‘อนุทิน’ เหนื่อย!! ดัชนีทุจริต ปี 68 แย่ลง.. สั่งยกเครื่องความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

นายกฯ ร่วมแถลงผลคะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2025 ลดลงกว่าปีก่อน ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก สั่งยกระดับความโปร่งใส สร้างความมั่นใจนักลงทุน เร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 10.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมแถลงข่าวในประเด็นผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี 2568 (Corruption Perceptions Index : CPI 2025 ) ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพฯ
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) ได้ประกาศผลคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ. 2568 (CPI ปี 2025) โดยประเทศไทย ได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมการประเมินฯ

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผลคะแนน CPI ของประเทศไทย ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1 คะแนน ถือว่าอยู่ในคะแนนที่ค่อนข้างต่ำ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากได้รับรายงานได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. มาสอบถามว่ามีเหตุผลหรือมีข้อยืนยันใดที่ทำให้ไทยได้รับการประเมินจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในระดับคะแนนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่ายังมีวิธีการในการที่จะปรับปรุงแก้ไข ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรคทำให้มองประเทศไทยไม่ดี และได้สั่งการในฐานะรัฐบาลเดิมกับเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. รวมทั้งให้รองนายกรัฐมนตรี (นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เร่งปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ รวมทั้งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในวันนี้ รัฐบาลได้เร่งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD: Organization for Economic Co-operation and Development) ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสในการดำเนินธุรกรรมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเสริมสร้างหลักธรรมาภิบาลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการทำงานต่างๆ รวมถึงการยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่านแนวคิด One Stop Service ซึ่งได้กล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และครั้งนี้จะต้องผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยบูรณาการความร่วมมือและมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามและขับเคลื่อนให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญและมุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยกำชับให้การปฏิบัติหน้าที่ของทุกส่วนราชการต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อให้การบริการแก่ผู้ประกอบการและประชาชนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ หากพบการฝ่าฝืนหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ จะมีการดำเนินการลงโทษทางปกครองหรือทางวินัยอย่างเด็ดขาด ซึ่งเกี่ยวข้องไปถึงการใช้ดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานราชการต่างๆ ด้วย
”รัฐบาลจะดำเนินการภายใต้รูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่ บนพื้นฐานของระบอบรัฐสภาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล และร่วมกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ไม่ให้เกิดความเสียหายหรือความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะยกระดับการปราบปรามปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ ให้เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับการติดตามผลคะแนนดัชนี CPI 2025 อย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งปรับปรุงแก้ไขในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลได้รับทราบปัญหาแล้ว และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่ เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด“ นายกรัฐมนตรีกล่าว
โอกาสนี้ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้กล่าวถึงปัญหาที่พบได้บ่อย คือ การขออนุมัติและอนุญาตต่างๆ ทั้งจากนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ท ได้ขับเคลื่อนให้ผู้ที่มีอำนาจในการอนุมัติอนุญาตต่างๆ ต้องปฏิบัติให้อยู่ในกรอบตามระเบียบตามวินัยที่ควรจะต้องดำเนินการ
“แม้คะแนน CPI ที่ดูเหมือนจะลดลง แต่ก็มีคะแนนบางตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดบการประเมินประเทศไทย ใช้แหล่งการประเมินอ 9 แหล่ง มีอยู่ 1 แหล่งที่คะแนนเพิ่มขึ้น คือ PERC Asia Risk Guide คือ การให้คะแนนการคอร์รัปชันในประเทศที่อาศัย/ทำงานอยู่เป็นอย่างไร ย้อนหลังพบว่ามีคะแนนสูงขึ้นทุกปี” เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. กล่าว.






