‘ส.สื่อต้านโกง’ รุกหนัก! จี้ ‘กขค.’ ฟันแพลตฟอร์มผูกขาดขนส่ง

สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ จับมือ “ทนายอนันต์ชัย” ยื่นร้อง กขค. ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจำกัดสิทธิผู้ค้าเลือกขนส่ง ด้าน “เลขาฯ กขค.” เตือน! หากกฎหมายใหม่กำลังบังคับใช้ โทษหนักถึงคุก! พร้อมเร่งกำกับตลาดแพลตฟอร์มมูลค่าหลายแสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ, นายพลศักดิ์ สุพร เลขานุการ สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) พร้อมด้วย นายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” เข้ายื่นหนังสือถึง ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. เพื่อขอให้ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ กรณีกำหนดผู้ให้บริการขนส่งสินค้าไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจเข้าข่ายผูกขาดหรือจำกัดการแข่งขันทางการค้า

การยื่นเรื่องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก ผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ค้าออนไลน์และผู้บริโภคจำนวนมาก ว่า มีแพลตฟอร์มบางแห่งกำหนดบริษัทขนส่งเพียงบางราย ทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการที่ใกล้กว่า ราคาถูกกว่า หรือสะดวกกว่าได้เหมือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในท้ายที่สุด

นายพลศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี และกลายเป็นช่องทางสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก หากแพลตฟอร์มกำหนดเงื่อนไขที่จำกัดทางเลือกของผู้ค้า อาจส่งผลกระทบต่อระบบการแข่งขันทั้งตลาด

“ผู้ค้าออนไลน์จำนวนมาก โดยเฉพาะ SME และพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เริ่มรู้สึกว่าอำนาจต่อรองลดลง เพราะต้องยอมรับเงื่อนไขของแพลตฟอร์ม และทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีก เราจึงเห็นว่าควรให้ กขค. ตรวจสอบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายจำกัดการแข่งขันหรือไม่” เลขานุการ สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ กล่าว

ด้าน ทนายฯอนันต์ชัย กล่าวเสริมว่า การกำหนดผู้ให้บริการขนส่งเฉพาะราย อาจทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าไม่มีทางเลือกในการใช้บริการที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตน

“บางพื้นที่มีบริษัทขนส่งที่ใกล้กว่า ส่งเร็วกว่า หรือราคาถูกกว่า แต่ผู้ค้ากลับไม่สามารถเลือกใช้ได้ ต้องเดินทางไปส่งสินค้ากับศูนย์ที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ ซึ่งอยู่ไกลกว่า ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และความล่าช้าในการจัดส่ง” ทนายฯอนันต์ชัย กล่าวและย้ำว่า…

หากปล่อยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่กำหนดผู้ให้บริการเพียงไม่กี่ราย อาจทำให้โครงสร้างตลาดขนส่งบิดเบือน ผู้ให้บริการรายอื่นไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ ส่งผลให้การแข่งขันลดลง และผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายรับภาระในที่สุด เนืองจาก สุดท้ายต้นทุนเหล่านี้จะสะท้อนกลับมาที่ผู้บริโภค ทั้งค่าขนส่งที่สูงขึ้น ทางเลือกที่ลดลง และคุณภาพบริการที่อาจไม่แข่งขันกันอย่างแท้จริง

ขณะที่ ผศ.ดร.วิษณุ กล่าวว่า สำนักงาน กขค. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลายกรณี และกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากตลาดแพลตฟอร์มมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

“แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ ซึ่งมีอิทธิพลต่อหลายธุรกิจในระบบเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่โลจิสติกส์ ผู้ค้าออนไลน์ ไปจนถึงธุรกิจการเงินและประกันภัย” เลขาธิการ กขค. ระบุ ก่อนจะย้ำอีกว่า ขณะนี้สำนักงานอยู่ระหว่างผลักดัน ร่างประกาศกำกับดูแลธุรกิจ Multi-sided Platform เพื่อใช้กำกับแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์โดยตรง โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่…

1.ผู้ขายต้องมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่ง

2.ห้ามตั้งค่าเริ่มต้นบังคับเลือกบริษัทขนส่งรายใดรายหนึ่ง

3.ต้องมีความโปร่งใสในการแสดงข้อมูลสินค้าและค่าธรรมเนียม

และ 4.การปรับค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขต้องแจ้งล่วงหน้าและไม่เป็นการฮั้วกัน

“คาดว่าประกาศดังกล่าวจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาประมาณเดือนเมษายน 2569 และเมื่อมีผลบังคับใช้ หากพบพฤติกรรมผูกขาดหรือใช้อำนาจเหนือตลาด อาจถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญาตามมาตรา 50 และโทษทางปกครองตามมาตรา 57เลขาธิการ กขค. กล่าว ก่อนจะทิ้งท้ายว่า…

การกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซถือเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อรักษาสมดุลของการแข่งขันในตลาดดิจิทัล และคุ้มครองทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและผู้บริโภคในระยะยาว.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password