ครึ่งปีแรกปี ’69 ต่างชาติลงทุนไทยพุ่ง 1.88 แสนล้านบาท โต 68%

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย ช่วงครึ่งแรกปี 2569 ต่างชาติลงทุนในไทย 640 ราย มูลค่ารวม 187,614 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% จากปีก่อน โดยญี่ปุ่นครองอันดับ 1 ด้านมูลค่าการลงทุน ตามด้วยสิงคโปร์และจีน ขณะที่การลงทุนส่วนใหญ่ยังมุ่งสู่อุตสาหกรรมอนาคต เทคโนโลยี ดิจิทัล AI และพื้นที่ EEC

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 640 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 151 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 489 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 187,614 ล้านบาท โดยมีจำนวนนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

1. จีน 110 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,479 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า

  – ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์และระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม

 – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์         

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น

2. สหรัฐอเมริกา 107 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,043 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม

 – ธุรกิจโฆษณา

 – ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้างและชั้นวางสินค้าที่ทำจากโลหะ

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป เม็ดพลาสติก เป็นต้น

3. ญี่ปุ่น 87 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 44,662 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

   – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้คำปรึกษาและแนะนำทางเทคนิคในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ การวางผังเครื่องจักร การตรวจสอบชิ้นงานและการปรับปรุงกระบวนการผลิต เป็นต้น

   – ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า

   – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์         

   – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, ผลิตภัณฑ์โลหะเป็นต้น

 4. สิงคโปร์ 83 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 37,867 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

  – ธุรกิจผลิตไม้วีเนียร์ (Wood Veneer)

  – ธุรกิจบริการ Data Center              

  – ธุรกิจบริการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐผ่านระบบ Thailand National Single Window (NSW)

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น อาหารสัตว์ ชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนสำหรับระบบโทรคมนาคมแบบใยแก้วนำแสง เป็นต้น

 5. ฮ่องกง 59 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 13,088 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ

 – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น

 – ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม

 – ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น เครื่องจักรอัตโนมัติ เลนส์สายตาและแว่นสายตา ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 138 ราย (27%) (เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2569 อนุญาต 640 ราย / เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2568 อนุญาต 502 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 76,108 ล้านบาท (68%) (เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2569 ลงทุน 187,614 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2568 ลงทุน 111,506 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 4,269 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 983 คน (30%) (เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2569 จ้างงาน 4,269 คน / เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2568 จ้างงาน 3,286 คน) 

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 307 ราย คิดเป็น 48% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 640 ราย มูลค่าลงทุน 127,879 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ ชิิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการ Data Center บริการพัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 199 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 41 ราย (26%) (เดือน ม.ค.–มิ.ย. 2569 ลงทุน 199 ราย / เดือน ม.ค.–มิ.ย. 2568 ลงทุน 158 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 83,779 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 69 ราย ลงทุน 28,983 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 28 ราย ลงทุน 22,386 ล้านบาท *สิงคโปร์ 22 ราย ลงทุน 10,100 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 80 ราย ลงทุน 22,310 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ

 – ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร

 – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยเป็นการให้คำปรึกษาแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า

 – ธุรกิจบริการคลังสินค้า

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ โลหะขึ้นรูปสำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 112 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 30 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 82 ราย เงินลงทุนทั้งสิ้น 34,056 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 481 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิศวกรรมสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการสร้างแบรนด์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น

 สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2569 ได้แก่

  – ธุรกิจบริการขุดเจาะหลุมปิโตรเลียม ภายในบริเวณพื้นที่แปลงสำรวจที่ได้รับสัมปทานในอ่าวไทย

  – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

 – ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็นของโรงแรม

 – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น หุ่นยนต์ ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม บรรจุภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล เป็นต้น.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password