ปิดประตูทางผ่าน!!!

(‘กรมศุลฯ – คต.’ เร่งสกัดเลี่ยง AD – สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด เดิมพัน! ความน่าเชื่อถือส่งออกไทย)
“ศุลกากร – การค้าต่างประเทศ” ผนึกกำลัง กวาดคดีเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด–สวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิด เผย! เบื้องหลังความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท คือการยกระดับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” หวังดันไทยให้พ้นภาพประเทศ “ทางผ่าน” ในเกมสงครามการค้าโลก ชี้! โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่จับกุม? แต่ต้องทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการออก CO เข้มมากยิ่งขึ้น! จนประเทศคู่ค้าเกิดความเชื่อมั่น และผู้ประกอบการสุจริต อยู่รอดปลอดภัย
สถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรง! ทั้งต่อระบบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและการส่งออก รวมถึง ภาพลักษณ์ของสินค้าไทย จนอยากจะคาดเดาได้??? หากหน่วยงานภาครัฐ ยังปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มีการหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด

ล่าสุด เป็น 2 หน่วยงานที่มีบทความสำคัญอย่างที่สุด! นั่นคือ…กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง และ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำโดย 2 อธิบดีฯ…นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมแถลงผลงานการจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด และสินค้าสวมสิทธิ์ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 มี.ค.2569 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคาร 1 กรมศุลกากร
ปฏิเสธไม่ได้ว่า…ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ระยะที่ “การค้า” ไม่ได้แข่งกันที่ราคาอย่างเดียว แต่แข่งกันที่ “ความน่าเชื่อถือ” ของห่วงโซ่อุปทานและถิ่นกำเนิดสินค้า
ทว่า ในโลกที่เครื่องมือกีดกันทางการค้า ตั้งแต่…มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) การอุดหนุน (CVD) การหลบเลี่ยง (AC) ไปจนถึง มาตรการปกป้อง (SG) และ กฎระเบียบที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) ได้ถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้นพร้อมกันๆ
ประเทศที่ถูกจับตามอง จึงไม่ใช่แค่…ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ แต่รวมถึงประเทศที่อาจถูกใช้เป็น “ทางผ่าน” อีกด้วย
และนั่น…ทำให้การแถลงผลงานร่วมกันของกรมศุลกากรและกรมการค้าต่างประเทศ จึงไม่ใช่เพียงข่าวจับกุมของกลาง แต่เป็นสัญญาณนโยบาย ว่า…รัฐกำลังยกระดับการควบคุมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของการค้า เพื่อปกป้อง “ชื่อเสียงประเทศไทย”

ตัวเลขผลการดำเนินงานตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนทิศทางชัดเจน!
กรมศุลกากรสามารถจับกุมสินค้าหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด มูลค่า 109.92 ล้านบาท และสินค้าสวมสิทธิ/ปลอมแปลงถิ่นกำเนิดมูลค่า 393.36 ล้านบาท รวมกว่า 503 ล้านบาท
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่า นั่นคือ…“น้ำหนักของปัญหา” ที่เอนมาทางการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดอย่างชัดเจน
นั่นเพราะ…การเลี่ยง AD เป็นเรื่องรายได้ภาษีและความเป็นธรรมทางราคาในประเทศ ขณะที่ การสวมสิทธิถิ่นกำเนิด คือ…เรื่องความน่าเชื่อถือระดับรัฐต่อรัฐ ที่อาจย้อนกระแทกทั้งระบบส่งออกโดยไม่เลือกหน้า และกระทบผู้ประกอบการสุจริตไปพร้อมกับผู้กระทำผิด
นายพันธ์ทอง อธิบดีกรมศุลกากร อธิบาย “เหตุผลทางเศรษฐกิจ” ของการเข้มงวด ว่า…การนำเข้าสินค้าราคาต่ำกว่ากลไกตลาดกระทบฐานการผลิต การลงทุน และการจ้างงาน ทำให้ต้องยกระดับความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าและใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันผลกระทบในภาพรวม
แก่นสำคัญอยู่ตรงคำว่า…“เชิงรุก!” เพราะในยุคที่ผู้กระทำผิดปรับตัวเร็ว การบังคับใช้แบบรอให้เกิดเหตุแล้วค่อยตามจับ มักวิ่งไล่ไม่ทันวงจรการค้า
ดังรั้น การทำงานร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ จึงเป็นการขยับจาก “ด่านศุลกากร” ไปสู่ “ระบบตรวจสอบต้นทางถึงปลายทาง” ซึ่งเริ่มตั้งแต่…การคัดกรองความเสี่ยงขาเข้า ไปจนถึง..การชะลอ/ปฏิเสธเอกสารรับรองที่อาจถูกใช้เป็นใบผ่านทางขาออก
คดีหลีกเลี่ยงอากรตอบโต้การทุ่มตลาด เช่น อะลูมิเนียมอัดขึ้นรูป โปรไฟล์ทำด้วยอะลูมิเนียม ท่อเหล็กและเหล็กกล้าชนิดเชื่อมตะเข็บ สะท้อน “สนามจริง” ของมาตรการ AD ที่มักเกิดในสินค้าอุตสาหกรรมต้นน้ำและกึ่งสำเร็จรูป ซึ่งมีการแข่งขันสูงและถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายอุตสาหกรรมในหลายประเทศ

การจับกุม! ไม่เพียง “ตัดกำไร” จากการหลบเลี่ยง แต่ยังช่วยส่งสัญญาณไปยังคนทำผิดทั้งหลาย ว่า…รัฐกำลังปกป้องการแข่งขันที่เป็นธรรมในประเทศ!!!
อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิเคราะห์ คดี AD ต่อให้ใหญ่เพียงใด ก็ยังเป็น “คดีภายในกรอบภาษีและพิธีการ” ที่รัฐมีเครื่องมือรับมือค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะนิยามความเสียหาย คือ…เม็ดเงินอากรที่ขาดและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ
ตรงกันข้าม! คดีสวมสิทธิ์/ปลอมแปลงถิ่นกำเนิด ถือเป็น “คดีที่บิดเข็มทิศการค้าโลก” และมันไม่เพียงจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด แต่ทำให้ประเทศปลายทาง ตั้งข้อสงสัยต่อทั้งระบบกำกับดูแลของรัฐต้นทาง
ตัวอย่างของกลางที่พบ ตั้งแต่…สินค้านำเข้าจากเวียดนาม แต่ระบุ “Made in Thailand” ไปจนถึงสินค้าจีน ที่ระบุ “Made in Japan” พร้อมการละเมิดเครื่องหมายการค้า
ทั้งหมด มันชี้ว่า…ปัญหานี้ไม่ได้เป็นแค่การติดฉลากผิด แต่เป็นการออกแบบเส้นทางการค้า เพื่อหวังหลบเลี่ยงมาตรการของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะในสินค้าที่ถูกเพ่งเล็งด้าน AD/ภาษี
ความเสี่ยงที่ตามมา จึงไม่ใช่แค่…การเสียภาษี แต่กล่ายเป็น…ความเสี่ยงที่ประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ และอียู อาจยกระดับมาตรการกับสินค้าไทยอย่างเข้มข้นขึ้น! เช่น การตรวจสอบย้อนหลัง (Retroactive Check) การชะลอการนำเข้า การเรียกเอกสารประกอบเพิ่ม หรือแม้แต่การใช้มาตรการตอบโต้ที่กระทบผู้ส่งออกไทยในวงกว้าง
ความสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้ จึงอยู่ที่ “โมเดลควบคุมความเสี่ยง” มากกว่าการทำสถิติจับกุม!!!

ด้าน นางอารดา อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ชี้ภาพใหญ่ไว้ชัดว่า…ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน หลายประเทศใช้นโยบายคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศเข้มข้นขึ้น ทั้งภาษี มาตรการ AD/CVD และ NTMs อย่างสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษณ์และโอกาสส่งออกระยะยาว
และ “หัวใจสำคัญ” ของการทำงานนี้ ก็คือ “การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก” ด้วยการเฝ้าระวังผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในเขตปลอดอากรและพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านหลบเลี่ยงมาตรการของประเทศที่สาม
เมื่อมองจากโครงสร้างการทำงาน จะเห็นว่า…นี่คือการสร้าง “วงจรปิด” ที่เชื่อมขาเข้า–ขาออกเข้าด้วยกัน ได้แก่…
(1) การคัดกรองผู้ประกอบการเสี่ยงผ่านกลไกเฝ้าระวัง (watchlist) ที่มองพฤติกรรม เช่น นำเข้าสินค้าพิกัดหนึ่งแล้วส่งออกพิกัดเดิมทันทีโดยไม่ปรากฏกระบวนการผลิต หรือไม่มีใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.4) แต่กลับขอออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (CO)
(2) การเชื่อมข้อมูลเพื่อทำ traceability ตั้งแต่วัตถุดิบ/การนำเข้าไปจนถึงสินค้าขาออก
และ (3) การใช้ “ด่าน CO” เป็นตัวกรองเชิงนโยบาย เพราะ CO ไม่ใช่เอกสารธุรการธรรมดา แต่เป็น “ใบรับรองความน่าเชื่อถือ” ที่อาจถูกตรวจสอบย้อนหลังโดยศุลกากรปลายทางได้
กรณีการตรวจสอบก่อนออก Form C/O ทั่วไปผ่านระบบไร้กระดาษ ROVERs Plus ที่ กรมการค้าต่างประเทศรายงานว่า…ในปี 2568 ตรวจและอนุมัติ 725 คำขอ พบได้ถิ่นกำเนิดไทย 641 และไม่ได้ถิ่นกำเนิดไทย 84 แปลความได้ 2 ชั้น?
ชั้นแรก คือ…รัฐเริ่มทำงานแบบ “คัดกรองก่อนปล่อย” มากขึ้น
ส่วนชั้นที่สอง คือ…ระบบตรวจเข้มยิ่งขึ้นย่อมทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระเอกสารและหลักฐานมากขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งเป็น “จุด” ที่นโยบายต้อง “บาลานซ์” กันให้ดี เพราะหากเข้มจนต้นทุนผู้ประกอบการสุจริตสูงเกินไป จะกระทบความสามารถแข่งขันในอีกทางหนึ่ง

ดังนั้น ความสำเร็จของนโยบายนี้ ไม่ได้วัดแค่จำนวนคดี แต่ต้องวัดว่า…“เข้มแบบแม่น” แยกผู้สุจริต ออกจากผู้ฉวยโอกาสได้จริงหรือไม่? แค่ไหน?
อีกประเด็นที่ต้องจับตา ก็คือ…แนวคิด “เพิ่มโทษจากปรับเป็นยึดสินค้า” ซึ่ง นายพันธ์ทอง อธิบดีกรมศุลกากร ย้ำว่า…จำเป็นจะต้องเร่งปิดช่องโหว่เดิม โดยเฉพาะ ความผิดสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จในขาออก ที่มักถูกลงโทษสถานเบา นั่นเพราะสินค้าออกไม่มีภาระอากร ทำให้ลงเอยด้วยการปรับเป็นหลัก
ทั้งนี้ กรมศุลกากรจะต้องปรับเปลี่ยนเกม โดยสามารถ “ยึดสินค้า” ได้ ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงของผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้นทันที และสร้างผลเชิงป้องปรามมากกว่าเดิม
ที่สำคัญ ยังเป็น “ภาษาทางการทูตการค้า” ให้คู่ค้ามองเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ปล่อยปละละเลยต่อการแอบอ้างถิ่นกำเนิด ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยในเวทีโลกตามที่ทั้ง 2 หน่วยงานได้เน้นย้ำมาตลอด
คาดว่า…ภายในปีงบประมาณ 2569 นี้ กติกาใหม่ที่เป็นอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากร คงจะประกาศใช้ได้อย่างแน่นอน
สำหรับการป้องกันและปราบปราม รวมถึงขยายผลไปยังตัวการใหญ่สำคัญ อาจต้องใช้เวทีที่ใหญ่กว่าความร่วมมือของ 2 หน่วยงานนี้ ซึ่ง นางอารดา ชี้ว่า…การขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่น เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม BOI รวมถึงการพูดถึงการทำงานกับ DSI และตำรวจ ปกติ จะมีในมิติ “นอมินี”

นี่สะท้อนว่า…รัฐมองปัญหานี้ ไม่ใช่ “คนทำผิดรายคดี” แต่เป็น “โครงข่ายธุรกิจ” ที่อาจมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และอาจใช้โครงสร้างนิติบุคคล หรือการถือหุ้นอำพรางให้กลายเป็นธุรกิจที่ดูเป็นไทย
ทั้งนี้ เมื่อรัฐขยับจากการจับสินค้า มาสู่การตรวจโครงสร้างธุรกิจ จะถือเป็นการย้ายจากการ “ตัดปลาย” ไปสู่การ “ถอนราก”
เพียงแต่มันก็จะยากขึ้น ใช้ทรัพยากรมากขึ้น และต้องมีหลักฐานเชิงการเงิน/นิติกรรมที่แน่นหนา มากกว่าปกติหลายเท่าตัว!!!
อย่างไรก็ดี จุดที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา ก็คือ “ความเข้มงวด” ที่ว่านี้…จะยืนระยะได้นานสักเพียงใด?
เพราะในโลกที่ผู้กระทำผิดเปลี่ยนวิธีได้เร็ว เช่น จาก Free Zone ไปสู่การนำเข้าปกติ และเปลี่ยนมือสินค้า หรือการใช้เครือข่ายหลายชั้น เพื่อให้เส้นทางดูซับซ้อนมากยิ่งขึ้นนั้น
การยกระดับระบบข้อมูลร่วมกันของ 2 หน่วยงาน จึงต้องไม่หยุดที่การแชร์รายชื่อ แต่ต้องพัฒนาสู่การวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงรูปแบบ (pattern) ให้ทันเกม
และ ต้องทำให้การพิสูจน์ “การผลิตจริง” ไม่ยึดติดเอกสารอย่างเดียว แต่ยังสามารถจะตรวจสอบความสอดคล้องของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และกำลังการผลิตจริงได้เช่นกัน…
สำหรับมุมของผู้ประกอบการแล้ว บทเรียนจากสถานการณ์นี้ ถือได้ว่า…ยุคต่อจากนี้ไปจะเป็นยุคที่ “หลักฐาน” มีความสำคัญไม่แพ้ “สินค้า”
และ “ผู้ส่งออก” เอง ก็จะต้องจัดเตรียมระบบจัดเก็บเอกสารวัตถุดิบ กระบวนการผลิต บิลการซื้อขาย สัดส่วนวัตถุดิบ และข้อมูลโรงงาน ที่พร้อมจะให้หน่วยงานรัฐตรวจย้อนหลังได้
เพราะแม้จะได้ CO แล้ว แต่ปลายทางยังมีสิทธิตรวจซ้ำอีกได้ และความเสียหายจากการถูกตั้งข้อสงสัย? อาจไม่ใช่แค่ล็อตเดียว เพราะมันอาจจะลามไปถึงความเชื่อมั่นของลูกค้า เงื่อนไขการส่งมอบ และต้นทุนทางการเงินทั้งระบบ

ท้ายที่สุด! ข่าวกวาดล้างมูลค่า 503 ล้านบาทในช่วงเวลาแค่ 4 เดือน ตามอายุงานของ อธิบดีกรมศุลกากร จึงอาจต้องแปลความว่าเป็น “การประกาศทิศทาง” มากกว่า…การโชว์ของกลาง!!??
สะท้อนภาพที่ ประเทศไทยกำลังพยายามยืนยันกับโลก ว่า…เราจะไม่ยอมเป็น “จุดอ่อน” ของห่วงโซ่การค้า และจะไม่ยอมให้ “ผู้ฉวยโอกาส” ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ มาทำลายชื่อเสียงของผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ อีกต่อไป…
ตามคำย้ำของ อธิบดีกรมศุลกากร ที่ว่า…ทั้ง 2 หน่วยงานจะดำเนินมาตรการเข้มงวดต่อเนื่อง “เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”
และตามคำอธิบายของ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ที่ชี้ว่า…เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ นั่นคือ “รักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน” และ “สร้างความเชื่อมั่นสินค้าไทยในเวทีโลก”
หากให้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” สรุปสาระสำคัญของเรื่องนี้ เราก็ขอชี้ว่า…การปราบเลี่ยง AD และสวมสิทธิถิ่นกำเนิดครั้งนี้ ก็คือการปิดประตู “ทางผ่าน” เพื่อค้ำประกัน ว่า…
สินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ “Made in Thailand” จะยังเป็นตราที่โลกเชื่อได้!!! และไม่ใช่แค่ป้ายที่ใครหน้าไหน? จะสามารถหยิบไปใช้ได้ตามอำเภอใจ อีกต่อไปแล้ว!!!.






