โพลสั่นศรัทธารัฐ!!??

เสียงประชาชนสะท้อนชัด! ความเชื่อมั่นต่อ “รัฐบาลอนุทิน 2” ถดถอยท่ามกลางวิกฤตพลังงาน แม้ “นายกฯหนู” จะคุมทีม ศบก. แถลง เร่งออกมาตรการสกัดกักตุนและพยุงราคา นั่นเพราะ…คำถามสำคัญจากคนไทย จะยังอยู่ที่ “ความชัดเจน” และ “ความเชื่อถือได้” ของนโยบายที่ทำตลอด 1 เดือนเศษของสงครามตะวันออกกลาง
2 ประเด็นข่าวการเมืองที่น่าสนใจ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (3 เมษายน 2569)
หนึ่ง…เป็น ผลสำรวจของ สถาบันพระปกเกล้า หรือ KPI Poll ที่ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ ออกมาเปิดเผยผลสํารวจ หัวข้อ “เสียงในหัวประชาชนต่อการรับมือวิกฤต พลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่”
และ อีกหนึ่ง คือ…การนำแถลงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะ ประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไปดูที่เรื่องแรกก่อน…จากผลสำรวจของ KPI Poll ชี้ว่า…ประชาชน 82.1% ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะรับมือเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ตัวเลขข้างต้น ไม่ใช่เพียง…ตัวเลขเชิงสถิติ แต่มันคือ “สัญญาณเตือนทางการเมือง” ที่มีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาลโดยตรง
เพราะใน บริบทของวิกฤตพลังงาน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับค่าครองชีพของประชาชน ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากคำอธิบาย แต่เกิดจาก “มาตรการที่จับต้องได้” และ “ความต่อเนื่องของนโยบาย”
ประชาชนส่วนใหญ่ยังมองว่า…รัฐบาลขาดทั้ง 2 องค์ประกอบนี้
ในอีกด้านหนึ่ง การออกมาแถลงของ นายกฯอนุทิน และคณะฯ โฟกัสไปยัง…มาตรการปราบกักตุนน้ำมัน และการยืนยันปริมาณน้ำมันสำรอง ถือเป็นความพยายาม “สร้างความมั่นใจเชิงบริหาร” แต่ลักษณะของมาตรการยังคงเป็นเชิงรับ (reactive) มากกว่าเชิงรุก (proactive)
กล่าวคือ…เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มากกว่าการวางโครงสร้างรองรับวิกฤตระยะยาว!!!
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…“รัฐบาลทำอะไรแล้ว” แต่คือ…สิ่งที่ได้ทำลงไปนั้น “รัฐบาลทำพอหรือยัง?” และ “ทำได้ทันหรือไม่?” ในสายตาของประชาชนคนไทย!!??
ที่น่าสนใจมากกว่า นั่นคือ…แม้ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นรัฐบาล แต่กลับมีสัดส่วนไม่น้อยที่ “ยอมรับได้” หากรัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงานในระยะสั้น
ตรงนี้ มันสะท้อนว่า…คนไทยบางส่วนไม่ได้ปฏิเสธบทบาทรัฐ หากแต่ต้องการเห็นการใช้ทรัพยากรอย่าง “ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ” มากกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้…
นั่นหมายความว่า…ช่องว่างที่แท้จริงไม่ใช่ “ความต้องการ” แต่คือ “ความไว้วางใจ”
ในเชิงการเมือง ตัวเลข 82.1% จึงไม่ใช่เพียงแรงกดดันเชิงนโยบาย แต่ยังเป็นแรงกดดันเชิงความชอบธรรม (legitimacy) ที่รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟู เพราะหากปล่อยให้ความไม่เชื่อมั่นสะสม อาจขยายตัวไปสู่แรงต้านทางสังคมและการเมืองในวงกว้าง
ท้ายที่สุด! วิกฤตพลังงานครั้งนี้ อาจไม่ใช่บททดสอบเรื่อง “น้ำมันจะพอหรือไม่?” แต่มันได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญ ที่ว่า…
“รัฐบาลอนุทิน 2” จะสามารถ “เติมความเชื่อมั่น” ให้กับประชาชนได้เพียงพอหรือไม่? ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติของโลกยุคใหม่!!!.






