STRATEGY THAILAND : บทพิสูจน์ความโปร่งใส

(จากคำประกาศเชิงนโยบาย สู่การทดสอบความจริงใจของประเทศไทย)
จับตา กรณี “รัฐไทย” พร้อมประกาศ “ยกระดับ” ธรรมาภิบาลตามมาตรฐานสากล แต่ภาคเอกชนไทยและโลก ไม่ได้สนใจต่อคำประกาศข้างต้น หากแต่อยู่กับ “ผลลัพธ์” ที่จับต้องได้จริง! ทั้งการเปิดเผยข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของโลกที่มีต่อประเทศไทย อ่านด่วน! กับ “5 บทพิสูจน์” ที่รัฐไทยจะต้องตอบโลกให้ได้
ต่อเนื่องจากบทความงานนี้ (20 มิ.ย.) ที่ “ไทยในสายตาโลก” (STRATEGY THAILAND : ไทยในสายตาโลก (เมื่อความโปร่งใสกลายเป็น ‘เงื่อนไขใหม่’ ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการลงทุน)https://yutthasartonline.com/?p=168602) ที่เผยแพร่ไปแล้ว
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้ชวนผู้อ่านพิจารณาร่วมกันว่า… การเดินทางเยือนไทยของ ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) และ การหารือกับฝ่ายรัฐบาลไทย อาจมี “นัยสำคัญ” มากกว่า…การพบปะทางการทูตทั่วไป
นั่นเพราะ…ในโลกยุคใหม่ “ความโปร่งใส” ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความน่าเชื่อถือของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การประกาศเจตนารมณ์ การจัดตั้งคณะกรรมการ หรือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของกระบวนการปฏิรูป เท่านั้น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่…ประชาคมโลก นักลงทุน และภาคธุรกิจกำลังจับตามอง ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศไทยประกาศว่าจะทำ แต่คือ…
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง!!!
คำถามตัวโตๆ ตามมา จึงไม่ใช่…ประเทศไทยมีความตั้งใจในการยกระดับธรรมาภิบาลหรือไม่? อย่างไร? แต่คือ…ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนคำประกาศเชิงนโยบายให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด???
และนี่คือ…บทพิสูจน์สำคัญ ที่ประเทศไทยอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสายตาของโลก!!??
33 คะแนนที่ไม่เคยข้ามผ่าน :
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่ในช่วง 33-38 คะแนน และไม่เคยก้าวผ่านระดับ 40 คะแนนได้อย่างมั่นคง!
แม้จะมี รัฐบาลหลายชุด ประกาศนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน จัดตั้งคณะกรรมการและแผนยุทธศาสตร์มากมาย แต่ในสายตาของนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรระหว่างประเทศ ความเชื่อมั่นต่อระบบธรรมาภิบาลของไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่โลกกำลังประเมิน ไม่ใช่จำนวนกฎหมายที่มีอยู่ หรือจำนวนคดีที่ถูกเปิดขึ้น แต่คือ…ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และความเสมอภาคของกระบวนการยุติธรรม
ดังนั้น ตัวเลข 33 คะแนน จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็น…สัญญาณเตือน! ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างแท้จริง!!??
ปัญหาอยู่ที่ความเชื่อมั่น :
ประเทศไทยไม่ได้ขาดกฎหมายต่อต้านการทุจริต และไม่ได้ขาดองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามจากทั้ง…ภาคธุรกิจและผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศ กลับเป็นเรื่องของ การบังคับใช้กฎหมายที่ต้องมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และปราศจากข้อยกเว้น
ในหลายประเทศ การ “ยกระดับ” ความโปร่งใส….ไม่ได้เกิดจากการออกกฎหมายฉบับใหม่ หากเกิดจากการทำให้กฎหมายฉบับเดิมสามารถบังคับใช้ได้จริงกับทุกคนอย่างเท่าเทียม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเชื่อมั่นของสังคมจะไม่เกิดขึ้นจากคำประกาศ หากเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนเชื่อว่ากติกาของประเทศสามารถใช้กับทุกคนได้โดยไม่มีข้อยกเว้น
AI ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด :
รัฐบาลไทยได้ประกาศเดินหน้าสู่รัฐบาลดิจิทัล รวมถึง การนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อป้องกันและตรวจจับการทุจริต ซึ่งถือเป็น…แนวทางที่สอดคล้องกับกระแสโลก
เทคโนโลยีสามารถช่วยลดช่องว่างของการทุจริตได้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น…การวิเคราะห์ความผิดปกติของการจัดซื้อจัดจ้าง การเชื่อมโยงฐานข้อมูล หรือการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ยาวิเศษ!!??
เพราะต่อให้…ระบบสามารถตรวจพบความผิดปกติได้แม่นยำเพียงใด? แต่หากข้อมูลไม่ถูกนำมาเปิดเผย หรือไม่มีเจตจำนงในการดำเนินการอย่างจริงจัง
เทคโนโลยีก็ไม่อาจสร้างความโปร่งใสได้ด้วยตัวเอง!!!
หัวใจสำคัญของธรรมาภิบาล จึงไม่ได้อยู่ที่ความทันสมัยของระบบเพียงอย่างเดียว แต่คือ…ความพร้อมในการเปิดให้สังคมร่วมตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
5 บทพิสูจน์ที่รัฐไทยต้องตอบให้ได้ :
เมื่อการประกาศเจตนารมณ์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว คำถามสำคัญที่โลกกำลังเฝ้ารอคำตอบ อาจประกอบด้วยบทพิสูจน์สำคัญอย่างน้อย 5 ประการ???
ประการแรก ประเทศไทยจะสามารถ เปิดเผยข้อมูลภาครัฐในรูปแบบ Open Data ได้มากเพียงใด?
ประการที่สอง ระบบการจัดซื้อจัดจ้างและสัญญาภาครัฐ จะ เปิดให้ประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าถึงและตรวจสอบได้จริง หรือไม่?
ประการที่สาม หากมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต ผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพลจะถูกตรวจสอบและดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค หรือไม่?
ประการที่สี่ คะแนน CPI ของประเทศไทย จะสามารถปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือไม่?
และ ประการสุดท้าย ประเทศไทยจะสามารถ สร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากนักลงทุนและภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ได้มากน้อยเพียงใด?
คำตอบของคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ อาจเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญยิ่งกว่าคำประกาศเชิงนโยบายใด ๆ
หรือเพียงภาพถ่ายการเมือง :
การพบหารือระหว่าง ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ กับผู้แทนรัฐบาลไทย อาจถูกบันทึกไว้ในฐานะอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการทูต
แต่ในอีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการทดสอบครั้งสำคัญ ว่า…ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่?
เพราะใน โลกยุคใหม่ ความโปร่งใสไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคุณธรรม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขัน และเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่มีคุณค่ามากไม่แพ้ทรัพยากรอื่นใด
ท้ายที่สุดแล้ว! โลกไม่ได้กำลังตัดสินประเทศไทยจากสิ่งที่เราพูด หากแต่กำลังตัดสินจากสิ่งที่เราทำ…!!??
และหากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การเปิดเผยข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมั่นของสังคมยังไม่เปลี่ยนแปลง การพบกันในครั้งนี้ ก็อาจเหลือเพียง “ภาพถ่ายทางการเมือง” อีกภาพหนึ่ง เท่านั้น
แต่หาก “คำประกาศ – ความโปร่งใส” ในวันนี้ สามารถแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้จริง แล้วล่ะก็ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์”เชื่อว่า…
สิ่งนี้ อาจเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนผ่านด้านธรรมาภิบาลครั้งสำคัญที่สุด! ของประเทศไทยในรอบหลายทศวรรษ อย่างแน่นอน!!!.






