คุมโทน ‘ชอบธรรม!!!’

(เขมรชง ‘ข้อพิพาทชายแดน’ สู่เวทีโลก! หวังดึง ‘มหาอำนาจ’ ร่วมเกมศึก – แนะกลยุทธ์ไทยในสนามข้อมูลวิวาทะ)

 เมื่อ “ผู้นำละแวก” เลือกใช้เวทีสื่อโลก กล่าวหาไทยรุกล้ำอธิปไตย ชู! ตัวเลขชาวกัมพูชากว่า 80,000 คน ที่ได้รับผลกระทบจากท่าทีของทหารไทย หวังสร้างเงื่อนไขใหม่ ยกระดับข้อพิพาทชายแดน สู่สนามของ “มหาอำนาจ” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครยิงก่อน แต่คือ…ไทยจะรักษาความได้เปรียบด้านความชอบธรรม โดยไม่ถูกลากเข้าสู่เกมที่ผู้อื่นกำหนดได้อย่างไร???

“ตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ!” น่าจะเป็น DNA ของชาติพันธุ์นี้จริงๆ ผ่านมาหลายร้อยปี ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดพฤติกรรมนี้ได้…

จากเป็น ฝ่ายที่เปิด “ศึกปะทะเดือด!” ใส่ฝั่งไทยถึง 2 ครั้ง 2 ครา เมื่อช่วงกลางและปลายปีก่อน ต่อด้วยพฤติกรรม ล่าสุด เหตุการณ์ “เผาป่า” บริเวณชายแดน แต่ก็ยังกล่าวหาและป้ายสีไทย ว่า…เป็นฝ่ายลงมือก่อนทุกครั้ง!!??

โชคดีที่ธรรมชาติไม่เป็นใจ แทนที่กองไฟและกลิ่นควันจะไหลเข้าฝั่งไทย กลับย้อนไปทำลายฝ่ายตัวเองเสียฉิบ!

เวรกรรมไม่ต้องรอถึงชาติหน้า!!!

ใครที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา คงรู้ดี! การเดินสาย “ฟ้องโลก” ของ นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผ่าน สื่อชั้นนำระดับโลก อย่าง… Reuters และ Fox News เมื่อไม่กี่วันก่อน…

ไม่ต่างอะไรกับ…วลีต้นเรื่อง ที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้เกริ่นในตอนต้น???

สิ่งที่ “ผู้นำกัมพูชา”  ทำ! เสมือนเป็นการ “ย้ายสถานะ” จาก “ความตึงเครียดชายแดน” ไปสู่ “ความขัดแย้งเชิงภาพจำ” ผ่านข้อกล่าวหาที่ว่า…

ไทยรุกล้ำอธิปไตย วางสิ่งกีดขวางในพื้นที่อ้างสิทธิ และทำให้ชาวกัมพูชากว่า 80,000 คนไม่สามารถกลับบ้านได้ตามปกติ

พร้อม เชื่อมโยงบทบาทของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประโยคที่พาดพิงถึง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในฐานะ…ผู้มีส่วนผลักดันกระบวนการไกล่เกลี่ยหลังข้อตกลงหยุดยิง เมื่อปลายปี 2568

การสื่อสารเช่นนี้ มันเป็นมากกว่า…การกล่าวหา เพราะมันคือ…การ “จัดวางเวที” ให้ข้อพิพาททวิภาคี ถูกมองผ่านเลนส์มหาอำนาจ

ทันทีที่ “ผู้นำกัมพูชา” อ้างถึง “ผู้นำสหรัฐฯ” ในฐานะ…ผู้ไกล่เกลี่ย นี่จึงเป็น…ยุทธศาสตร์สร้างความเป็นสากล (Internationalization) โดย “ยกระดับปัญหา” ของ 2 ประเทศ ให้กลายเป็นเรื่องของ…ปัญหาระหว่างประเทศ

หวังสร้าง “ภาพใหม่” ในสายตาของ “ผู้ชมทั่วโลก” นั่นคือ…ความขัดแย้งของไทยและกัมพูชา จำเป็นจะต้องได้ “ผู้กำกับดูแลระดับโลก” มาคอยดูแล

การดึงสหรัฐฯ เข้ามาในเรื่องเล่านี้ มีนัยสำคัญอย่างน้อย 3 ประการ???

หนึ่ง…เพิ่ม “แรงกดดันเชิงศีลธรรม” ให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา (ฝ่ายไทย) ต้องชี้แจงต่อสาธารณะโลก

สอง…สร้างภาพว่า กัมพูชายึดมั่นในกระบวนการไกล่เกลี่ยสากล ไม่ใช่การเผชิญหน้าทางทหาร

และ สามวางเดิมพันให้ข้อพิพาทนี้ กลายเป็น “ตัวแปร” ในภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาค ซึ่ง “มหาอำนาจ” มีผลประโยชน์ซ้อนอยู่

การที่ข้อพิพาททวิภาคี ซึ่งอยู่ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่กลับถูกนำไปเชื่อมโยงกับสหรัฐฯนั้น ย่อมเป็นการส่งสัญญาณไปยังจีนโดยอัตโนมัติ แม้จะไม่มีการกล่าวถึงโดยตรง

นั่นเพราะ…ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทำให้ประเด็นชายแดนของ 2 ชาติ ตกอยู่ในมิติภูมิรัฐศาสตร์แฝงในทันที!

และนี่คือ…จุดที่ไทยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ!!!

เพราะหากข้อพิพาทถูกดึงเข้าสู่การแข่งขันเชิงอิทธิพล ไทยอาจสูญเสียความเป็นเจ้าของปัญหา และต้องเล่นเกมในสนามที่เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดกติกา

เข้าทางฝ่ายกัมพูชาทันที!!??

ท่าทีของไทยในช่วงเดียวกัน จึงสะท้อนการเลือก “ไม่ขึ้นเวทีเดียวกัน” โดยไทยไม่ได้ตอบโต้ผ่านสื่อโลกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว หากแต่ใช้ “กลไกทวิภาคี” และ “การทูต” เป็นหลัก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่า…ไทยพร้อมเจรจา หากอีกฝ่ายดำเนินการด้วยเหตุผล พร้อมย้ำว่า…การคลี่คลายต้องผ่านช่องทางที่มีอยู่ ไม่ใช่การยกระดับสู่ความเผชิญหน้าทางทหาร

ขณะที่ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เคยย้ำว่า…การจัดกำลังของไทยเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล มิใช่เพื่อยั่วยุ

สอดรับกับ ท่าทีของ “ผู้นำเหล่าทัพ” ที่ส่งสารก่อนหน้านี้ว่า…กองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย แต่จะปฏิบัติภายใต้กรอบควบคุมการยกระดับสถานการณ์อย่างรอบคอบ

ไม่ต่างจาก ปมที่ นายสีหศักด์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ที่ได้เดินหน้าชี้แจงต่อประเทศคู่เจรจาและมหาอำนาจ เพื่อให้เห็นข้อเท็จจริง พร้อมกับยืนยันว่า…

การดำเนินการของไทยสอดคล้องกับข้อตกลงหยุดยิงและกฎหมายระหว่างประเทศ

สิ่งที่ฝ่ายไทยกำลังทำอยู่…จึงไม่ใช่การโต้เถียงทางวาทกรรม หากคือการสะสม “ทุนความชอบธรรม” ในระยะยาว ผ่านเอกสารข้อมูลหลายภาษา

การรายงานเหตุการณ์เป็นรอบเวลา และการเปิดพื้นที่ให้ผู้สังเกตการณ์รับรู้ข้อเท็จจริงในระดับที่ตรวจสอบได้นั้น มันคือ…การเล่นเกม “คุมข้อมูลและข่าวสาร (Information Dominance)” มุ่งเน้นไปที่หลักฐาน…มากกว่าคำกล่าวหา

เหมือนที่เช่น “ผู้นำละแวก – กัมพูชา” กำลังดำเนินการอยู่!!!

ในสนามข้อมูลนั้น เหตุการณ์อย่างไฟป่าชายแดน หรือการเคลื่อนกำลังในพื้นที่พิพาท สามารถถูกตีความต่างกันได้ทันที หากไม่มีข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบร่วม ดังนั้น ฝ่ายไทยจึงเลือกไม่กล่าวหา โดยปราศจากหลักฐานยืนยันระดับนานาชาติ และหลีกเลี่ยงการตอบโต้เชิงอารมณ์

ซึ่งนั่น…อาจเข้าทางการยกระดับการเล่าเรื่องเท็จ! ของฝ่ายกัมพูชาได้

ภายใต้ “รัฐบาลรักษาการ” ก่อเป็นความท้าทายยิ่งซับซ้อนมากขึ้น! นั่นเพราะ…ทุกการตัดสินใจ จะต้องรักษาความต่อเนื่องของรัฐ โดยไม่สร้างภาระผูกพันระยะยาว เกินขอบเขตอำนาจทางการเมือง

การตอบโต้ที่แข็งกร้าวเกินไป! อาจสร้างความพึงพอใจในระยะสั้น แต่เสี่ยงต่อการ “เปิดช่อง” ให้ชาติมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

และอาจทำให้ ข้อพิพาทถูกขยายเกินกรอบที่ไทยควบคุมได้!!??

การควบคุมการยกระดับ (Escalation Control) จึงเป็น…แกนกลางของยุทธศาสตร์ไทย โดยไม่ปล่อยให้เหตุเฉพาะหน้ากลาย เป็นเหตุการณ์ “เชิงสัญลักษณ์” ที่ถูกใช้ขยายในเวทีโลก

ขณะเดียวกัน ก็จะต้องไม่ปล่อยให้ ภาวะ “สุญญากาศ” ของข้อมูลข้อเท็จจริง ทำให้ “ภาพจำ” เอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง อย่างเด็ดขาด!

หากมองไปข้างหน้า “ฉากทัศน์” ที่มีแนวโน้มสูง! คือ…ความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับควบคุมได้ แต่ก็ยังมีแรงกดดันทางวาทกรรมที่เพิ่มขึ้นและคอยเติมเชื้อไฟให้ลุกลาม โดยเฉพาะหาก…มหาอำนาจถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ผ่านข้อความหรือการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องรักษาไว้ ก็คือ…ความสามารถในการกำหนดจังหวะของตนเอง และไม่ปล่อยให้เวทีถูกกำหนดจากภายนอก

ท้ายที่สุด! สนามที่ชี้ขาด…อาจไม่ใช่พื้นที่ชายแดน หากคือ…เวทีการรับรู้ของประชาคมโลก ในยุคที่ทุกคำพูดถูกถ่ายทอดสด ดังนั้น การยับยั้งที่สุขุมและโชว์หลักฐานที่ตรวจสอบได้

อาจทรงพลังกว่า…การตอบโต้ที่รวดเร็ว!!!

หากไทยยังจะรักษาความได้เปรียบด้านความชอบธรรมไว้ได้ เกมที่ถูกทำให้เป็นสากล…ก็อาจกลับมาอยู่ในกรอบที่ไทยควบคุมได้อีกครั้ง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password