ลับ!…ฤา?

(ต่อรองอำนาจใต้เงา ‘บัตรลับ’ – ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ บนเส้นบางๆ ของความชอบธรรม)
การจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ไม่ทันลงตัว? เกมต่อรองกระทรวงสำคัญ กลับต้อง “ปะทะ” กับคำถามตัวโตๆ ว่าด้วย “หลักการเลือกตั้งโดยลับ” ที่กำลัง “กัดกร่อน” ความเชื่อมั่นสาธารณะ ท่ามกลางสถานการณ์ที่…เสถียรภาพ “เสียง สส.” หนุนการจัดตั้งรัฐบาล อาจจัดวางได้ในสภา แต่…เสถียรภาพ “ความชอบธรรม” ยังสั่นไหว? “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงไม่ได้เผชิญแค่ “สมการตัวเลข สส.” หากต้องเผชิญ “เงา…บัตรเลือกตั้ง” ที่ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าจะ “ลับ!” จริงหรือไม่???
บรรยากาศการเมือง…ภายหลังเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงตกอยู่ในสภาะการ “ตึงตัว!” แม้เสียงในสภาผู้แทนราษฎร…ได้ถูกคำนวณเอาไว้แล้วในทุกที่นั่ง ขณะที่ “ห้องลับ” เจรจาจัดตั้ง…คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก็เต็มไปด้วยแรง “ดึงและผลัก!” เพื่อช่วงชิงการควบคุมกระทรวงยุทธศาสตร์
ทั้งทางด้าน…เศรษฐกิจ และความมั่นคง รวมถึง…ภารกิจด้านการเกษตรกรรม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล บุคคลใน “แกนกลาง” ของเกมนี้ กำลังถูกจับตามองว่า…จะวางสมดุลอำนาจอย่างไร? เพื่อให้ “รัฐบาลชุดใหม่” ยืนได้ท่ามกลางแรงต้าน “พรรคเอี่ยวทุนเทา” จากภาคเอกชน
โดยเฉพาะ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย…สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า…
ภาคเอกชนไทย…ไม่เอาพรรคการเมืองเอี่ยว “ธุรกิจทุนเทา!!!”
การขยับตัวเพื่อ “ขอคืน” โควตาการกำกับดูแล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากเดิมที่เคยอยู่ในอาณัติของ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า “ผู้นำจิตวิญญาณ” ของพรรคกล้าธรรม มาอยู่ภายใต้การกำกับของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ถูกมองว่า…
เป็นการ “ตัดวงจรอิทธิพล” และจัดวางอำนาจใหม่!!??
หาก พรรคกล้าธรรม…ไม่ยอม! ก็อาจต้องตัดสินใจกันใหม่ ว่า…จะเลือกอยู่ภายใต้กรอบกติกาของพรรคแกนนำรัฐรัฐบาล หรืออยากจะไหลไปฝ่ายค้านในสภา
การบีบเช่นนี้…ไม่ได้เกิดในสภาวะสุญญากาศ หากแต่มันเกิดท่ามกลาง…กระแสแรงกดดันจากสาธารณะ ซึ่งส่งผลทำให้กลายเป็น “ต้นทุน” ทางการเมือง…ที่สูงเกินกว่าปกติธรรมดา!!!
อีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทย…ที่เดินเข้าสู่ สมการ “มอบตัว” ในฐานะ…พรรคร่วมที่พร้อมค้ำยันเสถียรภาพให้กับ “รัฐบาลอนุทิน 2” นั้น
ขณะเดียวกัน แกนนำพรรค อย่าง นายจาตุรนต์ ฉายแสง กลับออกมาตั้งคำถามถึงปม “บัตรเลือกตั้ง” ที่มีบาร์โค้ด ทำนอง…สิ่งนี้ อาจ “ขัดหลักการ” ออกเสียงโดยลับ ตามรัฐธรรมนูญ
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทำให้พรรคเพื่อไทย มีน้ำหนักต่อรองเพิ่มขึ้นในเชิงการเมือง นั่นเพราะพวกเขาสามารถจะอ้างบทบาท “หลักประกันเสถียรภาพ” ให้รัฐบาลชุดใหม่
กลับกัน! สิ่งนี้…ก็อาจ “เสี่ยง!” ต่อการสร้างแรงสั่นสะเทือน! บนความชอบธรรมของรัฐบาลที่พวกเขาเอง กำลังจะเข้าร่วมรัฐบาลผสม ก็อาจเป็นได้!!??
หัวใจของปมขัดแย้ง! อยู่ที่…หลักการ Secret Ballot ตามที่ นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้อธิบายเอาไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า…
สาระสำคัญของการทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ คือ การรักษาความเป็นนิรนาม (Anonymity Safeguard) ของผู้ลงคะแนนและคะแนนเสียงที่ลงไป ผ่านการตัดความเชื่อมโยงระหว่าง “ข้อมูลที่อาจบ่งบอกถึงผู้ลงคะแนน” และ “คะแนนเสียงที่ลงไป” ออกจากกัน ไม่ว่าจะ…
1. ในระหว่างกระบวนการลงคะแนน (During the voting process) เช่น การเข้าไปลงคะแนนในคูหาที่มิดชิดเป็นส่วนตัว, การพับบัตร, การหย่อนบัตรด้วยตนเอง, การใส่บัตรลงในหีบบัตรที่มิดชิด ฯลฯ
และ 2. ภายหลังจากได้ทราบผลการลงคะแนนแล้ว (The voting result) เช่น การทำลายความเชื่อมโยงระหว่างต้นขั้วและตัวบัตรเลือกตั้ง, การไม่ใส่รหัสเฉพาะ (Unique Code) ลงบนบัตรเลือกตั้ง ฯลฯ
เขาย้ำว่า…“ความเป็นนิรนาม” ไม่สามารถถูกล่วงละเมิดได้โดยบุคคลใดๆ รวมถึง ผู้จัดการเลือกตั้ง (กกต.) เองด้วย ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดๆ (วิธีทางกายภาพ หรือกระบวนการทางเทคนิคใดๆ) ก็ตาม
สรุปให้กระชับ! ความลับของการเลือกตั้ง ต้องไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ไม่ใช่เพียง “ลับ” ในช่วงกาบัตร หาก “เชื่อได้ว่าอาจตรวจสอบได้” ก็ถือว่าบ่อนทำลายความเชื่อมั่นแล้ว
ผสมโรง ด้วยคำถามที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แกนนำพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามเรื่องเอกสารเลือกตั้งถูกพบในกองขยะ
ทั้งหมด! ยิ่งตอกย้ำภาพความเปราะบางของกระบวนการจัดการเอกสารเลือกตั้ง และแรงกดดันจึงพุ่งตรงไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า…จะสามารถพิสูจน์ความนิรนามของคะแนนเสียงได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่? อย่างไร?
สถานการณ์นี้ทำให้ “รัฐบาลอนุทิน 2” อาจต้องเผชิญกับ “ความเสี่ยง 2 ชั้น???”
ชั้นแรก คือ…เสถียรภาพเชิงตัวเลขในสภา ซึ่งยังพอจะจัดการได้ผ่านการต่อรองในเกมอำนาจ
ส่วน ชั้นที่ 2 คือ…เสถียรภาพเชิงความชอบธรรม!!?? ซึ่งไม่อาจจัดการได้ด้วยโควตากระทรวง หากความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง ได้ถูกตั้งคำถามอย่างเป็นระบบ
เสียงสนับสนุนในสภาอาจครบ แต่ความไว้วางใจจากสังคมไทย และภาคเอกชน โดยเฉพาะ “ตลาดการเงิน” อาจมีไม่ครบ???
สถานการณ์นี้ จึงทำให้ “ฉากทัศน์” ข้างหน้า จึงต้องขึ้นอยู่กับการชี้แจงทางเทคนิคของ กกต.!!!
หาก กกต.พิสูจน์ได้ชัดเจน ว่า…ไม่สามารถ trace back คะแนนได้ กระแสจะค่อย ๆ ลดระดับลง จะเหลือก็แต่เพียง…เกมการเมืองในสภา
แต่หากมี คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กระทั่ง ก่อเกิดคำวินิจฉัย ที่ชี้ว่า…กระบวนการบางส่วนไม่ชอบด้วยหลักการเลือกตั้งโดย “ลับ”
แน่นอนว่า…ผลสะเทือนจะลามจากสนามการเมือง ไปสู่…สนามเศรษฐกิจ ในทันที!!!
และจะไป “ลดทอน” ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ “รัฐบาลใหม่” ทำให้…การเริ่มต้นบริหารประเทศ เป็นไปด้วยความไม่แน่นอน
ท้ายที่สุด! การต่อรองอำนาจใน “ห้องลับ” อาจกำหนดโครงสร้างและการจัดสรรโควโต้คณะรัฐมนตรี ได้
แต่สิ่งนี้…จะไม่สามารถไปกำหนดความรู้สึกของประชาชนได้ หากประชาชนเริ่มสงสัยว่า…
“บัตรลับ…(แต่) ไม่ลับจริง!”
คำถามตัวโตๆ ว่าด้วย…ความชอบธรรม จะกลายเป็น “เงา” ที่ตามติด “รัฐบาลชุดใหม่” ไปตลอดวาระ
และ “รัฐบาลอนุทิน 2” จำต้องยืนอยู่บน “เส้นบางๆ” ระหว่าง…เสถียรภาพเชิงตัวเลข กับเสถียรภาพเชิงความเชื่อมั่น ไปอีกยาวนาน…
ในยุคที่…ความชอบธรรม! สำคัญไม่แพ้…เสียงข้างมาก? พลังเสียงเงียบๆ! ในคูหา อาจจะดังได้มากกว่า…เสียงต่อรองในสภา ก็เป็นไปได้!!!.






