กฎหมายอ่อน ความเชื่อมั่นร้าว

(‘นอมินีข้ามชาติ’ วัดฝีมือรัฐบาล ท่ามกลางเสียงคนไทยกังวลอาชญากรรม – ไม่เชื่อมั่นการแก้ปัญหา)
การตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจต่างชาติในภูเก็ตและเกาะพะงัน ไม่ได้เป็นเพียงคดีนอมินีหรือปัญหาสัญชาติ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบประสิทธิภาพรัฐ เมื่อผลสวนดุสิตโพลสะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายยังไม่เข้มงวด และเกือบ 7 ใน 10 ขาดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาอาชญากรรมได้
สองข่าว หนึ่งโจทย์ใหญ่ :
แม้ข่าวการตรวจสอบบุคคลเดิม สัญชาติอิสราเอลและเครือข่ายบริษัทที่ต้องสงสัย ว่า…ใช้นอมินี กับ ผลสำรวจเรื่องอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมไทย จะกล่าวถึงปัญหาคนละประเภท แต่ทั้งสองเรื่องมี “จุดเชื่อมโยงสำคัญ” คือ ประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล
กรณีแรกเป็น ปัญหาทางเศรษฐกิจ บริษัท ที่ดิน และกระบวนการตรวจสอบสัญชาติ ส่วนผล สวนดุสิตโพลสำรวจความรู้สึกต่ออาชญากรรมในภาพรวม จึงไม่อาจนำมาใช้สรุปว่า…
กรณีนอมินีเป็นสาเหตุให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น หรือทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยโดยตรง???
อย่างไรก็ตาม เมื่อนำมาพิจารณาในมิติการเมือง ทั้งสองเรื่องกำลังถามคำถามเดียวกันต่อรัฐบาล ว่า…รัฐสามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โปร่งใส และไม่มีข้อยกเว้นได้หรือไม่?
นอมินีไม่ใช่เรื่องสัญชาติ :
การตรวจสอบในพื้นที่ท่องเที่ยวภาคใต้พบความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ ที่เกาะพะงัน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริษัทที่มีพฤติการณ์นอมินี 32 แห่ง พร้อมดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องและตรวจยึดหรืออายัดที่ดินกว่า 40 ไร่ ขณะที่ ภูเก็ตมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กำลังขยายผลตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจกว่า 100 บริษัท ซึ่งมีรายได้รวมมากกว่า 5,000 ล้านบาท
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงมหาดไทย โดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า…มีบุคคลเดิมสัญชาติอิสราเอลบางรายได้รับสัญชาติไทยจริง และอยู่ระหว่างตรวจสอบย้อนหลัง ว่า…กระบวนการได้สัญชาติดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงกับโครงสร้างบริษัทและเส้นทางการเงิน
แต่สถานะ “กำลังตรวจสอบ” ต้องแยกออกจาก “พิสูจน์ความผิดแล้ว” อย่างชัดเจน จำนวนบริษัทที่ถูกตรวจสอบไม่เท่ากับจำนวนบริษัทที่กระทำผิด และการมีสัญชาติเดิมเป็นอิสราเอล การนับถือศาสนายิว การเปิดร้านอาหารโคเชอร์ หรือการใช้ภาษาฮิบรู ไม่ใช่หลักฐานของการเป็นนอมินี
สิ่งที่รัฐต้องพิสูจน์ คือ…ใครเป็นผู้ลงทุนและควบคุมกิจการจริง? ผู้ถือหุ้นชาวไทยออกเงินลงทุนเองหรือเพียงรับจ้างถือหุ้น ที่ดินได้มาโดยชอบหรือไม่? และมีการใช้เอกสารหรือข้อมูลอันเป็นเท็จในกระบวนการขอสัญชาติหรือไม่?
ดังนั้น การตรวจสอบจึงต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานเฉพาะราย ไม่ใช่เชื้อชาติ ศาสนา หรือภาพลักษณ์ของชุมชน
โพลเตือนรัฐ อย่ามีข้อยกเว้น :
ผลสวนดุสิตโพลจากกลุ่มตัวอย่าง 1,198 คน ระหว่างวันที่ 4–7 สิงหาคม 2569 พบว่า ร้อยละ 87.40 เห็นว่าอาชญากรรมและความรุนแรงในสังคมไทยรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 86.81 มองว่าสาเหตุสำคัญมาจากการบังคับใช้กฎหมายและบทลงโทษที่ยังไม่เข้มงวดพอ
ตัวเลขที่เชื่อมโยงกับกรณีนอมินีได้ชัดที่สุด คือ ร้อยละ 77.53 ต้องการให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เคร่งครัด และไม่มีข้อยกเว้น
เพราะ…ปัญหาของเครือข่ายธุรกิจข้ามชาติจะเติบโตไม่ได้ หากไม่มีช่องว่างทางกฎหมาย การปล่อยปละละเลย หรือความร่วมมือจากคนไทยบางส่วน
ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรจำกัดการตรวจสอบเฉพาะนักลงทุนสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง แต่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุนต่างชาติทุกกลุ่ม รวมถึง ดำเนินคดีกับคนไทย เจ้าหน้าที่รัฐ นักบัญชี ที่ปรึกษา หรือผู้ถือหุ้นแทน หากมีหลักฐานว่าเข้าร่วมกระบวนการหลีกเลี่ยงกฎหมาย
การดำเนินการเช่นนี้จะทำให้การปราบปรามมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการสร้างภาพว่ารัฐกำลังต่อสู้กับคนต่างชาติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง!!??
วิกฤตศรัทธาหนักกว่าตัวเลขคดี :
ประเด็นทางการเมืองที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ที่ระดับความเชื่อมั่น ผลสำรวจพบว่า…ร้อยละ 50.58 “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” และร้อยละ 18.36 “ไม่เชื่อมั่นเลย” ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงได้ เมื่อรวมกันจึงเท่ากับร้อยละ 68.94 หรือเกือบ 7 ใน 10 ของกลุ่มตัวอย่าง
ตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้บอกว่า…ประชาชนตัดสินรัฐบาลจากคดีนอมินีโดยเฉพาะ แต่สะท้อนบรรยากาศที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพของรัฐ
ยิ่งเมื่อมีข่าวการตรวจพบเครือข่ายบริษัทจำนวนมาก คำถามจึงไม่หยุดอยู่ที่ว่า…เจ้าหน้าที่จับกุมได้กี่ราย? แต่ขยายไปถึงว่าเหตุใด? โครงสร้างเหล่านี้จึงดำเนินกิจการและถือครองทรัพย์สินมาได้เป็นเวลานาน!!!
หากพบว่า…มีการกระทำผิดจริง! รัฐต้องชี้แจงด้วยว่า…ช่องโหว่เกิดขึ้นที่หน่วยงานใด? ใครเป็นผู้อนุมัติหรือรับรองเอกสาร? มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องหรือไม่? และจะป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร?
มิฉะนั้น ปฏิบัติการตรวจค้นครั้งใหญ่ก็อาจถูกมองว่า…เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า!!!
ถอนสัญชาติ ต้องไม่ลัดกฎหมาย :
ข้อเสนอให้ตรวจสอบหรือถอนสัญชาติของผู้ที่อาจได้สัญชาติไทยมาโดยมิชอบ เป็นเรื่องที่รัฐมีหน้าที่ดำเนินการหากพบหลักฐาน แต่การเพิกถอนต้องเป็นไปตามฐานกฎหมายและกระบวนการที่ถูกต้อง ไม่สามารถใช้เพียงความสงสัย กระแสสังคม หรือความเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ถูกตรวจสอบเป็นคำตัดสินได้
การสมรสกับคนไทยไม่ได้ทำให้บุคคลได้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ และ การจดทะเบียนบริษัทก็ไม่ใช่ช่องทางได้รับสัญชาติโดยตรง
ผู้ยื่นคำขอต้องผ่านคุณสมบัติและการพิจารณาตามกฎหมายในแต่ละประเภท หากภายหลังพบการปกปิดข้อเท็จจริง ใช้เอกสารเท็จ หรือเจ้าหน้าที่อนุมัติโดยมิชอบ จึงต้องดำเนินการตามหลักฐานและเปิดโอกาสให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างความเด็ดขาดกับความเป็นธรรม เพราะการลงโทษโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง นอกจากจะกระทบสิทธิของบุคคลแล้ว ยังทำลายหลักนิติรัฐที่รัฐบาลอ้างว่ากำลังปกป้อง
จากปฏิบัติการ สู่ผลงานที่ตรวจสอบได้ :
สิ่งที่จะฟื้นความเชื่อมั่นประชาชน ไม่ใช่ถ้อยคำแข็งกร้าวหรือจำนวนเป้าหมายที่ประกาศตรวจสอบ แต่คือ…ผลคดีที่มีพยานหลักฐานรองรับ การเปิดเผยความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ และการนำผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
รัฐบาลควรรายงานให้ชัดว่า บริษัทใดอยู่เพียงขั้นตรวจสอบ บริษัทใดถูกกล่าวหา บริษัทใดถูกดำเนินคดี และบริษัทใดมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมถึงแยกการตรวจสอบธุรกิจออกจากกิจกรรมทางศาสนา เพื่อไม่ให้การบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นการสร้างความหวาดระแวงต่อชุมชนใดชุมชนหนึ่ง
ท้ายที่สุด กรณี นอมินีข้ามชาติ ไม่ใช่บทพิสูจน์ว่ารัฐบาลแข็งกร้าวกับคนต่างชาติได้เพียงใด แต่เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลสามารถทำให้กฎหมายมีผลต่อทุกคนอย่างเสมอภาคได้หรือไม่?
เมื่อคนไทยเกือบ 7 ใน 10 ยังขาดความเชื่อมั่น! คดีนี้จึงไม่ได้มีเดิมพันเพียงที่บริษัท ที่ดิน หรือสัญชาติของบุคคล แต่มีเดิมพันเป็นความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและศรัทธาต่อระบบกฎหมายไทยทั้งระบบ!!!.






