ซื้อเวลา!!??

(รัฐไทยสกัดปมเศรษฐกิจทรุดเร็ว สู้วิกฤตแรงกดดันด้านพลังงานและการคลัง)

“รัฐบาลอนุทิน 2” โดยกระทรวงการคลัง เดินหน้ามาตรการเติมเงินบัตรสวัสดิการ 100 บาท ถือเป็นเพียงสัญญาณแรก “พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น” พร้อมเร่งอัดกลไกกองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาท พ่วง “แพ็กเกจกระตุ้นใหญ่” พฤษภาคมนี้ ทั้ง “คนละครึ่งพลัส – ไทยช่วยไทย” สิ่งที่เป็นมากกว่าคำถามถึงสารพัดมาตรการที่จะมีออกมา “มันช่วยได้จริงไหม?” นั่นคือ…“รัฐไทยจะซื้อเวลาได้นานแค่ไหนกัน???”

ท่ามกลางแรงกดดันจาก…ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง และกำลังซื้อภายในประเทศที่เริ่มแผ่วลง! รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ “ทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็น “หัวหน้าทีม” กำลัง…เดินเกมเศรษฐกิจ ที่สะท้อนชัดว่า…

“เวลา” คือทรัพยากรสำคัญที่สุด! ในขณะนี้ มากกว่า…งบประมาณหรือเครื่องมือใด ๆ

กับ…มาตรการระยะเร่งด่วนช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง อย่าง…การเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท ที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี โดยใช้งบกลางวงเงิน 1,300 ล้านบาท

เป้าหมายก็เพื่อให้ “เศษเม็ดเงิน” ก้อนนี้ ถึงมือประชาชนกลุ่มเป้าหมายก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์

แม้ดูเป็น…ตัวเลขเล็กในเชิงเศรษฐกิจมหภาค แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่ชัดเจนว่า…รัฐบาลกำลังเร่งอัดเงินเข้าสู่ระบบในระดับฐานล่างอย่างเร่งด่วน

หากคำนวณจากวงเงินดังกล่าว สะท้อนฐานผู้มีสิทธิจะได้รับเงินดังกล่าวรวมกัน 13 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพมากที่สุดแล้ว…

มาตรการนี้…จึงไม่ใช่ “เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงปริมาณ” แต่เป็น “เครื่องมือประคองอารมณ์เศรษฐกิจ” เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มากกว่า…

อย่างไรก็ตาม ภาพใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่ 100 บาท แต่อยู่ที่โครงสร้างมาตรการที่กำลังถูกประกอบขึ้นอย่างเร่งรีบในหลายมิติ

หนึ่งในแกนหลัก คือ…การเตรียมออกพระราชกำหนดโอนงบประมาณจากปีงบประมาณก่อนหน้าที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย วงเงิน 84,000 ล้านบาท

สะท้อนว่า…รัฐบาลกำลังพยายาม “รีไซเคิลงบประมาณปีก่อน” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณใหม่ที่ใช้เวลานาน

อีกแกนสำคัญ คือ…การบริหารราคาพลังงาน ผ่านการขยายเพดานค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็น 150,000 ล้านบาท จากสถานะติดลบราว 50,000 ล้านบาทในปัจจุบัน พร้อมกับการเลือกใช้กองทุนแทนการลดภาษีสรรพสามิตในระยะยาว

ารตัดสินใจไม่ลดภาษีดีเซลเพิ่มเติม แม้จะช่วยประชาชนได้ทันที! แต่จะทำให้ รัฐ “สูญเสียรายได้” เดือนละประมาณ 2,000 ล้านบาท จึงสะท้อน ความกังวลเชิงโครงสร้างของกระทรวงการคลัง ที่ชัดเจนว่า…

หากลดภาษีต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ “วิกฤตการคลังซ้อนวิกฤตพลังงาน” ตามมาได้เช่นกัน!!!

นั่นหมายความว่า…“รัฐบาลอนุทิน 2” กำลังเลือก “กู้เพื่อพยุงราคา” แทน “ลดรายได้ถาวร” ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่แลกกับความเสี่ยงในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะถัดไป อย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เฟสใหม่ กำลังถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม และครอบคลุมประชาชนมากกว่า 20 ล้านคน

โดยมีเป้าหมายให้…เริ่มใช้จ่ายได้ในเดือนพฤษภาคมจะถึงนี้

หากมาตรการนี้เกิดขึ้นจริง? จะเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญมาก จาก “การช่วยเฉพาะกลุ่ม” ไปสู่ “การอัดกำลังซื้อในวงกว้าง” ซึ่งเคยพิสูจน์แล้วในอดีตว่า…

สามารถจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ เพียงแต่บริบทในครั้งนี้…อาจแตกต่างออกไป

ในอดีต…มาตรการลักษณะนี้ มักจะถูกนำไปใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการแรงกระตุ้นเพื่อฟื้นตัว แต่กับในปัจจุบัน มาตรการนี้…กำลังถูกใช้เพื่อ “ป้องกันการชะลอตัว” มากกว่าการ “เร่งการเติบโต”

ซึ่งอาจทำให้ “ประสิทธิผล” ของนโยบายดังกล่าว ขึ้นอยู่กับ…ปัจจัยภายนอก อย่างอยากจะหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ

โดยเฉพาะ ราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาล

เมื่อพิจารณาจากรายได้ของรัฐ แม้ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 จะยังเก็บได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ประมาณ 1.04 ล้านล้านบาท แต่สัญญาณจากหลายภาคส่วน ชี้ตรงกันว่า…ครึ่งปีหลังจะเผชิญความท้าทายมากขึ้น

โดยเฉพาะ การจัดเก็บรายได้ “ภาษีนิติบุคคล” ที่สะท้อนผลประกอบการของภาคธุรกิจ!!!

หากกำไรภาคธุรกิจชะลอลง รายได้รัฐก็จะลดลงตามไปด้วย ในขณะที่รายจ่ายเพื่อพยุงเศรษฐกิจกลับเพิ่มขึ้น!!??

นี่คือ…สมการที่ทำให้คำว่า “ซื้อเวลา” กลายเป็นหัวใจของนโยบายรัฐบาลทั้งหมดในเวลานี้

รัฐบาลไม่ได้กำลังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในทันที! แต่กำลังพยายาม “ยืดระยะเวลา” เพื่อรอให้ปัจจัยภายนอก ซึ่งก็คือ…ไฟสงครามในตะวันออกกลางได้คลี่คลายลง หรืออย่างน้อย…ก็เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวเร็วจนเกินไป

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า…มาตรการเหล่านี้จะได้ผลหรือไม่? แต่คือ “รัฐบาลไทยจะยืดเวลาได้นานสักแค่ไหน???”

หากราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปี และมาตรการกระตุ้นการบริโภคสามารถรักษาระดับการใช้จ่ายได้

เศรษฐกิจไทย…ก็อาจจะผ่านช่วงเปราะบางนี้ไปได้ โดยไม่เข้าสู่…ภาวะถดถอย!!??

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ กองทุนน้ำมันที่ต้องกู้เพิ่มจะกลายเป็นภาระในอนาคต ขณะที่พื้นที่ทางการคลังจะยิ่งแคบลง

ในสถานการณ์เช่นนี้ มาตรการ 100 บาท อาจเป็นเพียงภาพเล็ก ๆ ของเรื่องใหญ่ เพราะภาพใหญ่กว่า นั่นก็คือ…

ภาพที่ “รัฐบาลไทย” กำลังเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง…การ “พยุงเศรษฐกิจ” กับการ “รักษาเสถียรภาพการคลัง”

และ ทุกการตัดสินใจในวันนี้ กำลังแลกมาด้วยต้นทุนของวันข้างหน้า

เพราะสุดท้ายแล้ว “เวลา” ที่ซื้อมาได้ อาจเป็นทั้ง…โอกาสในการฟื้นตัว หรืออาจเป็นเพียงช่วงพักหายใจก่อนเผชิญแรงกระแทกที่หนักกว่าเดิม

ทุกอย่างย่อมเป็นไปได้เสมอ!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password