คนในปูดเอง?

(เปิดแผล กกต. 27 ปี – ‘สิทธิโชติ’ สั่งรื้อระบบสืบสวน – สกัดวิ่งเต้น ดันเทคโนโลยี ‘ไล่ล่า’ ทุจริตเลือกตั้ง)
กรรมการ กกต. “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” เปิดเอง! ยอมรับงานเลือกตั้งและสืบสวนยังไม่เป็นมืออาชีพ เตรียมปรับทั้งคน ระบบ และเทคโนโลยี หลังพบทุจริตซับซ้อน–เครือข่ายอำนาจฝังตัว พร้อมย้ำต้องใช้ดุลพินิจอย่างเป็นธรรม ไม่ทำลายคนดีด้วยการตีความกฎหมายแบบแข็งทื่อ!
27 ปี ยังไม่ถึงมืออาชีพ :
น่าสนใจ และพอจะมองเห็นอนาคต! กับข่าวที่เกิดขึ้นกับ “เรคกูเรเตอร์” ในทางการเมือง อย่าง…คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
เป็นงานที่ สำนักงาน กกต. ได้จัดการอบรม “การชี้แจงแนวทางปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาดของสำนักงาน กกต.ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รุ่นที่ 1” โดยมีพนักงานสืบสวนและไต่สวนจากส่วนกลางและสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดเข้าร่วมประมาณ 100 คน
นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง เป็น “ประธานเปิดการอบรม” และเป็น คนที่เปิดประเด็นร้อนๆ ภายในองค์กรตัวเอง โดยยอมรับถึง ปัญหาภายในสำนักงาน กกต. อย่างตรงไปตรงมา ว่า…
แม้คณะกรรมการการเลือกตั้งจะก่อตั้งและปฏิบัติหน้าที่มาแล้วประมาณ 27 ปี แต่ระบบงานสำคัญสองด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการเลือกตั้งและการสืบสวนสอบสวนคดีเลือกตั้ง ยังไม่พัฒนาไปสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
นายสิทธิโชติ ระบุว่า กรรมการการเลือกตั้งทุกคนย่อมมีความตั้งใจให้กระบวนการเลือกตั้งสามารถคัดกรองคนดีเข้าสู่การบริหารประเทศ แต่จาก ประสบการณ์ประมาณ 2 ปีนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง พบว่า…
โครงสร้างการทำงานภายในยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ มีข้อจำกัดตั้งแต่การแต่งตั้ง โยกย้าย สับเปลี่ยนบุคลากร ไปจนถึงเส้นทางความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ระบบดังกล่าวยังไม่เอื้อให้เจ้าหน้าที่เติบโตตามความรู้ ความสามารถ และผลงานในลักษณะเดียวกับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ส่งผลให้เกิดข้อครหาว่าเจ้าหน้าที่บางส่วนต้องอาศัยเครือข่าย พวกพ้อง หรือการวิ่งเต้นเพื่อเลื่อนตำแหน่ง
ขณะที่ ข้อเสนอปรับปรุงงานจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้คนทำงานไม่ต้องการเสนอความเห็นและองค์กรขาดการพัฒนาต่อเนื่อง
พึ่งคนอื่นจนระบบอ่อนแอ :
กรรมการการเลือกตั้งรายนี้ ประเมินว่า…ในช่วง 10 ปีแรกของการก่อตั้ง กกต. การขาดเครื่องมือและบุคลากรของตนเองอาจเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่รัฐ และบุคคลจากหน่วยงานอื่นเข้ามาช่วยจัดการเลือกตั้ง แต่เมื่อผ่านเข้าสู่ทศวรรษที่สองและสาม สำนักงาน กกต.ควรมีบุคลากร ระบบงาน และองค์ความรู้ที่เข้มแข็งเป็นของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการเลือกตั้งจำนวนมากยังต้องอาศัยบุคคลภายนอก โดยเฉพาะ การสรรหากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน. ซึ่งบางพื้นที่อาจวนเวียนอยู่กับผู้นำชุมชน บุคคลที่มีอิทธิพลในหมู่บ้าน หรือผู้ที่ฝ่ายปกครองเสนอชื่อให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่
นายสิทธิโชติ ตั้งคำถามว่า…กกต.ได้สร้างประชาชนรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์และมีความเป็นกลางให้เข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการเลือกตั้งมากเพียงใด หรือยังคงใช้เครือข่ายบุคคลชุดเดิมในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ระบบเลือกตั้งเสี่ยงต่อการถูกครอบงำจากอำนาจท้องถิ่น
พร้อมกันนี้ เขายังได้ยกกรณี การนับคะแนนใหม่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งพบว่า…ผลคะแนนบางหน่วยแตกต่างจากการนับครั้งแรกในระดับหลักร้อยคะแนน รวมถึง พฤติการณ์การนับที่ไม่แสดงบัตรให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจน โดยเห็นว่า…ความคลาดเคลื่อนจำนวนมากเช่นนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดพลาดธรรมดา แต่จำเป็นต้องตรวจสอบว่ามีเจตนาบิดเบือนผลคะแนนหรือไม่?
อย่างไรก็ดี การวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีเจตนาทุจริตยังต้องรอผลการสืบสวน พยานหลักฐาน และกระบวนการตามกฎหมาย ไม่อาจถือว่าความเห็นที่กล่าวบนเวทีอบรมเป็นข้อยุติของคดีได้
รื้อทั้งคน ระบบ และเทคโนโลยี :
ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่สะสมอยู่ ที่ประชุม กกต.ได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลภารกิจด้านการสืบสวนและไต่สวน โดยมอบหมายให้ นายสิทธิโชติ ทำหน้าที่เป็น…ที่ปรึกษากำกับดูแล และให้ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็น…ประธานคณะอนุกรรมการ
โดย คณะอนุกรรมการ จะร่วมกับ สำนักกฎหมายของสำนักงาน กกต. ดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการทำงานในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างบุคลากร เนื้อหาการสืบสวน วิธีเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน การวินิจฉัยสำนวน และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อทำให้การดำเนินคดีเลือกตั้งมีมาตรฐานเดียวกันทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด
เป้าหมายสำคัญอีกประการ คือ การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลภายในองค์กร หรือสภาพที่นายสิทธิโชติเรียกว่า “เจ้าพ่อ–เจ้าแม่” ในบางจังหวัด โดยพบว่า…เจ้าหน้าที่สืบสวนบางรายประจำอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานาน จนมีอำนาจและเครือข่ายมากกว่าผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.จังหวัดที่ย้ายเข้ามาใหม่ ทำให้สายการบังคับบัญชาอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การรื้อระบบจึงต้องสร้างหลักประกันว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งซื่อสัตย์และมีผลงานจะมีโอกาสก้าวหน้า ขณะเดียวกันต้องป้องกันไม่ให้บุคลากรสะสมอำนาจหรือสร้างเครือข่ายผลประโยชน์ในพื้นที่จนองค์กรไม่สามารถควบคุมได้
นายสิทธิโชติ ยังเรียกร้องให้ พนักงานสืบสวนรักษาเกียรติภูมิและความเป็นอิสระในวิชาชีพ ไม่ยอมให้นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล ผู้บังคับบัญชา หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาแทรกแซงดุลพินิจ เพราะความเชื่อถือจากประชาชนจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความมั่นคง และการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่เลือกฝ่าย
วิทยาศาสตร์ปิดช่องพยานลอย :
ปัญหาสำคัญของการดำเนินคดีทุจริตเลือกตั้ง โดยเฉพาะ คดีจัดตั้งหรือฮั้วเลือกตั้ง คือ การกระทำมักเกิดขึ้นในที่ลับ ไม่มีเอกสาร ภาพถ่าย หรือบุคคลภายนอกร่วมรับรู้ เมื่อมีผู้กล่าวหาหรือพยานเพียงคนเดียวให้การ ขณะที่ฝ่ายถูกกล่าวหาปฏิเสธ คดีก็มักกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างคำให้การของบุคคล 2 ฝ่าย
ยิ่งไปกว่านั้น หากพยานเป็นผู้เคยมีส่วนร่วมในการกระทำผิดและได้รับการกันไว้เป็นพยาน คำให้การซัดทอดย่อมต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เพราะพยานอาจให้ข้อมูลเพื่อให้ตนเองพ้นจากความรับผิด จึงต้องมีหลักฐานแวดล้อมที่เป็นอิสระเข้ามาสนับสนุน
พร้อมกันนี้ นายสิทธิโชติ ยังได้ยกตัวอย่างการใช้ข้อมูลสถานีฐานหรือเสาสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อตรวจสอบว่าในวันและเวลาที่พยานอ้างว่ามีการประชุม ทำบัญชีรายชื่อ หรือเดินทางตามแผน บุคคลและโทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องปรากฏอยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือไม่ หากข้อมูลทางเทคนิคสอดคล้องกับคำให้การ ก็จะเพิ่มน้ำหนักให้พยานบุคคลและช่วยให้สำนวนมีความแข็งแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเสาสัญญาณโทรศัพท์สามารถบ่งชี้ได้เพียงว่าโทรศัพท์เชื่อมต่อกับสถานีฐานในพื้นที่ใด ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าเจ้าของโทรศัพท์ถือเครื่องอยู่เอง เข้าร่วมประชุม หรือกระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ดังนั้น กกต.ยังต้องตรวจสอบร่วมกับข้อมูลการเดินทาง เส้นทางการเงิน การสื่อสาร ภาพจากกล้อง และพยานหลักฐานอื่น
ใช้กฎหมาย อย่าทำลายคนดี :
นอกจาก การยกระดับความเข้มข้นในการสืบสวน แล้ว นายสิทธิโชติ ยังกล่าวถึง การใช้ดุลพินิจที่ต้องพิจารณาทั้งข้อกฎหมาย เจตนาของผู้ถูกร้อง และสภาพความเป็นจริงของสังคม โดย ยกกรณีผู้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาเทศบาลรายหนึ่ง ซึ่งทำงานช่วยเหลือขนย้ายศพและช่วยครอบครัวผู้ขาดแคลนในนามส่วนตัวมาเป็นเวลาประมาณ 20 ปี
เมื่อเข้าสู่ช่วงเลือกตั้ง บุคคลดังกล่าวนำผลงานเก่ามาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่าจะยังคงช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างประชาชน จึงมีผู้ร้องว่าข้อความนั้นอาจเข้าข่ายการให้คำมั่นว่าจะมอบประโยชน์เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น
ความเห็นในกระบวนการก่อนเข้าสู่ที่ประชุม กกต.เสนอให้ลงโทษด้วยใบแดง แต่กรรมการเสียงข้างมากเห็นว่า การช่วยเหลือเป็นกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานาน ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเพื่อหวังผลในการเลือกตั้ง และข้อความดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือเป็นการสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ กกต.จึงมีมติยกคำร้อง
กรณีนี้ ถูกใช้เป็นตัวอย่างว่า…เจ้าหน้าที่สืบสวนซึ่งใช้ดุลพินิจในชั้นต้นต้องแยกให้ออกระหว่างพฤติการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อความสุจริตของการเลือกตั้ง กับกิจกรรมตามประเพณีหรือวิถีชีวิตปกติ เช่น การร่วมงานศพ งานแต่งงาน หรือการช่วยเหลือทางสังคม
หากตีความกฎหมายอย่างแข็งทื่อเกินไป อาจกลายเป็นการทำลายผู้ทำความดีแทนที่จะป้องกันการซื้อเสียง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การอ้างประเพณีไทยต้องมีหลักเกณฑ์กำกับที่ชัดเจน เพราะการมอบเงินหรือสิ่งของตามงานชุมชนอาจถูกใช้เพื่อสร้างคะแนนนิยมได้เช่นกัน กกต.จึงควรกำหนดมาตรฐานเรื่องช่วงเวลา ความต่อเนื่อง มูลค่าของสิ่งที่มอบ กลุ่มผู้รับ และความเชื่อมโยงกับการหาเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สมัครแต่ละคนได้รับการวินิจฉัยด้วยมาตรฐานแตกต่างกัน
ระยะใกล้ – แรงสั่นสะเทือนถึง กกต. :
ถึงบรรทัดนี้ หาก “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” จะต้อง วิเคราะห์ผลกระทบต่อการเมืองในอนาคตอันใกล้ ก็คงต้อง “ยอมใจ” ในตัวตนของ นายสิทธิโชติ ผู้นี้ หลังจากที่เขาออกมาอมรับว่า…งานเลือกตั้งและงานสืบสวนของ กกต. ยังไม่เป็นมืออาชีพ
และสิ่งนี้…จะยิ่งไปเพิ่มแรงกดดันให้ กกต.ต้องเปิดเผยผลสอบคดีสำคัญ โดยเฉพาะ กรณีนับคะแนนผิดปกติและคดีฮั้วเลือกตั้ง การประกาศตั้งคณะอนุกรรมการเพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอ หากไม่มีกรอบเวลา แผนปฏิบัติงาน และผลลัพธ์ที่ประชาชนตรวจสอบได้
แน่นอนว่า…จากนี้ไป พรรคการเมือง ผู้สมัคร และภาคประชาชน อาจนำคำกล่าวครั้งนี้ไปตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งและคำวินิจฉัยที่ผ่านมา โดยเฉพาะ คดีที่ผลแพ้ชนะใกล้เคียงกันหรือสำนวนที่ถูกยกคำร้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ
กกต.จึงต้องระมัดระวังไม่ให้การยอมรับปัญหาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นโดยไม่มีมาตรการแก้ไขรองรับ!!??
สำหรับ ภาคประชาชน ผลระยะใกล้อาจปรากฏในรูปของการตรวจสอบการนับคะแนนที่เข้มข้นขึ้น การร้องเรียนมากขึ้น และค วามต้องการเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง หาก กกต.เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตความเชื่อมั่นให้เป็นโอกาสสร้างระบบตรวจสอบจากสังคม
ระยะกลาง – สู้กันที่พยานหลักฐาน :
ในระยะกลาง หาก กกต.สามารถใช้ข้อมูลทางเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ คดีทุจริตเลือกตั้งจะไม่ขึ้นอยู่กับพยานบุคคลหรือคำซัดทอดเพียงอย่างเดียว แต่จะเชื่อมโยงกับข้อมูลโทรศัพท์ เส้นทางการเงิน การเดินทาง และหลักฐานดิจิทัล ทำให้เครือข่ายซื้อเสียงหรือจัดตั้งการลงคะแนนทำงานได้ยากขึ้น
ผลทางการเมือง คือ พรรคและกลุ่มอำนาจจะต้องปรับวิธีดำเนินกิจกรรม เพราะการประชุมลับ การเคลื่อนย้ายบุคคล หรือการโอนเงินอาจทิ้งร่องรอยทางดิจิทัล แต่การใช้เทคโนโลยีของรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อไม่ให้การปราบทุจริตกลายเป็นข้ออ้างในการติดตามประชาชนหรือฝ่ายการเมืองอย่างเกินขอบเขต
การปรับระบบโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งจะเป็นอีกบททดสอบสำคัญ หากทำได้จริง จะลดอำนาจเครือข่ายภายในสำนักงาน กกต.จังหวัด และ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่มืออาชีพเติบโต แต่หาก การรื้อระบบถูกใช้เพียงเพื่อย้ายคนของฝ่ายเดิมแล้วนำคนของฝ่ายใหม่เข้าแทน ปัญหาการวิ่งเต้นและการครอบงำองค์กรจะยังคงอยู่
ระยะยาว – วัดกันที่ความเชื่อถือ :
ผลระยะยาว จะขึ้นอยู่กับว่า…กกต.สามารถเปลี่ยนจากองค์กรที่พึ่งพาบุคคลและฝ่ายปกครอง ไปสู่องค์กรวิชาชีพที่ทำงานด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศได้หรือไม่?
หากการสรรหา กปน.เปิดกว้าง การนับคะแนนตรวจสอบย้อนหลังได้ และคำวินิจฉัยมีเหตุผลชัดเจน ประชาชนจะเชื่อมั่นว่าคะแนนของตนได้รับการคุ้มครอง ความขัดแย้งหลังเลือกตั้งและข้อกล่าวหาเรื่องโกงคะแนนก็มีโอกาสลดลง
ในทางกลับกัน หากการ ประกาศรื้อระบบไม่มีผลในทางปฏิบัติ คำว่า…“ยังไม่เป็นมืออาชีพ” จะย้อนกลับมาเป็นหลักฐานยืนยันความล้มเหลวของ กกต. และอาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาไม่เฉพาะต่อองค์กร แต่ลุกลามไปถึงการเลือกตั้งและระบอบตัวแทนโดยรวม
ดังนั้น “หัวใจ” ของการยกเครื่องครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจับคนทุจริตให้ได้มากขึ้น! แต่คือ…การสร้างระบบที่ไม่เปิดทางให้ผู้มีอิทธิพลเข้าแทรกแซง ไม่ทำลายผู้บริสุทธิ์ด้วยการตีความกฎหมายอย่างไร้สัดส่วน และทำให้ประชาชนมั่นใจว่า ทุกคะแนนเสียงจะถูกนับอย่างถูกต้อง เท่าเทียม และตรวจสอบได้
ท้ายที่สุด! ความสำเร็จของการปฏิรูป กกต.จะไม่ได้วัดจากจำนวนคณะอนุกรรมการหรือถ้อยคำรุนแรงบนเวทีอบรม? แต่วัดจากคำถามง่ายที่สุดว่า…
เมื่อถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนคนไทย จะยังเชื่อหรือไม่ว่า…คะแนนที่หย่อนลงในหีบจะได้รับการนับและคุ้มครองอย่างสุจริตจนถึงผลสุดท้าย!!!
จะมีใครใน กกต. กล้าลุกขึ้นมาตอบคำถามนี้บ้างหรือไม่???.






