ถอดบทเรียน สงกรานต์’69 ชี้! ‘อุบัติเหตุลด แต่รุนแรงพุ่ง!’ สังคมเรียกร้อง ‘ยกระดับ’ เป็น…วาระแห่งชาติ

เวทีถอดบทเรียนสงกรานต์ 69 ชี้! น้ำมันแพง แต่คนเดินทางเพิ่ม ระบุ! อุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงสูงขึ้น เด็ก เยาวชน และวัยทำงานเสี่ยงสูงสุด เผย! ผู้เสียชีวิต 38% เป็น “หน.ครอบครัว” ย้ำ! เหตุส่วนใหญ่เกิดใกล้บ้าน ระยะ 2–10 กม. สะท้อนพฤติกรรมเสี่ยงซ้ำซาก “ไม่สวมอุปกรณ์นิรภัย ไม่มีใบขับขี่” ด้าน สสส. แจง! 12 ปีสงกรานต์ตาย 3,768 ราย รวมปีใหม่พุ่ง 8,260 ราย กระทบเศรษฐกิจครัวเรือนและการพัฒนาประเทศ โฟกัสกรุ๊ปห่วง “แอลกอฮอล์-พื้นที่ไร้ระเบียบ” เป็นตัวเร่งความเสี่ยง จี้รัฐ “จัดโซนนิ่ง” เล่นน้ำปลอดภัยไร้เหล้า พร้อมเสนอใช้พลังสื่อสร้างชุมชนปรับพฤติกรรม ดันความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติรณรงค์ตลอดทั้งปี

เมื่อช่วงสายของวันนี้ (21 เมษายน 2569)  ณ ห้องมรกต โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพมหานคร มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมโฟกัส กรุ๊ป ในหัวข้อ ถอดบทเรียน “อุบัติเหตุสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงาน”  โดยมี นายวีระศักดิ์  ขอบเขต ผู้ประกาศข่าว ช่อง 11 NBT  เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (บอร์ด สสส.) และ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวเปิดการประชุมว่า ในฐานะที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อมวลชน ได้เห็นบทบาทของ สสส.ในการริเริ่ม ผลักดัน กระตุ้น และสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพทุกมิติ ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม

โดยเฉพาะ ปัจจัยเสี่ยงสุขภาพที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์และความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลสำคัญ ทั้งปีใหม่และสงกรานต์ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีตัวเลขยืนยันชัดเจนว่า นับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2568 หรือ 11 ปีที่ผ่านมา คนไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจำนวนมากถึง 190,289 ราย หรือเฉลี่ยประมาณปีละ 19,000 ราย

ทั้งนี้ วัยหนุ่มสาวอายุ19-29 ปีเสียชีวิตสะสมสูงสุด ที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเสียชีวิต 2,834 รายในปี 2558 เพิ่มเป็น 4,307 รายในปี 2567 เพิ่มขึ้นถึง 51.8%

กรรมการกองทุน สสส. กล่าวต่อไปว่า หากนับเฉพาะตัวเลขการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ย้อนหลัง 12  ปีคือตั้งแต่ปี 2558-2569 เฉพาะเทศกาลสงกรานต์คนไทยเสียชีวิตรวม 3,768 ราย บาดเจ็บ 30,802 คน ส่วน เทศกาลปีใหม่เสียชีวิตรวม 4,492 ราย บาดเจ็บ 36,721 คน ดังนั้น หากนำตัวเลขความสูญเสียเฉพาะ 2 เทศกาลนี้คนไทยเสียชีวิตรวมแล้วจำนวน 8,260 ราย บาดเจ็บ 67,523 คน ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ขาดรายได้และมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเพราะต้องสูญเสียประชากรวัยทำงานไปจำนวนไม่น้อย

ในขณะที่ ประชากรวัยเด็กของไทยเกิดน้อยลง 5 ปีต่อเนื่องติดต่อกัน โดยเฉพาะหาก นับเฉพาะปี 2567และปี 2568 เด็กไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงรวม 2 ปีลดลงถึง101,360 คน เมื่อเทียบกับปี 2566 ดังนั้น การสื่อสารรณรงค์และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสียของครอบครัวและลดผลกระทบระดับประเทศควรจะทำอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีตลอด 365วัน ไม่ใช่แค่ 7 วันอันตรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เท่านั้น

ด้าน นายแพทย์ ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวถึง สถานการณ์ภาพรวมสงกรานต์ปี 2569 เทียบกับปี 2568 ว่า แม้ราคาน้ำมันแพง แต่คนเดินทางเพิ่มขึ้น 0.8% ส่วนสถิติการเกิดอุบัติเหตุ รวม 1,242 ครั้ง ลดลง 19.25% บาดเจ็บ 1,200 คน ลดลง19.75% เสียชีวิต 242 ราย ลดลง 4.35% แต่ดัชนีความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากเดิมเกิดอุบัติเหตุ 100 ครั้งจากเสียชีวิต 16 คนเป็น 19.48 คน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ จ.แพร่ 48 ครั้ง บาดเจ็บสะสมสูงสุด 50 คน ก็เป็น จ.แพร่เช่นเดียวกัน

ส่วน กรุงเทพมหานครกลายเป็น จังหวัดที่มีการเสียชีวิตสะสมมากที่สุด 21 ราย ตามด้วยจ.ปทุมธานี 12 ราย สาเหตุของการเกิดอุบัติสูงสุด 40.65% มาจากการขับรถเร็ว รองลงมา 25.20% คือ การตัดหน้ากระชั้นชิด และ  24.39% มาจากการดื่มแล้วขับ

พฤติกรรมเสี่ยงสูงสุด คือ การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัยเช่น 55.00%ไม่สวมหมวกนิรภัย รองลงมาคือขับรถเร็ว 25.71% และดื่มแล้วขับ 18.57%

ประเภทของรถที่เกิดเหตุสูงสุด 64.55% ยังเป็น รถจักรยานยนต์ รองลงมา 15.34% เป็น รถกระบะ จุดเกิดเหตุ 47.15% เป็น ถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองลงมา 44.72% เป็น ถนนกรมทางหลวง และ 87.80% เกิดบนถนนทางตรง และยังพบว่า ก่อนเทศกาลสงกรานต์ 2 วันมีคนตายจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 102 ราย

ผู้จัดการศ วปถ. กล่าวอีกว่า เมื่อเจาะลึกลงไปถึงเพศและวัย พบว่า 67.86% เป็นเพศชาย ช่วงอายุที่ประสบอุบัติเหตุมากที่สุด 23.57% คือเด็กและเยาวชนอายุ 0-24 ปี รองลงมา 22.14% คือคนวัยทำงานอายุ 20-29 ปี ข้อมูลจาก บริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด สะท้อนภาพชัดเจนว่า 38% ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้นำครอบครัวและอีก 62%เป็นสมาชิกในครอบครัวซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของครอบครัว

และ ยังพบว่า 83% เสียชีวิตในพื้นที่ตำบลหรืออำเภอของตนเอง ส่วน 88% เสียชีวิตบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ เช่น 32% เสียชีวิตห่างจากบ้านหรือที่พักระยะ 2-5 กิโลเมตร  และ อีก 29% ในระยะ  6-10 กิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับ การถอดบทเรียนความเสี่ยงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่สรุปว่า ใกล้บ้านไม่สวมหมวกนิรภัยไม่มีใบขับขี่ คือ สาเหตุของการเสียชีวิตของเด็กและเยาวชน

“ดังนั้นอยากให้สื่อมวลชนสร้างมิติใหม่คือสื่อสารเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดึงผู้ติดตามหรือผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาบอกเล่าประสบการณ์จริงหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พร้อมกับการแสวงหาเจ้าภาพหรือแนวร่วมใหม่ๆเข้ามาร่วมจัดการความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยทางถนนเพิ่มมากขึ้นด้วย” นายแพทย์ธนะพงศ์ กล่าว

ขณะที่ นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ระบุว่า แม้ตัวเลขอุบัติเหตุในภาพรวมลดลง แต่ความรุนแรงในพื้นที่เล่นน้ำยังน่ากังวล เนื่องจากขาดการจัดระเบียบและถูกแทรกซึมด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักหลังจากรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นำมาสู่วิกฤต “คนเมาเต็มถนน” 

โดยสงกรานต์ปีนี้ ได้เห็นสัญญาณอันตรายจากการที่ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขยายตัวเข้าไปยังพื้นที่เล่นน้ำ ทั้งพื้นที่ Zoning และที่ไม่ใช่โซนนิ่ง เช่น ตามท้องถนนทั่วไปที่ผู้คนพากันปิดถนนหรือนำรถเข้ามาเล่นน้ำกันเอง และพื้นที่ห้างสรรพสินค้าเอกชน ทำให้เกิดการดื่มกินตลอดวัน กลายเป็น “แหล่งผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน” ส่งผลให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาททั้งในกลุ่มคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมีสูงขึ้น  

ทั้งนี้ จากการ “ถอดบทเรียน” พื้นที่ต้นแบบ “สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์” พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีเหล้าก็สนุกได้ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น สีลม, สยาม, ถนนข้าวหอมมะลิ, ถนนข้าวเม่ามหาสารคาม ฯลฯ รวมทั้ง พื้นที่ “ต้นแบบ” การจัดงานของภาคเอกชน คือ ศูนย์การค้าไลม์ไลท์ ภูเก็ต กับงาน “สงกรานต์โนแอล” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติอย่างล้นหลาม โดยพื้นที่ร่วมออกแบบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และมีมาตรการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างดี

ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ยังได้เสนอแนวทางเพื่อ ยกระดับความปลอดภัยและคุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรมของสงกรานต์ 3 ประเด็นหลัก คือ…

หนึ่ง ชุมชนท้องถิ่นต้องร่วมกันกำหนดและขยายพื้นที่เล่นน้ำปลอดภัย เพื่อสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและกติการ่วมกันของคนทั้งสังคม

สอง ร่วมกันออกแบบให้มีช่องทางสัญจรพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่เล่นน้ำขนาดใหญ่ ต้องมี “ช่องทางพิเศษ” สำหรับรถฉุกเฉินที่ต้องการไปโรงพยาบาลได้ทันที

และ สาม ร่วมกันชูจุดขายมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่งดงาม แทนการเล่นสาดน้ำหรือการให้ความสำคัญกับการดื่มกินอย่างเดียว เช่น งานสงกรานต์ที่สังขละบุรี, ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์และพิธียอสวยไหว้สาที่เชียงใหม่ ฯลฯ หรือ คอนเสริ์ตดีๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีเหล้าที่ Limelight ภูเก็ต และ Central  จ.นครศรีธรรมราช

“สงกรานต์ คือ คุณค่าทางประเพณีวัฒนธรรม หากจัดระเบียบแก้ไขความเสี่ยงได้ อุบัติเหตุและความรุนแรงก็จะลดลง”  นายวิษณุ ระบุ

ด้าน ตัวแทนสื่อมวลชนที่เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางในการลดความสูญเสียและผลกระทบจากอุบัติในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ว่า แม้เราจะประสบความสำเร็จในแง่ของการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่ยังต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งเรื่องการสร้างความปลอดภัยและลดพฤติกรรมการเล่นน้ำที่ใช้ความรุนแรงจากการดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติด

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงมีปัญหาซ้ำซากของการเสียชีวิตในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลอื่นๆ สูงมากทุกปี และ เสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชน เห็นด้วยกับการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมทั้ง การแสวงหาแนวร่วมใหม่ๆ มาช่วยกันแก้ไขปัญหา

โดยเห็นตรงกัน…ถึงเวลาแล้วที่เรื่องนี้จะเป็น “วาระแห่งชาติ” มีการรณรงค์และสื่อสารกันตลอดทั้งปีไม่ใช่ถึงหน้าเทศกาลก็มารณรงค์กันครั้งหนึ่งเหมือนเป็นงานอีเวนท์ แล้วสุดท้ายต้องมานับศพผู้เสียชีวิตถอดบทเรียนกันทุกปี

หากมองภาพกว้าง “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอชี้ให้เห็นใน ประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องมองให้ลึกมากกว่าตัวเลขต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นมา นั่นคือ “โครงสร้างความเสี่ยง” ที่ยังไม่ถูกแก้ไข แม้อุบัติเหตุลดลง แต่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น

ตรงนี้ มันบ่งชี้ว่า…ระบบป้องกันยังไม่สามารถจัดการกับพฤติกรรมเสี่ยงเชิงคุณภาพได้!!!

เช่น การไม่สวมหมวกนิรภัยหรือการขับเร็ว ซึ่งเป็น…พฤติกรรมที่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมายช่วงเทศกาล เท่านั้น สอดคล้องกับ ข้อเสนอในเวทีฯ ที่ให้ปรับแนวคิดจาก “รณรงค์เป็นช่วงเวลา” ไปสู่ “การจัดการความเสี่ยงตลอดทั้งปี”

อีก มิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ…“ความย้อนแย้งระหว่างเศรษฐกิจกับความปลอดภัย” เมื่อรัฐต้องการ กระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย แต่กลับเปิดช่องให้กิจกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะขยายตัวโดยไร้การควบคุมอย่างเพียงพอ

สิ่งนี้ มันได้สะท้อนว่า…การบริหารจัดการยังขาด “สมดุลเชิงนโยบาย” และยังไม่สามารถออกแบบพื้นที่เศรษฐกิจให้ปลอดภัยได้อย่างแท้จริง แม้จะมีตัวอย่างพื้นที่ต้นแบบปลอดแอลกอฮอล์ที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม

สุดท้าย! บทบาทของ “สื่อและภาคประชาชน” อาจจำเป็นจะต้อง “ยกระดับ” ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยจะไม่ใช่เพียงรายงานข่าวอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และสร้างแรงกดดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการที่ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จะต้องนำ เทคโนโลยีและระบบข้อมูล เช่น GPS ระบบติดตามพฤติกรรมผู้ขับขี่ และการกำหนดตัวชี้วัดความปลอดภัยในระดับพื้นที่ มาใช้อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง ต่อไป!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password