7 ข้อสอบสุดหิน!

(บททดสอบใหญ่…ที่ ‘รัฐไทย’ ต้องสอบผ่านเกณฑ์ OECD ให้ได้ แต่วันนี้…เราพร้อมแล้วแค่ไหน?)

ภาพที่ “รัฐบาลอนุทิน” ประกาศเป้าหมายพาประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 แต่การสอบครั้งนี้ ไม่ได้วัดกันที่ว่า…ไทยมีเศรษฐกิจใหญ่เพียงใด? หากกำลังวัดว่า “รัฐไทย” มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และยืนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลได้จริงหรือไม่? เพราะในสายตา OECD การเข้าเป็นสมาชิก ไม่ใช่ “รางวัล” ของคำประกาศนโยบาย หากแต่เป็น “ผลลัพธ์จริง!” ของการพิสูจน์ความโปร่งใสทั้งระบบของประเทศไทย

ตั้งกระทรวง “ภาพลักษณ์ติดลบ” ดันไทยสู่ OECD :

ใครจะคาคคิดได้? ยกเว้น! นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ได้ลงนามคำสั่งเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย”

โดยมี ปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์) เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วย ส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง

จุดมุ่งหมายสำคัญ นั่นก็คือ…การเพิ่มโอกาส “ผลักดัน” ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ OECD

องค์การระหว่างประเทศ ที่มี “วัตถุประสงค์หลัก” ในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศสมาชิก

ทั้งที่ “กระทรวงคลองหลอด” แห่งนี้ ขึ้นชื่อในเรื่อง “ภาพลักษณ์ติดลบ” มากมาย ไม่ว่าจะเป็น…การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง, การเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของรัฐ, การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ สารพัด ล่าสุด กับการทุจริตสอบข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองท้องถิ่น หรือที่สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวในทำนอง “โกงสอบ สถ.”

กระทรวงที่มีบทบาทสำคัญกับ การบริหารระบบราชการฝ่ายปกครองครอบคลุมไปทั่วประเทศ แต่มีภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยสวยสักเท่าใด? กลับจะเป็น “ตัวแทน” ของรัฐไทย ขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

โอววววว…พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!??

OECD ไม่ได้สอบเศรษฐกิจ แต่กำลังสอบ “รัฐไทย” :

หลายคนยังเข้าใจว่า…OECD คือ “สโมสรประเทศร่ำรวย” แต่ในความเป็นจริง OECD ในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสถาบันรัฐ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล การต่อต้านคอร์รัปชัน ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของภาครัฐ มากพอ ๆ กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นั่นหมายความว่า…สิ่งที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เพียงกระบวนการสมัครสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ แต่คือ “การสอบใหญ่” ที่ประชาคมโลกจะเป็นผู้ประเมินว่ารัฐไทยมีมาตรฐานเพียงพอหรือไม่???

คำถามที่ OECD กำลังถามประเทศไทย :

รัฐบาลภายใต้การนำของ “นายกฯอนุทิน” ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าจะผลักดันไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 พร้อมตั้ง คณะกรรมการในหลายกระทรวง โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทยเพื่อขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว

แต่คำถามตัวโตๆ ที่มีตามมา อาจจไม่ใช่แค่ว่า…“ประเทศไทยจะเข้า OECD ได้หรือไม่?” หากแต่

“ประเทศไทยพร้อมแล้วหรือยัง?” กับการจะ “เคลียร์ปัญหาใหญ่” ที่หยั่งรากฝั่งลึกในระบบราชการไทย มายาวนานหลายสิบปี

นั่นเพราะ… OECD ไม่ได้ประเมินจาก จำนวน “คณะกรรมการ” ที่ตั้งขึ้น หรือจำนวน “กฎหมาย” ที่ประกาศใช้ แต่ประเมินจาก “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง!” ประมาณว่า…

สถาบันของรัฐสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลกได้หรือไม่???

มหาดไทย…หัวใจของข้อสอบ :

การที่รัฐบาลเลือกให้กระทรวงมหาดไทย เป็น “กลไกหลัก” ในการขับเคลื่อน OECD ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!!?? เพราะ มหาดไทย ถือเป็นกระทรวงที่กำกับกลไกการปกครองทั้งประเทศ ตั้งแต่…ระดับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายในระดับพื้นที่

ในอีกด้านหนึ่ง มหาดไทยก็เป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด ทั้งกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต การแต่งตั้งโยกย้าย การจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนคดีโกงข้อสอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งล้วนสะท้อนความท้าทายของการยกระดับธรรมาภิบาลในระบบราชการ

หาก มหาดไทยสามารถปฏิรูปกลไกของตนเองได้ ก็อาจกลายเป็น “สัญลักษณ์” ของการปฏิรูปรัฐไทย!!!

แต่หากยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ก็เป็นเรื่องที่ยากสุดๆ ต่อการจะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามจากผู้ประเมินระหว่างประเทศได้!!??

7 ข้อสอบสุดหินของประเทศไทย :

การสมัครเข้าเป็น สมาชิก OECD เปรียบเสมือน “การสอบที่ไม่มีข้อสอบกระดาษ” แต่มี “ตัวชี้วัด” ที่ประเทศสมาชิกใช้ประเมินร่วมกัน สำหรับประเทศไทย “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ประเมินว่า…มีอย่างน้อย 7 ข้อสอบสุดหิน!!! นั่นคือ…

ข้อสอบข้อที่หนึ่ง คือ ความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองและกลไกตรวจสอบ

ข้อสอบข้อที่สอง คือ ความโปร่งใสของระบบราชการและการบริหารบุคคลภาครัฐ

ข้อสอบข้อที่สาม คือ ประสิทธิภาพในการต่อต้านคอร์รัปชัน

ข้อสอบข้อที่สี่ คือ การยืนอยู่บนหลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค

ข้อสอบข้อที่ห้า คือ ความสามารถในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อาชญากรรมทางการเงิน และธุรกิจสีเทา

ข้อสอบข้อที่หก คือ การจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงชายแดน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

และ ข้อสอบข้อสุดท้าย คือ ศักยภาพของรัฐไทยในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริง มากกว่าการประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียว

มีหลายข่าว…แต่เป็นข้อสอบวิชาเดียวกัน :

เมื่อมองย้อนกลับไปดูข่าวสารบ้านเมืองไทย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา จะพบว่า…มีสารพัดข่าวที่อาจเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น…ข่าวการตั้ง “ทีม OECD” ข่าวการแก้กฎหมายฟอกเงิน ข่าวการจัดระเบียบชายแดน ข่าวการปราบยาเสพติด ตลอดจน ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลของภาครัฐ

ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันภายใต้โจทย์เดียวกัน! นั่นก็คือ “ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือของสถาบันรัฐเพียงพอหรือไม่?”

นี่จึงไม่ใช่ข่าวหลายเรื่อง หากแต่เป็นข้อสอบหลายข้อของวิชาเดียวกัน!

บทพิสูจน์ของรัฐไทยยุคอนุทิน :

ประเทศไทยเหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีก่อนกรอบเป้าหมายปี 2571 ดังนั้น เวลาที่เหลืออาจเพียงพอสำหรับการออกกฎหมายใหม่ การตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติม หรือการประกาศนโยบายชุดใหม่

แต่ก็อาจไม่ใช่เวลาที่ยาวนานนักสำหรับการสร้าง “ความน่าเชื่อถือของสถาบันรัฐ” ซึ่งต้องอาศัย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ความโปร่งใส และผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

ท้ายที่สุดแล้ว! คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า…OECD จะรับประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกหรือไม่? หากแต่เป็น… ประเทศไทยจะสามารถพิสูจน์ให้โลกเห็นได้หรือไม่? ว่า…

รัฐไทยมีสถาบันที่ประชาชน นักลงทุน และประชาคมโลกไว้วางใจได้อย่างแท้จริง!!??

นั่นเพราะ…ข้อสอบของ OECD ไม่ได้ถามว่า…ประเทศไทยร่ำรวยเพียงใด? หากถามเพียงว่า “ประเทศไทยมีรัฐที่น่าเชื่อถือเพียงพอหรือยัง?”

และ คำตอบของข้อสอบข้อนี้ จะไม่ได้กำหนดเพียงโอกาสในการเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น หากยังสะท้อน “ภาพอนาคต” ของความเชื่อมั่นที่โลกมีต่อประเทศไทยในเวทีนานาชาติอีกด้วย!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password