เกมการเมืองระหว่างประเทศ! ไทยกำลังเดินหมากถูกทาง?

กับการเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ หลังจาก…ไทยขยับเกมการทูต 2 แนวรบ เชื่อมตะวันออกกลาง ผ่านโอมาน และผูกสัมพันธ์กับรัสเซีย เปิด “เดิมพัน” ทั้งด้านความมั่นคงพลังงานและอาหาร ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ “โลกแตกขั้ว” คำถามตัวโต ๆ ที่มีตามมา นั่นคือ…สิ่งที่ไทยทำ เป็น…จังหวะก้าวขึ้น หรือเพียงแค่้การประคองตัวเท่านั้น???
ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่กำลัง “แตกเป็นหลายขั้ว” การเคลื่อนไหวของไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งการส่ง…ผู้แทนระดับสูงไปยังโอมาน เพื่อเปิดช่องทางการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และ การเจรจากับรัสเซีย เพื่อนำเข้าปุ๋ยยูเรียระยะยาว
2 ข่าวข้างต้นในยามนี้ อาจไม่ใช่เพียง “ข่าวเศรษฐกิจ” หรือ “ข่าวต่างประเทศทั่วไป” หากแต่สะท้อนภาพของการวางหมากทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ???
คำถามตัวโตๆ นั่นคือ…ไทยกำลังเล่นเกมอะไร? และ เดินถูกทางหรือไม่?
ในเชิงยุทธศาสตร์ ข่าวการเยือนโอมาน ที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ บอกว่า…ตัวเขา พร้อมคณะ เตรียมเดินทางไปเยือนประเทศโอมาน ตามคำเชิญของ นายซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี รมต.ต่างประเทศโอมาน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
พร้อมความหวังที่จะ เปิดอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อกับอิหร่าน และขอให้เรือบรรทุกสินค้าน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มายังประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย
ข่าวดังกล่าวมีความหมายลึกกว่า…การขอให้เรือสินค้าไทยผ่านเส้นทางได้อย่างปลอดภัย นั่นเพราะ Strait of Hormuz คือ…หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก เป็นทางผ่านของพลังงานหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจโลก
การที่ไทยเลือกใช้โอมานเป็น “ตัวกลาง” เพื่อเชื่อมโยงไปยังอิหร่าน จึงสะท้อนรูปแบบการทูตที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง แต่ยังคงเข้าถึงผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์
นี่คือการ “เดินเกมผ่านคนกลาง” ซึ่งพบได้ใน ประเทศขนาดกลาง (middle powers) ที่ต้องการรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ
การเลือกโอมาน…ประเทศที่มีบทบาทเป็นตัวกลางทางการทูตในตะวันออกกลางมาอย่างต่อเนื่อง…จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการเลือกพันธมิตรที่ “พูดได้กับทุกฝ่าย”
ในอีกด้านหนึ่ง การเจรจากับรัสเซียเพื่อนำเข้าปุ๋ยยูเรียปริมาณมหาศาล ไม่ใช่เพียงดีลการค้า หากแต่เป็นการ “ล็อกทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านอาหารและพลังงาน
รัสเซียเป็นหนึ่งใน “ผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก” การเข้าถึงทรัพยากรดังกล่าวในเงื่อนไขระยะยาว ย่อมหมายถึงการลดความเปราะบางของระบบเกษตรไทย
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า…ตัวเขาได้เข้าหารือกับ นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรี และนายแมกซิม มาโควิช รมช.เกษตรของรัสเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตร
“ฝ่ายไทยได้เสนอขอนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย ปริมาณ 1–2 ล้านตันต่อปี ในราคามิตรภาพ โดยเป็นปุ๋ยชนิดเม็ด (Granular) ขนาด 2.5–5 มิลลิเมตร เพื่อรองรับความต้องการใช้ภายในประเทศ” นายสุริยะ ย้ำชัด!
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาร่วมกัน ทั้ง 2 ข่าว มันสะท้อนได้ถึง “แนวคิดเดียวกัน” นั่นคือ…การสร้างความมั่นคงผ่านการกระจายความเสี่ยง ไม่ผูกพันกับขั้วใดขั้วหนึ่งอย่างชัดเจน แต่เปิดช่องทางกับหลายฝ่ายพร้อมกัน
นี่คือ…สิ่งที่ในทางทฤษฎีการเมืองระหว่างประเทศ เรียกว่า “ยุทธศาสตร์ถ่วงดุลแบบยืดหยุ่น” (flexible balancing) ซึ่ง ประเทศขนาดกลางจำนวนมาก เลือกใช้ในยุคที่ “ระบบโลก” ไม่ถูกกำหนดโดยมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม การเดินหมากเช่นนี้ แม้จะดู “ถูกทาง” ในเชิงหลักการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า…ไทยจะไม่มีความเสี่ยงเสียทีเดียว!!!
ในกรณีของ ตะวันออกกลาง ความตึงเครียดระหว่าง...อิหร่านกับโลกตะวันตก ยังคงเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การที่ไทยพยายามเข้าไปมีบทบาทมากยิ่งขึ้น แต่ในทางอ้อม สิ่งนี้…ก็อาจทำให้ต้องเผชิญแรงกดดันทางการทูตในอนาคต หากสถานการณ์ความขัดแย้งข้างได้ได้ยกระดับขึ้นไปแล้ว
ขณะที่ ความสัมพันธ์กับรัสเซีย ก็อยู่ภายใต้บริบทของความขัดแย้งกับชาติตะวันตก ซึ่งทำให้ทุกดีลทางเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงเรื่องตลาด แต่มีมิติของ “การเลือกข้างโดยปริยาย” แฝงอยู่ แม้ไทยจะพยายามวางตัวเป็นกลาง ก็ตาม
ดังนั้น สิ่งที่ไทยกำลังทำอยู่จึงไม่ใช่เพียง “การหาทางเลือกใหม่” แต่คือ…การ “เดินบนเส้นบาง” ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กับแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน ไทยอาจไม่ได้โดดเด่นในด้านการเป็น “ศูนย์กลางการเงิน” แบบสิงคโปร์ หรือ “ฐานการผลิตระดับโลก” แบบเวียดนาม
แต่สิ่งที่เริ่มปรากฏชัด ก็คือ “ความสามารถในการเล่นหลายเกมพร้อมกัน” โดยไม่ผูกติดกับบทบาทใดบทบาทหนึ่ง
จุดแข็ง! ของไทยในจังหวะนี้ จึงอาจไม่ใช่ “การนำ” แต่เป็น “การปรับตัว” และในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความสามารถในการปรับตัวอาจมีค่ามากกว่าการยึดตำแหน่งผู้นำเสียด้วยซ้ำ
คำถามสำคัญ จึงย้อนกลับมาที่ประเด็นตั้งต้น กล่าวคือ…ไทยกำลังเดินหมากถูกทางหรือไม่?
หากวัดจากหลักการ ไทยกำลังใช้ “เครื่องมือ” ที่สอดคล้องกับสถานะของตนเอง นั่นคือ…เลือกจะไม่เผชิญหน้า ไม่เลือกข้างชัดเจน และพยายามรักษาผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในด้านพลังงานและอาหาร
ซึ่งถือว่า “ถูกทาง” ในเชิงยุทธศาสตร์พื้นฐาน
แต่หากวัดจาก “ผลลัพธ์” คำตอบยังคงเปิดอยู่ เพราะความสำเร็จของหมากแต่ละตัว…มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของไทยเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก
ตั้งแต่…เสถียรภาพในตะวันออกกลาง ไปจนถึง “พลวัต” ของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ
ในโลกที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร! นั้น การเดินหมากที่ดี…อาจไม่ใช่หมากที่ “ชนะทันที” แต่คือ…หมากที่ “ไม่พลาด” และยังเปิดทางเลือกไว้เสมอ
บางที…สิ่งที่ไทยกำลังทำอยู่ อาจไม่ใช่การก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะในกระดานโลก แต่คือการทำให้ตนเอง “ยังอยู่ในเกม” ได้อย่างมั่นคงที่สุดในวันที่เกมยิ่งซับซ้อนขึ้น!!??.






