ครม.ไฟเขียว ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ 43 ล.สิทธิ เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้

ครม.เห็นชอบ “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40% ใช้สิทธิ มิ.ย.–ก.ย.69 ด้าน “รองนายกฯเอกนิติ” ย้ำ! ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการแบ่งเบาค่าครองชีพ โครงการครอบคลุมบัตรสวัสดิการ ประชาชนทั่วไป และร้านค้ารายย่อย ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ
ครม.ไฟเขียว “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยค่าครองชีพ 43 ล้านสิทธิ
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติเห็นชอบ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และประคับประคองผู้ประกอบการรายย่อย ท่ามกลางภาวะสินค้าราคาแพง ต้นทุนสูง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า หากไม่สามารถหยุดวิกฤตราคาสินค้าแพงได้ อาจลุกลามไปสู่วิกฤตกำลังซื้อ เนื่องจากประชาชนมีรายได้ลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อย ขาดสภาพคล่องและอาจนำไปสู่การปิดกิจการหรือการว่างงานในวงกว้าง
โครงการดังกล่าวแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคน ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ใช้งบประมาณรวม 5.6 หมื่นล้านบาท โดยผู้ถือบัตรเดิมไม่ต้องยืนยันตัวตนใหม่
กลุ่มที่สอง ประชาชนทั่วไปและมนุษย์เงินเดือนประมาณ 30 ล้านคน ใช้วงเงินประมาณ 1.2 แสนล้านบาท รัฐบาลช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด โดยรัฐสนับสนุนไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน หรือสูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน หากใช้สิทธิไม่ครบในแต่ละเดือน จะไม่สามารถนำวงเงินคงเหลือไปทบในเดือนถัดไปได้
ประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00–22.00 น. หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน–30 กันยายน 2569 ในร้านค้าที่ร่วมรายการ เวลา 06.00–23.00 น.
กลุ่มที่สาม คือ ร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยรัฐบาลระบุว่า เป็นมาตรการช่วย “ต่อลมหายใจ” ให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนสูงและกำลังซื้อชะลอตัว ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม–30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าใหม่เปิดให้ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทยตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม–31 กรกฎาคม 2569
นอกจากนี้ คำว่า “พลัส” ยังหมายถึงการนำ AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวทางธุรกิจ
นายเอกนิติ ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต เพราะเป็น “วิกฤตค่าครองชีพ” ที่กระทบคนตัวเล็กโดยตรง ทั้งมนุษย์เงินเดือน ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไม่มีเงินสำรอง พร้อมยืนยันว่า มาตรการครั้งนี้ “ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ” แต่เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ เพื่อให้ทุกฝ่ายผ่านวิกฤตไปด้วยกัน
วิเคราะห์: รัฐบาลเปลี่ยนวาทกรรมจาก “กระตุ้นเศรษฐกิจ” เป็น “ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ”
จุดสำคัญที่สุดของมติ ครม.วันนี้ ไม่ได้อยู่เพียงตัวเลข 43 ล้านสิทธิ หรือวงเงินที่ใช้ในโครงการ แต่อยู่ที่การวางกรอบคำอธิบายของรัฐบาล โดยเฉพาะถ้อยคำของ นายเอกนิติ ที่ย้ำว่า “ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการแบ่งเบาค่าครองชีพ”
นี่คือ…การปรับยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรัฐบาลกำลังย้ายฐานความชอบธรรมของโครงการจาก “การเร่งเศรษฐกิจ” ไปสู่ “การรับมือภาวะวิกฤต” ซึ่งมีน้ำหนักทางการเมืองและทางกฎหมายมากกว่า
โดยเฉพาะในช่วงที่ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยังอยู่ภายใต้การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
การออกแบบโครงการแบบรัฐช่วย 60% ประชาชนจ่าย 40% พร้อมกำหนดเพดานใช้สิทธิวันละ 200 บาท และไม่ให้ทบยอดข้ามเดือน สะท้อนความพยายามของรัฐบาลที่จะลดข้อครหาว่าเป็นการแจกเงินแบบไร้เงื่อนไข ขณะเดียวกันก็ต้องการบังคับให้เกิดการใช้จ่ายจริง กระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้ารายย่อย และสร้างผลทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม จุดเปราะของโครงการยังอยู่ที่ระบบตรวจสอบ การสวมสิทธิ ร้านค้าผี การเข้าถึงของประชาชนกลุ่มเปราะบาง และบทบาทของ AI ที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นจุดขายใหม่ หากขาดความโปร่งใส องค์ประกอบเหล่านี้อาจกลายเป็นคำถามใหญ่ด้านคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายในระยะต่อไป
ในเชิงการเมือง “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการลดค่าครองชีพ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลในช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมทั้ง วางฐานคะแนนนิยมครอบคลุมทั้งผู้มีรายได้น้อย มนุษย์เงินเดือน ชนชั้นกลาง และร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
กล่าวโดยสรุป มติ ครม.วันนี้ จึงมิต่างจากการเปิดฉากยุทธศาสตร์ “รัฐช่วยประชาชนฝ่าวิกฤต” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็น “จุดเริ่มต้น” ของคำถามสำคัญว่า…
เงินกู้ก้อนใหญ่ครั้งนี้ จะช่วยคนตัวเล็กได้จริง หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความโปร่งใสของรัฐไทยในยุคเศรษฐกิจวิกฤตกันแน่!!!.






