ต่างชาติแห่ลงทุนไทย 5 เดือนทะลุ 1.54 แสนล้าน โต 73% สิงคโปร์นำ จีน-ญี่ปุ่นตามติด

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย 5 เดือนแรกปี 2569 นักลงทุนต่างชาติแห่ลงทุนในไทยรวม 1.54 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 73% โดยสิงคโปร์ครองอันดับหนึ่งด้วยเม็ดเงินกว่า 3.65 หมื่นล้านบาท ตามด้วยจีนและญี่ปุ่น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและนโยบายดึงดูดอุตสาหกรรมอนาคตของรัฐบาล

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า(DBD) กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างชาติ 5 เดือนแรก ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542  จำนวน 528 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 121 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 407 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 153,558 ล้านบาท โดยมีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่

1. สหรัฐอเมริกา 87 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,982 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ  

            – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม

            – ธุรกิจโฆษณา

            – ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหา ติดตั้ง บำรุงรักษาและซ่อมแซมโครงสร้าง และชั้นวางสินค้าที่ทำจากโลหะ

          – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป ชิ้นส่วนเหล็กหล่อขึ้นรูป 

เม็ดพลาสติก เป็นต้น

2. จีน 85 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 30,023 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 

        – ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน

        – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น อุปกรณ์ระบบส่องสว่าง เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด สายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

        – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์

        – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ท่อเหล็กและชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น

3. สิงคโปร์ 74 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 36,529 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 

        – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น น้ำยาฟอกไต ชิ้นส่วนรถยนต์ แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น

        – ธุรกิจบริการ Data Center        

        – ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านคลังสินค้าและติดต่อประสานงานผู้ให้บริการด้านการขนส่งและกระจายสินค้า

        – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น โลหะมีค่ารีไซเคิลและโลหะรีไซเคิล โลหะหล่อขึ้นรูป ชิ้นส่วนสำหรับระบบโทรคมนาคมแบบใยแก้วนำแสง เป็นต้น

4. ญี่ปุ่น 71 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 27,260 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ  

           – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น

        – ธุรกิจบริการสถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า

        – ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์

        – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์โลหะ แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ เป็นต้น

5. ฮ่องกง 48 ราย คิดเป็น 9% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 9,295 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 

        – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น

        – ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งติดตั้งและทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลม สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม

        – ธุรกิจบริการพัฒนา/ปรับปรุงซอฟต์แวร์

        – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น โลหะหล่อขึ้นรูป สวิตซ์สำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น  102 ราย (24%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 อนุญาต 528 ราย / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 อนุญาต 426 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 64,615 ล้านบาท (73%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 ลงทุน 153,558 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 ลงทุน 88,943 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 3,788 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 1,230 คน (48%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 จ้างงาน 3,788 คน / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 จ้างงาน 2,558 คน)  

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 254 ราย คิดเป็น 48% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 528 ราย มูลค่าลงทุน 101,658 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

    1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Aircraft Engine Case เครื่องจักรอัตโนมัติ ชิิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

     2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค

   3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น บริการ Data Center บริการพัฒนาซอฟต์แวร์/แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – พฤษภาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 161 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวน นักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจาก 5 เดือนแรกปี 2568 จำนวน 32 ราย (25%) (เดือน ม.ค. – พ.ค. 2569 ลงทุน 161 ราย /  เดือน ม.ค. – พ.ค. 2568 ลงทุน 129 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39%  ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท 

     *สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ 

    – ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร

    – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น พัดลมที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์ วัสดุและเคมีภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น

    – ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง 

    – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรอัตโนมัติ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) เป็นต้น

ทั้งนี้ เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 90 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 23 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 67 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 24,226 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก จีน สิงคโปร์ และไต้หวัน ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 333 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม  องค์ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนา AI Model เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เป็นต้น

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้แก่  

        – ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมในการออกแบบและติดตั้ง เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม

        – ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น น้ำยาฟอกไต ริบบอนถ่ายโอนความร้อน (Thermal Transfer Ribbon) อุปกรณ์ระบบส่องสว่าง เป็นต้น 

        – ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้ง ซ่อมแซมและบำรุงรักษา ระบบถังเก็บและท่อส่งอีเทนเหลว สำหรับโครงการสถานีเก็บอีเทนเหลว 

        – ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ ชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้โลหะสำหรับใช้บรรจุอุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password