ค้าชายแดนฟื้น–ใช้สิทธิ FTA พุ่ง หนุนการค้าไทยโตต่อเนื่อง

กรมการค้าต่างประเทศเผย การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนครึ่งแรกปี 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 1.13 ล้านล้านบาท ขยายตัว 10.4% ขณะที่การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 8.38% สะท้อนศักยภาพการส่งออกไทยและหนุนเป้าหมายการค้าทั้งปีทะลุ 2 ล้านล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ(คต.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยยอดการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนไปยังประเทศที่สาม ในเดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่ารวม 219,956 ล้านบาท ขยายตัว 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,923 ล้านบาท และการนำเข้า 95,033 ล้านบาท โดยไทย ยังได้ดุลการค้า 29,890 ล้านบาท
ส่งผลให้ครึ่งแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน มีมูลค่าการค้ารวม 1,129,491 ล้านบาท ขยายตัว 10.4% เป็นการส่งออก 635,699 ล้านบาท และการนำเข้า 493,791 ล้านบาท ทำให้ไทย ยังได้ดุลการค้า 141,908 ล้านบาท

แบ่งเป็นการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 79,477 ล้านบาท ขยายตัว 3.9% กลับมาขยายตัวอีกครั้งในรอบ 13 เดือน แบ่งเป็นการส่งออก 43,847 ล้านบาท หดตัว 7.3% และการนำเข้า 35,630 ล้านบาท ขยายตัว 22.0% แต่ไทย ยังได้ดุลการค้ารวม 8,217 ล้านบาท
โดยการค้าชายแดน กับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 38,201 ล้านบาท +48.4% รองลงมา คือ สปป.ลาว 25,478 ล้านบาท +12.8% และเมียนมา 15,798 ล้านบาท หดตัว 8.5% ขณะที่การค้าชายแดนไทย – กัมพูชา ยังคงเป็น 0 จากการปิดด่านชายแดนด้านกัมพูชาทั้งหมด 18 แห่ง
ส่งผลให้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 431,032 ล้านบาท ยังหดตัว 14.9%

ขณะที่ การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 140,479 ล้านบาท ขยายตัว 24.7% เป็นการส่งออก 81,076 ล้านบาท +18.8% และการนำเข้า 59,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเช่นกัน 33.6% แต่ไทย ยังได้ดุลการค้า 21,683 ล้านบาท
โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 73,365 ล้านบาท +6.3% / รองลงมาคือ สิงคโปร์ มูลค่า 30,159 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออก ขยายตัวถึง 123.2% // และเวียดนาม มูลค่าการค้ารวม 12,400 ล้านบาท +61.5%
ทั้งนี้ จากตัวเลขการค้าชายแดนที่เริ่มกลับมาขยายตัว ประกอบกับการค้าผ่านแดน ยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่า ภาพรวมการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยปีนี้ จะมีมูลค่าทะลุ 2 ล้านล้านบาท ตามเป้าหมาย
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 รวม 40,442.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.38% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.32% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 13,403.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 68.93% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 11,869.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 94.33% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,526.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 78.97% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,101.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.43% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 2,451.50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 57.18%

สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2569 ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (4) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และ (5) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่นๆ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า
พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ (3) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง (5) เงาะ ลำไย ทับทิมสด มูลค่ารวม 10,811.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 26.73% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 29,630.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.27% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้โอกาสจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านทำเลที่ตั้ง ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ครอบคลุมตลาดสำคัญในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นแต้มต่อสำคัญในการลดผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และสร้างโอกาสใหม่ทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย ผ่านการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า ขยายธุรกิจสู่ตลาดศักยภาพใหม่ เช่น ละตินอเมริกา และเอเชียใต้ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดมูลค่าสูง เพื่อสร้างความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดเป้าหมายที่มีศักยภาพทั่วโลก
“กรมฯ จะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคมนี้ โครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ จะนำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ เพื่อผลักดัน SMEs รุกตลาดศักยภาพใหม่ เตรียมความพร้อมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับต้นปี 2570 โดยสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์เป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม นอกจากนี้ยังมีตลาดอินเดีย ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการจะได้พบปะผู้ซื้อและผู้นำเข้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อขยายธุรกิจในระยะยาว” นางอารดา กล่าวสรุป
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และ Facebook page กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385.






