มติ กนง.เอกฉันท์ คง ‘ดบ.นโยบาย 1%’ ชี้! เศรษฐกิจฟื้นตัว ‘ดีกว่าคาด?’ แต่ยังโตกระจุกตัว! 

กนง.คงดอกเบี้ย 1% พร้อมปรับเพิ่มจีดีพีเป็น 2.3% ยอมรับ! การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ชี้! SMEs ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน เผย! ปมเศรษฐกิจโตแบบกระจุกตัว แต่รายได้ไม่กระจาย สร้างความท้าทายใหม่ให้ “รัฐบาลอนุทิน” เกินกว่าการดันจีดีพีสูงขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้คนไทยทุกกลุ่ม ได้อานิสงส์ ก่อนแรงกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะหมดลง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดย นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. แถลงข่าววานนี้ (24 มิ.ย.2569) ว่า หลังการประชุม กนง. ได้มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี โดยเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าที่คาดไว้ แต่การเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและกระจายตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่ เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แม้จะเร่งตัวขึ้นชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน

โดย กนง.ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.3% จากเดิม 1.5% โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออก การลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึง มาตรการภาครัฐ และผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่คลี่คลายเร็วกว่าคาด อย่างไรก็ตาม คาดว่า เศรษฐกิจปี 2570 จะชะลอลงเหลือ 1.8% หลังแรงกระตุ้นจากภาครัฐทยอยหมดลง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ กนง. ยอมรับว่า SMEs และครัวเรือนยังเผชิญแรงกดดัน จากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีข้อจำกัด ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนยังเปราะบาง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง

ด้าน ค่าเงินบาท ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่า การอ่อนค่าราว 5.7% ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐมากกว่าปัจจัยภายในประเทศ และยังไม่ใช่ความเสี่ยงที่น่ากังวล โดยเงินบาทที่อ่อนค่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกและภาคเกษตร

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้ม คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดปี 2569 และจะใช้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มมากกว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ในมุมมองของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต่อกรณีนี้ เห็นว่า…การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสะท้อนแนวคิดของ ธปท.ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากกว่าการเร่งสกัดเงินเฟ้อ เนื่องจากแรงกดดันด้านราคายังเกิดจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ไม่ใช่อุปสงค์ที่ร้อนแรง

ดังนั้น การตรึงดอกเบี้ยจึงช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน พร้อมรักษาสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ก็อาจทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกับประเทศหลักยังคงกว้าง และอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อไปในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ทั้ง การส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และการท่องเที่ยว ขณะที่ กำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะ กลุ่ม SMEs และครัวเรือนรายได้น้อย ยังคงอ่อนแออยู่

ดังนั้น หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่กำลังจะทยอยสิ้นสุดลง โดยหากยังไม่มีมาตรการใหม่ๆ มารองรับ เศรษฐกิจในปี 2570 ก็อาจมีความเสี่ยงชะลอตัวตามที่ กนง. ประเมินไว้

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…ในระยะต่อไป ความท้าทายของรัฐบาล จึงอาจไม่ใช่เพียงการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ต้อง “เร่งยกระดับ” ศักยภาพการเติบโตให้เข้าใกล้ระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับที่การขยายตัวจะกระจายประโยชน์ได้ทั่วถึงมากขึ้น

ผ่านการเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับขีดความสามารถของ SMEs การดึงดูดการลงทุนใหม่ และการสร้างรายได้ให้ภาคครัวเรือน หากดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจไทยจึงจะมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password