2 มติ ครม. พลิกโฉมภาษีไทย

(จาก Digital Tax สู่ Global Tax ยุทธศาสตร์ใหม่ของกรมสรรพากรในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล)
ครม.มีมติเห็นชอบทั้งมาตรการส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และการเข้าร่วมความตกลงระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ เผย! อาจดูเป็นคนละเรื่องในทางปฏิบัติ แต่มุมยุทธศาสตร์ 2 สิ่งนี้ กำลังพาประเทศไทยเดินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ…การยกระดับระบบภาษีไทยจากยุคดิจิทัลสู่มาตรฐานภาษีโลก
ขับเคลื่อนระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ :
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ให้ขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ออกไปอีก 2 ปี ครอบคลุมทั้งระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) รวมถึง ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax)
มาตรการดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายจากการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มาหักภาษีได้ในอัตรา 2 เท่าของรายจ่ายจริง รวมทั้ง ขยายสิทธิประโยชน์ไปถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) อีกด้วย
ขณะเดียวกัน ยังขยายมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากอัตราเดิมร้อยละ 5, 3 และ 2 เหลือเพียงร้อยละ 1 สำหรับการชำระเงินผ่านระบบ e-Withholding Tax ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารอย่างมีนัยสำคัญ
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
เชื่อมไทยสู่มาตรฐานภาษีสากล :
ในวันเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ หรือ GloBE MCAA
ความตกลงดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญภายใต้มาตรฐานของ OECD ที่มุ่งป้องกันการโยกย้ายกำไรของกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ และสนับสนุนการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax) อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมด้านกฎหมายไว้แล้วผ่านพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 และ มีกำหนดเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่างประเทศกับประเทศภาคีครั้งแรกภายในเดือนธันวาคม 2570
อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานภาษีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เสริมสร้างความโปร่งใสทางภาษี และสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
จาก Digital Tax สู่ Global Tax :
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มอง “มติ ครม.” ทั้ง 2 เรื่องที่เกี่ยวข้องกับกรมสรรพากร และเกิดขึ้นในวันเดียวกัน เห็นได้ชัดว่า…กรมภาษีที่มีสรรพากรกำลังดำเนินยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านควบคู่กัน
ด้านแรก คือ การสร้างระบบภาษีดิจิทัลภายในประเทศ ผ่านการผลักดัน e-Tax Invoice, e-Receipt และ e-Withholding Tax เพื่อให้ข้อมูลทางภาษีเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ลดต้นทุน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดเก็บรายได้ของรัฐ
ด้านที่สอง คือ การเชื่อมต่อประเทศไทยเข้ากับโครงสร้างภาษีระหว่างประเทศ ผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีตามมาตรฐาน OECD เพื่อรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ทุนและกำไรสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
แม้ทั้ง 2 มาตรการจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือการสร้างระบบข้อมูลภาษีที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
ยุทธศาสตร์ใหม่ของสรรพากรไทย :
ในอดีต การบริหารภาษี อาจเน้นการจัดเก็บรายได้จากฐานภาษีภายในประเทศเป็นหลัก แต่ในโลกเศรษฐกิจดิจิทัล การแข่งขันทางเศรษฐกิจไม่ได้วัดเพียงความสามารถในการจัดเก็บภาษี หากยังรวมถึง ความสามารถในการใช้ข้อมูลและมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ
ดังนั้น “มติ ครม.” ทั้ง 2 เรื่อง จึงสะท้อนให้เห็นถึง การปรับบทบาทของกรมสรรพากรจากหน่วยงานจัดเก็บรายได้แบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นองค์กรบริหารข้อมูลภาษีสมัยใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกในการรักษาฐานภาษีของประเทศ
หากการดำเนินนโยบายเป็น ไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงมีระบบภาษีที่ทันสมัยขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะมีความพร้อมมากขึ้นในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การดึงดูดการลงทุน และการก้าวสู่มาตรฐานสากลในอนาคต
ในมุมของคนทั่วไป อาจมอง “มติ ครม.” ข้างต้น เป็นเพียง…ข่าวเชิงนโยบาย แต่ในมุมมองของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว นี่คือ…สัญญาณสำคัญของการเดินหน้าจาก “Digital Tax” ไปสู่ “Global Tax” ซึ่งอาจเป็นหนึ่งใน “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ของระบบภาษีไทยในทศวรรษหน้า ได้เลยทีเดียว.






