ACSC เตือนภัยออนไลน์ยุคใหม่ คดีลดแต่ความเสียหายพุ่ง ‘แก๊งอ้าง ตร.’ ครองแชมป์โกง!

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์เผย สถิติคดีออนไลน์สัปดาห์ล่าสุดแม้จำนวนคดีลดลง แต่ความเสียหายรวมกลับเพิ่มแตะเกือบ 200 ล้านบาท พบแก๊งแอบอ้างเจ้าหน้าที่รัฐ ยังเป็นกลโกงที่สร้างความเสียหายสูงสุด ขณะวัย 21-30 ปี ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดในหลายคดี
อีกข่าวที่อยู่ในความสนใจของสังคมไทย คงไม่พ้นประเด็นที่ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาเปิดเผย สถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีช่วงวันที่ 10–16 พฤษภาคม 2569 แล้วพบว่า มีคดีรับแจ้งผ่านระบบ ThaiPoliceOnline จำนวน 5,632 คดี ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 512 คดี แต่กลับมีมูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงกว่า 197.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 7.9 ล้านบาท
สิ่งสะท้อนให้เห็นตามมา ก็คือ…แม้จำนวนคดีจะลดลง แต่ขนาดความเสียหายต่อคดีมีแนวโน้มสูงขึ้น!!!
เป็นการยืนยันจาก…พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจ (ศปอส.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่ระบุว่า…จากการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนคดีลดลงต่อเนื่องจากระดับกว่า 6,100 คดี เหลือประมาณ 5,600 คดีในปัจจุบัน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต้นปีอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงต่อราย
จากสถิติพบว่า…คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการยังคงมีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นประมาณ 84% ของคดีทั้งหมด แม้จำนวนคดีจะลดลง แต่ความเสียหายกลับเพิ่มจาก 40.2 ล้านบาท เป็น 46 ล้านบาท ขณะที่ คดีแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น โดยเฉพาะการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ปปง. หรือ DSI กลายเป็นประเภทที่สร้างความเสียหายสูงสุดในสัปดาห์นี้ รวมกว่า 67.7 ล้านบาท แม้มีเพียง 261 คดี เท่านั้น
ส่วน คดีหลอกลวงด้านการเงินและการลงทุน ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงสูง มีเพียง 148 คดี แต่สร้างความเสียหายรวมกว่า 55.4 ล้านบาท หรือมีค่าเสียหายเฉลี่ยต่อคดีในระดับสูงมาก
การวิเคราะห์เชิงสถิติ ยังพบว่า ผู้หญิงยังตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มอายุ 21–30 ปี ยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก โดยคดีซื้อขายสินค้าหรือบริการพบมากในกลุ่มอายุ 31–40 ปี ส่วนคดีแอบอ้างบุคคลอื่นและคดีเสนอผลประโยชน์ พบมากในกลุ่มอายุ 21–30 ปี
ทั้งนี้ ACSC เตือนประชาชนให้ระวังมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยยืนยันว่า หน่วยงานรัฐจะไม่มีการโทรศัพท์แจ้งคดี ส่งหมายจับหรือหมายเรียกผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ไม่มีการวิดีโอคอลสอบสวน และไม่มีการสั่งให้โอนเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ หากพบพฤติกรรมดังกล่าวให้เชื่อว่าเป็นมิจฉาชีพทันที
นอกจากนี้ ยังเตือนให้ระมัดระวังการลงทุนออนไลน์ โดยควรตรวจสอบข้อมูลผ่านแอป “SEC Check First” ของสำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจสอบว่า…บริษัทมีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ รวมถึงต้องหลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลธรรมดา และระวังแอปพลิเคชันปลอมที่เลียนแบบชื่อหรือโลโก้ของหน่วยงานทางการ
โดยในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ACSC และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ 3 คดี ผู้ต้องหา 7 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด พร้อมช่วยเหลือผู้เสียหายและระงับการโอนเงินได้ 26 ราย มูลค่ารวมกว่า 195,700 บาท
หนึ่งในคดีสำคัญคือ หญิงวัย 59 ปี ถูกหลอกให้ลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนโอนเงินรวมกว่า 720,000 บาท ขณะที่อีกคดี ชายวัย 51 ปี ถูกหลอกลงทุนผ่านระบบซื้อขายสินค้าในแอปพลิเคชัน TikTok สูญเงินกว่า 550,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือและให้คำแนะนำก่อนเกิดความเสียหายเพิ่มเติม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย้ำเพิ่มเติมว่า…การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแก่ประชาชน ขณะเดียวกันผู้ต้องหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ที่มองมายัง สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ ล่าสุดนี้ เห็นว่า…มันได้สะท้อน “การเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ของขบวนการมิจฉาชีพ จากเดิมที่เน้นปริมาณคดีจำนวนมาก ไปสู่การมุ่งโจมตีเหยื่อที่มีศักยภาพทางการเงินสูง เพื่อเพิ่ม “มูลค่าความเสียหายต่อคดี” หรือ High Value Scam มากขึ้น
เพราะแม้จำนวนคดีโดยรวมลดลง แต่ความเสียหายกลับเพิ่มขึ้น! สะท้อนถึง…ประสิทธิภาพของกลุ่มอาชญากรในการคัดเลือกเหยื่อและใช้เทคนิคทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนขึ้น!!??
ประเด็นสำคัญคือ การกลับมาของขบวนการ “แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งครองอันดับหนึ่งด้านความเสียหาย สะท้อนว่ากลุ่มมิจฉาชีพยังใช้ “อำนาจรัฐ” เป็นเครื่องมือสร้างความหวาดกลัวและกดดันทางจิตวิทยา โดยเฉพาะใน สังคมไทยที่ประชาชนจำนวนมากยังมีความเชื่อถือและเกรงกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ การสร้างสถานการณ์เร่งด่วน เช่น การกล่าวหาว่าพัวพันคดีฟอกเงิน หรือการข่มขู่ว่าจะออกหมายจับ เป็นกลยุทธ์ที่ยังได้ผลอย่างต่อเนื่อง
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ กลุ่มวัย 21–30 ปี กลายเป็นเหยื่อหลักของหลายประเภทคดี มันสะท้อนว่า…คนรุ่นใหม่แม้มีทักษะด้านดิจิทัลสูง แต่กลับมีความเสี่ยงจากพฤติกรรมออนไลน์ การลงทุนรวดเร็ว และการเชื่อข้อมูลบนโซเชียลมีเดียมากกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริง ขณะที่กลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุยังคงเป็นเป้าหมายหลักของคดีลงทุนและหลอกลวงเชิงความเชื่อมั่น
ในเชิงยุทธศาสตร์ ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์กำลังพัฒนาเข้าสู่ลักษณะ “อาชญากรรมข้ามแพลตฟอร์ม” โดยมิจฉาชีพใช้ทั้ง โซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันสื่อสาร ระบบการเงินดิจิทัล และบัญชีม้า เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย
ทำให้การปราบปรามต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างตำรวจ ธนาคาร หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น!!!
อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะสามารถลดจำนวนคดีลงได้ระดับหนึ่ง แต่ตัวเลขความเสียหายที่ยังสูง แสดงให้เห็นว่าการป้องกันเชิงรุกและการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลแก่ประชาชนยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะ การสื่อสารเตือนภัยที่ต้องเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงอย่างตรงจุดและต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด! แนวโน้มในระยะต่อไป คาดว่า…ขบวนการคอลเซ็นเตอร์และหลอกลงทุนจะยังคงปรับตัวเร็ว ใช้ AI และเทคโนโลยี Deepfake มากขึ้น
การรับมือจึงไม่ใช่เพียงการจับกุม แต่ต้องยกระดับ “สงครามข้อมูล” ให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงก่อนตกเป็นเหยื่อ เพราะในโลกอาชญากรรมไซเบอร์ ความเสียหายมักเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและจิตใจในระยะยาว.






