กลเกมลึก! ทะเลไทย-กัมพูชา

(UNCLOS ไม่ใช่สนามอารมณ์ : 4 ภารกิจที่ไทยต้องทำ เพื่อรักษาความชอบธรรมและผลประโยชน์แห่งชาติ)
การยกเลิก MOU 2544 ของไทย ได้เปลี่ยนข้อพิพาทพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา จากโต๊ะเจรจาทวิภาคีสู่เวทีกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ วันนี้โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่ใครรักชาติมากกว่ากัน แต่คือประเทศไทยจะรักษาความชอบธรรมและผลประโยชน์แห่งชาติบนเวทีโลกได้อย่างไร???
จาก MOU 2544 สู่เวที UNCLOS
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาในอ่าวไทย ซึ่งมีขนาดประมาณ 26,000 ตารางกิโลเมตร ได้ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เจรจาภายใต้ กรอบบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2544 โดยมี เป้าหมายเพื่อ “หาทางออก” ทั้งในเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา กลไกดังกล่าวแทบไม่สามารถสร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมได้เลย…
นั่นเพราะ การประชุมร่วมเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนทางบกกลับส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเจรจาทางทะเลอยู่เสมอ
การตัดสินใจของรัฐบาลไทยในการยกเลิก MOU 2544 จึงถูกอธิบายว่า…เป็นความพยายามเปิดทางสู่กรอบการเจรจาใหม่ ไม่ใช่การปฏิเสธการเจรจาแต่อย่างใด!!??
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กัมพูชากลับมองว่าการยกเลิกดังกล่าวทำให้ช่องทางทวิภาคีสิ้นสุดลง และเลือกยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมข้อพิพาทภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS
ศึกครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เกาะกูด แต่อยู่ที่ความชอบธรรม
ในกระแสสังคมไทย มีการหยิบยกประเด็น “เกาะกูด” ขึ้นมาเป็น “หัวใจ” ของข้อพิพาทครั้งนี้อยู่บ่อยครั้ง?
ความจริง! คือ อธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทยได้รับการรับรองผ่านสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสตั้งแต่ ค.ศ.1907 และประเทศไทยได้ใช้อำนาจอธิปไตยเหนือเกาะดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ดังนั้น โอกาสที่ไทยจะสูญเสียอธิปไตยเหนือเกาะกูดจึงมีน้อยมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลัง “ต่อสู้” กันอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องความเป็นเจ้าของเกาะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเล และสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อน!!!
ในโลกยุคปัจจุบัน ความได้เปรียบไม่ได้เกิดจากการประกาศจุดยืนภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศใดสามารถสร้างความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลกได้มากกว่ากัน
และนี่คือ…สนามแข่งขันที่สำคัญไม่แพ้เส้นแบ่งเขตในแผนที่!!??
ภารกิจที่ 1 : ตั้งทีมกฎหมายทะเลระดับโลก
การเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองภายในประเทศ แต่เป็นการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างประเทศ
ดังนั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลไทยต้องทำ นั่นคือ…การคัดเลือกผู้ประนอมและทีมกฎหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลระหว่างประเทศในระดับสากลอย่างแท้จริง
บุคคลเหล่านี้ ต้องมีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือในสายตาสังคมโลก เพราะนอกจากจะต้อง ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แล้ว ยังต้อง สามารถอธิบายเหตุผลของไทยให้ได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ ด้วย
ภารกิจที่ 2 : เปิดหลักฐานสู่ประชาคมโลก
ข้อได้เปรียบสำคัญของไทย คือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือเกาะกูด รวมถึง หลักฐานการใช้อำนาจรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่าศตวรรษ
แต่ข้อได้เปรียบดังกล่าวจะไม่มีความหมาย หากถูกเก็บไว้เพียงในหน่วยงานราชการ!!!
ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องรวบรวม จัดระบบ และเผยแพร่ข้อมูลสำคัญต่อคณะทูต สื่อมวลชนต่างประเทศ นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้โลกได้รับรู้ข้อเท็จจริงจากมุมมองของไทย
การทูตในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุม แต่เกิดขึ้นผ่านข้อมูล ข่าวสาร และความเข้าใจของสังคมโลกด้วยเช่นกัน
ภารกิจที่ 3 : พิสูจน์ว่าไทยไม่ได้ปิดประตูเจรจา
ข้อกล่าวหาที่สำคัญที่สุด! ซึ่งไทยอาจต้องเผชิญ ก็คือ…การถูกมองว่าเป็นฝ่ายทำให้กระบวนการเจรจาทวิภาคีล้มเหลว
รัฐบาลไทย จึงต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ว่า…การยกเลิก MOU 2544 เป็นการปฏิเสธกรอบเดิมที่ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ ไม่ใช่การปฏิเสธการเจรจา
ประเทศไทยควรเสนอกรอบความร่วมมือหรือกลไกการเจรจาใหม่ที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อยืนยันต่อประชาคมโลกว่าไทยยังคงพร้อมพูดคุยและหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ
เพราะใน เวทีโลก การเปิดประตูเจรจามักได้รับการยอมรับมากกว่าการยืนกรานปิดประตูใส่กัน
ภารกิจที่ 4 : เดินเกมการทูตเชิงรุก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศสูญเสียความได้เปรียบทางการทูต ไม่ใช่เพราะขาดเหตุผลทางกฎหมาย แต่เพราะปล่อยให้ “ฝ่ายตรงข้าม” ครอบครองพื้นที่สื่อสารกับโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว
ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก! ทั้งต่อ…ประเทศสมาชิกอาเซียน องค์การสหประชาชาติ ประเทศมหาอำนาจ และสื่อมวลชนระหว่างประเทศ
เป้าหมายไม่ใช่การสร้างศัตรูหรือโจมตีอีกฝ่าย! แต่คือ…การทำให้ข้อเท็จจริง หลักฐาน และเหตุผลของไทยได้รับการรับฟังอย่างเป็นธรรม
ชัยชนะที่แท้จริงอยู่เหนือเส้นแผนที่
ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทรัพยากรพลังงานหรือพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน เท่านั้น
แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า…ประเทศไทยจะสามารถรักษาผลประโยชน์แห่งชาติควบคู่ไปกับการรักษาความชอบธรรมบนเวทีระหว่างประเทศได้หรือไม่???
UNCLOS ไม่ใช่สนามแห่งอารมณ์ และไม่ใช่เวทีแข่งขันว่าใครรักชาติมากกว่ากัน แต่เป็นเวทีที่วัดกันด้วยหลักฐาน ข้อเท็จจริง เหตุผล และความสามารถในการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาประชาคมโลก
ในโลกยุคใหม่ ชัยชนะไม่ได้วัดกันเพียงว่า…ใครครอบครองพื้นที่มากกว่าใคร หากแต่วัดกันว่า…ใครสามารถครอบครองความชอบธรรมได้มากกว่ากัน
และนั่นคือ…ภารกิจสำคัญที่สุด! ของประเทศไทยในห้วงเวลานี้!!!.






