3 สื่อ 3 ระบบเงิน!

(เมื่อคนดูย้ายสู่ออนไลน์ ถึงเวลาจัดระเบียบ ‘อสมท – NBT – ไทยพีบีเอส’ ใหม่หรือยัง?)
อสมทเปิดให้เช่าที่ดินเพื่อสร้างรายได้ ขณะที่ NBT และไทยพีบีเอสมีเงินสาธารณะรองรับคนละรูปแบบ ความแตกต่างนี้กำลังตั้งคำถามต่อภารกิจที่ซ้ำซ้อน ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร และอนาคตของสื่อรัฐในยุคที่ประชาชนไม่ได้ยึดติดกับจอโทรทัศน์อีกต่อไป
ที่ดินเปิดคำถาม :
ประกาศเปิดให้เช่าที่ดินประมาณ 50 ไร่ บริเวณถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) อาจดูเหมือนข่าวพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือ…ภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรสื่อเก่า
เมื่อรายได้จากโทรทัศน์และสื่อดั้งเดิมไม่มั่นคงเหมือนเดิม ทรัพย์สินที่ถือครองอยู่จึงถูกนำมาสร้างกระแสรายได้ใหม่!
อสมทไม่ได้ขายที่ดิน แต่เปิดให้เอกชนเช่าเพื่อลงทุนพัฒนาและบริหารเชิงพาณิชย์ หากกระบวนการคัดเลือกโปร่งใสและได้ผลตอบแทนเหมาะสม แนวทางนี้อาจช่วยรักษากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน พร้อมสร้างรายได้ระยะยาวให้บริษัท
แต่ประกาศดังกล่าว ก็นำไปสู่…คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องที่ดิน นั่นคือ…เหตุใดองค์กรสื่อที่รัฐเกี่ยวข้อง 3 แห่งจึงต้องอยู่ภายใต้ระบบการเงินและแรงกดดันที่แตกต่างกันอย่างมาก???
อสมท ต้องหาเงิน :
อสมทเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดย กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 65.80 องค์กรจึงมีสถานะ 2 ด้านพร้อมกัน…
ด้านหนึ่งต้องดำเนินธุรกิจ แข่งขัน และรับผิดชอบต่อผลประกอบการ อีกด้านหนึ่ง ยังถูกมองว่า…เป็นสื่อที่รัฐมีอำนาจกำกับผ่านการถือหุ้นและแต่งตั้งกรรมการ
ปี 2568 อสมทรายงานรายได้รวม 1,125 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 308 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจหลักลดลง การนำที่ดิน โครงข่าย วิทยุ และทรัพย์สินอื่นมาสร้างรายได้จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกเสริม แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนประคองฐานะและสร้างธุรกิจใหม่
ปัญหาคือ อสมทต้องแข่งขันกับสื่อเอกชนที่ตัดสินใจได้รวดเร็วกว่า ขณะเดียวกันยังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่บางอย่างเพื่อรัฐหรือสาธารณะ
หากรัฐต้องการให้ อสมท ทำภารกิจที่ไม่สร้างกำไร ก็ควรมีสัญญา เป้าหมาย และค่าตอบแทนที่เปิดเผย ไม่ควรปล่อยให้ต้นทุนดังกล่าวปะปนอยู่ในบัญชีธุรกิจ จนวัดไม่ได้ว่า…อะไรคือผลขาดทุนจากการแข่งขัน? และอะไรคือต้นทุนจากนโยบายรัฐ?
NBT ใช้งบรัฐ :
ส่วน ช่อง 11 หรือ NBT ไม่ใช่องค์กรแยกจากกรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ภารกิจตามโครงสร้าง คือ เผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และนโยบายของรัฐบาลไปสู่ประชาชน รวมถึง ทำข่าวภูมิภาค รายการความรู้ และการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน
NBT จึงทำเนื้อหาที่เป็นประโยชน์สาธารณะได้ แต่ความเป็น “สื่อของรัฐบาล” แตกต่างจาก “สื่อสาธารณะอิสระ” เพราะ…ผู้บริหาร งบประมาณ และทิศทางงานยังอยู่ในสายบังคับบัญชาของฝ่ายบริหาร
ข้อได้เปรียบของ NBT คือ มีเครือข่ายราชการและสถานีภูมิภาค สามารถเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและพื้นที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็ว แต่ยังมีข้อจำกัด…เมื่อข่าวเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชน สังคมย่อมตั้งคำถามว่าสถานีจะตรวจสอบผู้กำกับดูแลของตนเองได้มากเพียงใด?
ไทยพีบีเอสมีเงินเฉพาะ :
ขณะที่ ไทยพีบีเอส หรือ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็น…หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กฎหมายออกแบบให้มีระยะห่างจากรัฐบาลและผู้ลงโฆษณา
โดยให้มี รายได้หลัก จาก…เงินบำรุงที่ผูกกับภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ และห้ามหารายได้จากโฆษณา ยกเว้นการสนับสนุนภายใต้ข้อจำกัด
เหตุผลของระบบนี้ นั่นคือ หากสื่อสาธารณะต้องขอเงินจากรัฐบาลทุกปี ก็อาจถูกกดดันทางการเมือง และหากต้องพึ่งโฆษณา ก็อาจถูกอิทธิพลทางธุรกิจครอบงำ เงินที่แยกไว้ตามกฎหมายจึงมีเป้าหมายคุ้มครองความเป็นอิสระ
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่ค่อนข้างแน่นอน! ย่อมมาพร้อม คำถามด้านความคุ้มค่า ซึ่ง ไทยพีบีเอสต้องพิสูจน์ ว่า…เนื้อหาที่ผลิตมีคุณค่าสาธารณะที่ตลาดไม่ผลิตจริง ไม่ซ้ำกับ NBT อสมท หรือสื่อออนไลน์อื่นจนเกินไป
และ การว่าจ้างผู้ผลิตภายนอกมีการแข่งขัน โปร่งใส และปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน!!!
ข้อร้องเรียนหรือข่าวจากบุคคลภายใน เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง…ควรถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่ต้องไม่ถือเป็นข้อยุติ ว่า…มีผู้กระทำผิดจนกว่าจะมีผลสอบหรือคำวินิจฉัยที่ตรวจสอบได้
สิ่งจำเป็น นั่นก็คือ…การเปิดเผย TOR ราคากลาง ผู้เสนอราคา คะแนนพิจารณา คู่สัญญา ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และผลการตรวจรับงานในรูปข้อมูลที่ประชาชนค้นหาได้
จอเปลี่ยน เกมเปลี่ยน :
ความแตกต่างของทั้ง 3 องค์กร เคยเห็นได้ชัดเมื่อโทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็น “ช่องทางหลัก”
อสมทแข่งขันในตลาด
NBT สื่อสารงานรัฐบาล
และ ไทยพีบีเอสผลิตเนื้อหาสาธารณะที่ไม่พึ่งโฆษณา
แต่…วันนี้ “เส้นแบ่ง” ดังกล่าวเริ่มพร่าเลือน???
ทั้ง 3 แห่งถ่ายทอดสด ทำคลิปสั้น ผลิตข่าวออนไลน์ เปิดช่อง YouTube และเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดียเหมือนกัน ผู้ชมจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากหมายเลขช่องอีกต่อไป
แต่เลือกดูจากหัวข้อ บุคคล เหตุการณ์ และระบบแนะนำเนื้อหาของแพลตฟอร์ม
เมื่อปลายทางเดียวกัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า…ใครมีเรตติ้งโทรทัศน์สูงกว่า? แต่คือ รัฐกำลังจ่ายเงินซ้ำเพื่อห้องข่าว บุคลากร อาคาร อุปกรณ์ โครงข่าย และการผลิตเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันหรือไม่?
ซ้ำได้ แต่ต้องคุ้มค่า :
ความซ้ำซ้อนไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด การมีหลายสำนักข่าวช่วยให้เกิดมุมมองที่หลากหลายและตรวจสอบกันเอง หากรวมทุกอย่างเป็นองค์กรเดียว ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผูกขาดข้อมูล
แต่ความหลากหลาย ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ทุกแห่งทำทุกอย่างเหมือนกัน โดยไม่มีการวัดผล
รัฐควรกำหนดให้ชัดว่า…เนื้อหาใดเป็นภารกิจที่จำเป็น เนื้อหาใดควรเปิดแข่งขัน และโครงสร้างพื้นฐานใดสามารถใช้ร่วมกันได้ ตัวอย่างเช่น…
NBT อาจรับผิดชอบการสื่อสารรัฐบาลและระบบข้อมูลฉุกเฉินอย่างตรงไปตรงมา
อสมทดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบโดยแยกค่าตอบแทนภารกิจรัฐออกจากบัญชีการค้า
ส่วน ไทยพีบีเอสเน้นข่าวอิสระ การศึกษา เด็ก ผู้พิการ ชุมชน และเนื้อหาที่ตลาดไม่คุ้มจะผลิต
เงินต้องตามภารกิจ :
หลักการจัดระเบียบใหม่ ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า…“จะยุบใคร?” แต่ควรเริ่มจาก “ประชาชนต้องการบริการอะไร?” แล้วจึงเลือกองค์กรและวิธีจ่ายเงินที่เหมาะสม
ภารกิจประชาสัมพันธ์ รัฐบาลควรใช้งบประมาณที่รัฐสภาตรวจสอบได้
ภารกิจธุรกิจ ควรรับผิดชอบด้วยรายได้และผลประกอบการ
ส่วน ภารกิจสื่อสาธารณะ ควรได้รับเงินสาธารณะตามข้อตกลงที่กำหนดผลลัพธ์ชัดเจน พร้อมการประเมินจากภายนอก
เงินสาธารณะ…ไม่ควรติดตามองค์กรโดยอัตโนมัติ เพียงเพราะองค์กรนั้นมีอยู่มานาน แต่ควรติดตามภารกิจ คุณภาพ และผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ
เปิดแข่งงานสาธารณะ :
อีกทางเลือกหนึ่ง คือ เปลี่ยนเงินบางส่วนจากการอุดหนุนองค์ก รเป็น “กองทุนเนื้อหาสาธารณะ” เปิดให้ อสมท NBT ไทยพีบีเอส สื่อเอกชน มหาวิทยาลัย สื่อท้องถิ่น และผู้ผลิตอิสระเสนอโครงการแข่งขันกัน
โครงการที่ได้รับทุนต้องเปิดเผยงบประมาณ เผยแพร่ผลงานให้ประชาชนเข้าถึงฟรี และให้สื่อหลายแห่งนำไปใช้ต่อได้
วิธีนี้จะช่วยลดการผูกขาดคำว่า “สื่อสาธารณะ” ไว้กับองค์กรเดียว และเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายใหม่ที่เข้าใจผู้ชมออนไลน์มากกว่า
อย่างไรก็ตาม กองทุนต้องมีกรรมการที่เป็นอิสระ เปิดเผยคะแนน และมีกติกาป้องกันเครือข่ายเดิมหมุนเวียนรับงาน มิฉะนั้นการเปลี่ยนจากงบองค์กรเป็นงบโครงการก็อาจเพียงย้ายจุดเกิดปัญหา เท่านั้น
เปิดข้อมูลก่อนตัดสิน :
ก่อนเลือกว่า…จะคง ควบรวม แปลงสภาพ หรือยุบองค์กรใด? รัฐควร “เปิดข้อมูลย้อนหลัง” อย่างน้อย 5 ปีในมาตรฐานเดียวกัน ได้แก่…
รายได้และค่าใช้จ่าย จำนวนบุคลากร ต้นทุนต่อรายการ ต้นทุนต่อผู้ชมทุกแพลตฟอร์ม รายการจัดซื้อจัดจ้าง คู่สัญญาซ้ำ รายได้จากทรัพย์สิน และผลประเมินประโยชน์สาธารณะ
ยอดวิวเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ! เพราะเนื้อหาสำคัญบางประเภท…มีผู้ชมน้อย แต่ยอดเงินที่ได้รับทุกปีก็ไม่ใช่หลักฐานของคุณค่าเช่นกัน
การประเมินต้องพิจารณาพร้อมกัน ทั้ง…การเข้าถึง คุณภาพ ความเป็นอิสระ ความหลากหลาย และต้นทุน
ถึงเวลาจัดระบบ :
การเปิดเช่าที่ดินของอสมท ทำให้เห็น “ภาพชัด” ว่า…องค์กรหนึ่งต้องนำทรัพย์สินมาสร้างรายได้
ขณะที่อีก “2 ระบบ” มี…เงินสาธารณะรองรับด้วยเหตุผลและกลไกต่างกัน
ความแตกต่างนี้ อาจมีเหตุผลทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่า..มันจะยังเหมาะสมตลอดไปในวันนี้และอนาคตอันใกล้!!??
คำตอบ! อาจไม่ใช่…การทำให้ทั้ง 3 แห่งหาเงินแบบเดียวกัน เพราะภารกิจต่างกัน
แต่รัฐจะต้องตอบให้ได้ว่า…เหตุใดต้องมี 3 โครงสร้าง แต่ละแห่งทำสิ่งใดที่อีกแห่งทดแทนไม่ได้ และประชาชนได้รับอะไรจากเงินกับทรัพย์สินที่มอบให้???
ในวันที่…โลกแห่งความเป็นจริง มองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น! เมื่อ ผู้คนส่วนใหญ่ ย้ายดู/ชม…ข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงจากหน้าจอโทรทัศน์ไปยังหน้าจอออนไลน์
ดังนั้น การปฏิรูปสื่อของรัฐ จึงไม่ควรเป็นเพียง…การเปลี่ยนโลโก้ ผังรายการ หรือแพลตฟอร์ม หากจะต้องทบทวนใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่…
ภารกิจ โครงสร้างเงิน ความเป็นอิสระ ไปจนถึงกลไกตรวจสอบ
โจทย์สำคัญ ไม่ใช่ว่า…ใครควรอยู่หรือควรไป? แต่คือ…ประเทศไทยจะออกแบบระบบสื่อที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มีพื้นที่ให้ข้อมูลหลายด้าน และรับผิดชอบต่อประชาชนได้อย่างไร???.







