Land Bridge และสงครามโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ – II

(ตอนที่ 2/5 : บทเรียนจากโลก จาก Hambantota ถึงรถไฟลาว-จีน อะไรคือ…เส้นแบ่งระหว่าง ‘วิสัยทัศน์’ กับ ‘กับดักหนี้’?)

หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก จะพบว่า….แทบทุกประเทศที่เคยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางการค้า ล้วนต้องเดิมพันกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
บางแห่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชาติ แต่บางแห่งกลับกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งหนี้สิน!!??
และนี่คือเหตุผลที่คำว่า “Land Bridge” ของไทย จึงเริ่มถูกเปรียบเทียบกับโครงการระดับโลกหลายแห่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกขายด้วยถ้อยคำว่า “โอกาสแห่งอนาคต”
กรณีแรกที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ…ท่าเรือ Hambantota ของศรีลังกา
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2010 รัฐบาลศรีลังกา เชื่อว่า…ประเทศของตนกำลังมีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางทางทะเลแห่งใหม่ของมหาสมุทรอินเดีย
ด้วย “ตำแหน่ง” ที่อยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือระหว่างเอเชียกับยุโรป รัฐบาลจึงตัดสินใจกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างท่าเรือ Hambantota โดยมี…จีนเป็นผู้สนับสนุนหลัก!
แต่ปัญหาคือ… ความหวังทางยุทธศาสตร์ ไม่ได้แปลว่าจะเกิด demand ทางเศรษฐกิจจริงเสมอไป???
แม้ ท่าเรือจะถูกสร้างเสร็จ แต่จำนวนเรือที่เข้ามาใช้บริการกลับ “ต่ำกว่า” ที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก รายได้ไม่เพียงพอต่อภาระหนี้ ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สุดท้าย! ศรีลังกาต้องทำข้อตกลงให้บริษัทจีนเข้ามาบริหารท่าเรือระยะยาว 99 ปี
เหตุการณ์ดังกล่าว กลายเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า “debt trap diplomacy” หรือ “กับดักหนี้” ทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ จำนวนหนึ่งก็โต้แย้งว่า…วิกฤตศรีลังกาไม่ได้เกิดจากจีนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลาย “ปัจจัยซ้อนกัน” หลายอย่าง ทั้ง…ปัญหาภาษี การท่องเที่ยวที่ล่มจาก COVID วิกฤตเงินตราต่างประเทศ และการบริหารเศรษฐกิจภายในประเทศ
นี่คือ…สิ่งสำคัญที่สังคมไทยต้องเข้าใจ!!!
เพราะโลกความจริง ไม่ได้มีคำอธิบายง่ายๆ แบบ “ดีทั้งหมด” หรือ “เลวทั้งหมด”
ในอีกด้านหนึ่ง อินโดนีเซียกำลังเผชิญคำถามคล้ายกัน จากโครงการรถไฟความเร็วสูง Whoosh ที่เชื่อมจาการ์ตากับบันดุง
ใน “วันเปิดตัว” โครงการดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะ…สัญลักษณ์แห่งความทันสมัยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่หลังจากเปิดใช้งานจริง ปัญหาหลายด้านเริ่มปรากฏ ทั้งต้นทุนก่อสร้างที่บานปลาย หนี้สินที่เพิ่มขึ้น และจำนวนผู้โดยสารที่ยังต่ำกว่าความคาดหวัง
จน “รัฐบาลอินโดนีเซีย” ต้องเริ่มพูดถึง…การปรับโครงสร้างหนี้ และความเสี่ยงระยะยาวของโครงการ
เช่นเดียวกับ ลาว ที่ รถไฟลาว-จีน แม้จะถูกมองว่าเป็น…โครงสร้างพื้นฐานประวัติศาสตร์ของประเทศ แต่ก็ทำให้ลาวต้องแบกรับภาระทางการเงินขนาดมหาศาล เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งหมดนี้ จึงกลายเป็น “คำเตือน” ที่ถูกนำมาใช้ในการถกเถียงเรื่อง Land Bridge ของไทย!!??
แต่คำถามสำคัญก็คือ… ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางเดียวกันจริงหรือไม่?
เพราะใน อีกด้านหนึ่ง โลกก็มีตัวอย่างของ mega project ที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน!
สิงคโปร์ เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่แทบไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่วันนี้…กลับกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการขนส่งสินค้าที่สำคัญที่สุดของโลก
จีนเองก็ใช้เวลาหลายสิบปีในการพัฒนา Shenzhen จากเมืองชายแดนธรรมดา ให้กลายเป็นมหานครเศรษฐกิจระดับโลก
Dubai ใช้ยุทธศาสตร์ logistics และ free zone เปลี่ยนตัวเองจากเมืองทะเลทราย สู่ศูนย์กลางการค้าระหว่างทวีป
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า… Mega Project ไม่ได้ล้มเหลวเสมอไป!!!
แต่คำถามคือ อะไรคือ…เส้นแบ่งระหว่าง “วิสัยทัศน์” กับ “การประเมินความเสี่ยงผิดพลาด”?
นักวิเคราะห์ทั่วโลกจำนวนมากมองว่า…ปัจจัยสำคัญที่สุดมีอยู่ 4 เรื่อง
หนึ่ง คือ demand จริงของตลาด
สอง คือ ความสามารถในการบริหารต้นทุนและหนี้
สาม คือ ecosystem รอบโครงการ
และสี่ คือ ความสามารถของรัฐในการรักษาผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ
ในกรณีของไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า…Land Bridge จะสร้างได้หรือไม่? แต่มันคือ…
จะมีเรือมาใช้จริงหรือเปล่า? มีบริษัท shipping รายใหญ่พร้อม commit หรือยัง? รัฐบาลจะรับความเสี่ยงทางการเงินมากเพียงใด? และหากรายได้ต่ำกว่าที่คาด ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนในท้ายที่สุด?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โลกเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน!!??
จากเดิม…ที่วัดกันด้วย “ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” เพียงอย่างเดียว กลายเป็นการให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงของ supply chain” มากขึ้น
โดยเฉพาะ หลังวิกฤต Red Sea ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความกังวลต่อ choke point ของโลก
หลายประเทศเริ่มมองว่า…การมีเส้นทางสำรอง อาจสำคัญพอๆ กับการมีเส้นทางที่ถูกที่สุด!
และนี่คือ…จุดที่ debate เรื่อง Land Bridge เริ่มซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม
เพราะมันไม่ใช่เพียงคำถามว่า…“คุ้มไหม?” แต่เริ่มกลายเป็นคำถามว่า…“จำเป็นไหม?” ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เช่นที่เป็นนอยู่ในวันนี้ และยังจะเป็นเช่นนี้ต่อไปในวันข้างหน้า!!!
อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ ก็ไม่ได้หมายความว่า…โครงการจะประสบความสำเร็จโดยอัตโนมัติ
เพราะในท้ายที่สุด! ข้อเท็จจริงที่ว่า…ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานใดอยู่รอดได้ หากไม่สามารถสร้างระบบเศรษฐกิจจริงขึ้นมารองรับ
และนี่อาจเป็น “บทเรียนสำคัญที่สุด!” จากทุกประเทศที่โลกกำลังจับตามอง
เป็น “บทเรียน” ที่ประเทศไทยอาจต้องศึกษาอย่างละเอียด ก่อนจะตัดสินใจเดิมพันกับอนาคตระดับล้านล้านบาท!!!
และบางที…บทเรียนสำคัญที่สุดจาก Hambantota ลาว หรือแม้แต่ โครงการขนาดใหญ่ในหลายประเทศ อาจไม่ได้อยู่เพียงที่คำว่า “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว”
แต่อยู่ที่การตระหนักว่า…ในโลกยุคใหม่ โครงการระดับล้านล้าน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจอีกต่อไป
นั่นเพราะ…ทุกเส้นทางการค้า ทุกท่าเรือ ทุกโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนเชื่อมโยงกับอำนาจ ผลประโยชน์ และการแข่งขันของทั้งรัฐ ทุน และมหาอำนาจโลก
และเมื่อผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง…สงครามที่เกิดขึ้น! อาจไม่ใช่สงครามทางทหาร แต่อาจเป็น “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ในสังคมไทย
ใครกำลังผลักดัน Land Bridge?
ใครกำลังกังวล?
ใครได้ประโยชน์?
และ ใครคือผู้แบกรับความเสี่ยงในท้ายที่สุด?
ทั้งหมดนี้คือ…สิ่งที่เราจะพาไปสำรวจต่อในตอนที่ 3!!!
(พรุ่งนี้…พบกับ ตอนที่ 3…สงครามข้อมูลข่าวสาร : เมื่อโครงการระดับล้านล้าน กลายเป็นสนามรบของผลประโยชน์)






