่อมไทยเข้ากับสมาชิก EAEU อีก 4 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส คาซัคสถาน อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน และพร้อมที่จะ “ต่อยอด” ไปสู่ตลาดเอเชียกลางและเส้นทางเศรษฐกิจยูเรเชีย ในโอกาสต่อไป

สำหรับไทย นี่คือ…โอกาสขยายตลาดสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป ยางพารา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะเดียวกัน ไทยอาจเข้าถึงปุ๋ย พลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และธัญพืชจากภูมิภาคยูเรเชียได้หลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าไทยยังอยู่ในขั้น “ผลักดันให้เริ่มเจรจา” มิใช่กำลังจะลงนาม FTA

นั่นเพราะ…รัสเซียไม่สามารถตัดสินใจได้โดยลำพัง!

ความตกลงดังกล่าว จะต้อง ได้รับความเห็นชอบ จาก สมาชิก EAEU ทั้ง 5 ประเทศ และต้องผ่านการศึกษา เจรจา และกระบวนการภายในของไทยอีกหลายขั้น

ประตูยูเรเชีย…จึงเริ่มแง้มออกแล้ว แต่ยังห่างจากวันที่สินค้าไทยจะผ่านเข้าไปด้วยสิทธิภาษีพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ!!!

โอกาสที่ไม่ต้องรอ FTA :

แม้การเจรจา FTA อาจใช้เวลาหลายปี แต่ความร่วมมือบางด้านสามารถเริ่มได้ทันที!

ด้านแรก คือ สินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็น “จุดแข็ง” ของไทย และเป็นสินค้าที่รัสเซียมีความต้องการ หาก 2 ฝ่ายสามารถจะ “ลดอุปสรรค” ด้านใบอนุญาต มาตรฐานสุขอนามัย และขั้นตอนศุลกากรได้ การส่งออกอาหารไทยอาจขยายตัวก่อนที่ FTA จะมีผล

ด้านที่สอง คือ ความมั่นคงด้านพลังงานและปัจจัยการผลิต ท่ามกลาง ความผันผวนในตะวันออกกลาง ไทยต้องกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน ปิโตรเคมี และปุ๋ย เพื่อไม่ให้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

รัสเซียจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ แต่การจัดซื้อต้องอยู่บนหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส และไม่ขัดต่อมาตรการระหว่างประเทศ

ด้านที่สาม คือ การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางเข้าไทยเกือบ 2 ล้านคนต่อปี และเป็น ตลาดยุโรปขนาดใหญ่ของไทย ดังนั้น การเพิ่มเที่ยวบิน การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง และการกระจายจุดหมายท่องเที่ยว จะช่วยสร้างรายได้ให้ไทยได้เร็วกว่าการรอผลการเจรจาการค้า

อีกด้านหนึ่ง คือ การลงทุนและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะ ความเชื่อมโยงกับภูมิภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย การประชุม Russia–Thailand Investment Forum ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า…

ความร่วมมือจากมอสโกจะเปลี่ยนเป็นโครงการลงทุนและสัญญาทางธุรกิจได้จริงเพียงใด???

เป้าหมายหมื่นล้านดอลลาร์ :

ไทยและรัสเซีย เคยตั้งเป้าหมายการค้าระหว่างกันไว้ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าปัจจุบันประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ หมายความว่า…การค้าจะต้องขยายตัวมากกว่า 6 เท่า จึงจะไปถึงเป้าหมายดังกล่าว

รัฐบาลไทยจึงปรับเป้าหมาย 10,000 ล้านดอลลาร์จากกรอบเวลาที่เคยกำหนดไว้ ให้เป็น “เป้าหมายระยะยาว ซึ่งถือเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงว่า…ความสัมพันธ์ที่ดีทางการเมืองไม่ได้แปรเป็นการค้าได้โดยอัตโนมัติ

การเพิ่มมูลค่าการค้าต้องมีทั้งสินค้า เส้นทางขนส่ง ระบบชำระเงิน ธนาคารตัวกลาง ประกันภัย และเครือข่ายธุรกิจรองรับ หากองค์ประกอบเหล่านี้ยังไม่พร้อม ตัวเลขเป้าหมายก็อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางการทูต

ดังนั้น ความสำเร็จของการประชุม JC ไม่ควรวัดจากเป้าหมายบนกระดาษ แต่วัดจากจำนวนตลาดที่เปิดได้ สินค้าที่ผ่านการรับรอง ต้นทุนขนส่งที่ลดลง และโครงการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง

โจทย์ใหญ่หลังโต๊ะเจรจา :

แม้ไทยและรัสเซียจะมีเจตจำนงทางการเมืองตรงกัน แต่การค้าระหว่างสองประเทศยังเผชิญข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร ระบบธนาคาร และความผันผวนของค่าเงิน

ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบคู่ค้า แหล่งที่มาของเงิน ธนาคารที่ใช้ชำระ และเส้นทางการขนส่งอย่างรอบคอบ เพราะแม้สินค้าไม่อยู่ในบัญชีควบคุม แต่หากธุรกรรมเกี่ยวข้องกับธนาคาร บุคคล หรือนิติบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร ก็อาจสร้างความเสียหายต่อธุรกิจไทยได้

การใช้สกุลเงินท้องถิ่น หรือระบบชำระเงินทางเลือก อาจช่วยลดการพึ่งพาดอลลาร์บางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงทางกฎหมายหายไป และไม่ควรถูกมองว่าเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกติกาสากล

นี่คือ…เหตุผลที่ภาครัฐต้องทำงานร่วมกับธนาคาร ผู้ส่งออก บริษัทประกัน และผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ไม่ใช่ฝากภาระทั้งหมดไว้กับกระทรวงการต่างประเทศหรือกระทรวงพาณิชย์

ไม่เลือกข้าง แต่เพิ่มทางเลือก :

การใกล้ชิดกับรัสเซีย ไม่ได้หมายความว่า…ไทยกำลังหันหลังให้สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น หรือหุ้นส่วนเดิม

ตรงกันข้าม! นี่ควรถูกมองเป็นการ…เพิ่มทางเลือกและกระจายความเสี่ยงในโลกที่เศรษฐกิจกับความมั่นคงแยกออกจากกันได้ยากขึ้น!!!

ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมสำหรับไทย จึงไม่ใช่ “การเลือกขั้ว” แต่คือ…การรักษาพื้นที่ทางนโยบาย ทำการค้ากับทุกฝ่ายบนพื้นฐานผลประโยชน์แห่งชาติ และหลีกเลี่ยงไม่ให้ความสัมพันธ์กับประเทศหนึ่งสร้างต้นทุนต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง

โจทย์ยากอยู่ที่การ “รักษาสมดุล” ระหว่าง…“โอกาสทางเศรษฐกิจ” กับ “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” เพราะหาก ไทยเอนเอียงจนเกินไป อำนาจต่อรองอาจกลับกลายเป็นความเปราะบางรูปแบบใหม่

ทางเลือกใหม่ หรือเดิมพันใหม่? :

ในระยะสั้น ผลลัพธ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด! นั่นคือ…การเปิดตลาดสินค้าเฉพาะรายการ ความร่วมมือด้านอาหาร ปุ๋ย พลังงาน การท่องเที่ยว และข้อตกลงระหว่างภาคธุรกิจ

ส่วน FTA ไทย–EAEU ยังต้องใช้เวลาในการสร้างฉันทามติและวางกรอบเจรจา

หากการประชุมด้านการลงทุนในเดือนตุลาคม ได้สร้างโครงการที่เป็นรูปธรรม และฝ่าย EAEU ตอบรับการเริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการ ปี 2570 ซึ่งครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซีย อาจกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

แต่หาก ความขัดแย้ง ระหว่าง…รัสเซียกับชาติตะวันตกทวีความรุนแรง หรือข้อจำกัดด้านธนาคารและการขนส่งเพิ่มขึ้น ความร่วมมือที่ประกาศไว้ก็อาจเดินหน้าได้ช้ากว่าความคาดหวัง

การเปิดประตูยูเรเชีย จึงเป็นทั้ง “ทางเลือกใหม่” และ “เดิมพันใหม่” ของเศรษฐกิจไทย

เป็น ทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยให้ ไทยได้กระจายตลาด แหล่งพลังงาน และปัจจัยการผลิต

แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็น “เดิมพันใหม่” เพราะไทยต้องบริหารความเสี่ยงด้านการเงิน มาตรการคว่ำบาตร และความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด! การทูตเศรษฐกิจจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเปลี่ยนสายสัมพันธ์ทางการเมืองให้เป็นรายได้ โอกาส และความมั่นคงของประชาชนได้จริง โดยไม่สร้างภาระทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องจ่ายในภายหลัง!!!.