จุดเปลี่ยน!!??

(กลิ่นเลือดที่ชายแดน…คำประกาศแข็งกร้าว! – ‘นายกฯอนุทิน’ มุ่งเดินหมากเสี่ยง? ในเกมกัมพูชา!!!)
ขาข้างที่ 12 ที่ขาดไป! ของทหารกองทัพภาคที่ 2 อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน!” สำคัญ จาก…สงครามไซเบอร์ สู่ความตึงเครียดภาคพื้นดิน และเป็น “นายกฯอนุทิน” ที่ส่งสัญญาณชัด! จะไม่เปิดด่าน และทบทวน MOU 44 ส่งให้ “เกมความมั่นคง” ขยายจากชายแดนบก มุ้งสู่ “เดิมพัน” ทั้งการทูตและพลังงานในอ่าวไทย
ช็อคทั้งกัมพูชา! ทันทีที่…มติมหาชนชาวไทย เทคะแนนเสียงในการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทัพกลับมาทำหน้าที่ “รัฐบาลชุดใหม่” อีกคำรบ!
ทำเอา…พ่อลูก “ตระกูลฮุน” บรรดาผู้นำเหล่าทัพ นักธุรกิจน้อยใหญ่ รวมถึง ประชาชนกัมพูชา แน่นอนว่า…รวมถึง บรรดากลุ่มทุน…แก๊งธุรกิจสีเทาทั้งหลาย
ต่างเกิดอาการหัวใจสลาย ไม่ต่างกันสักเท่าใด?
ดูเหมือนรอบนี้ นายกฯอนุทิน จะแสดงท่าทีที่เข้มข้นและจริงจังมากกว่าเดิม ด้วยเหตุผลและข้ออ้างที่ว่า…เป็นคำสั่งของพี่น้องคนไทยที่มอบให้ตนได้มาทำหน้าที่ตรงจุดนี้
สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ “ผู้นำกัมพูชา” คาดหวังจะเปิดการเจรจาระดับแกนนำรัฐบาล นำไปสู่การเปิดด่านชายแดน ทำการค้าขายระหว่างกัน
พร้อม เปิดทางให้แรงงานชาวกัมพูชา ได้เข้ามาขายแรงงานในไทย กลับมาเหมือนเดิม
โดยเฉพาะ การได้คืนพื้นที่ที่กองทัพไทย…ทำการยึดคืนไปจากกัมพูชา และสถาปนาเป็นดินแดนไทย ระหว่างเหตุปะทะของทหาร 2 ชาติครั้งล่าสุด…
แต่ถึงนาทีนี้…ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผนการที่ฝ่ายกัมพูชาคาดหวังเอาไว้
ยิ่งมีเหตุ…ทหารไทย สังกัดกองทัพภาคที่ 2 ประสบเหตุเหยียบวัตถุระเบิดในพื้นที่แนวชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส จนเสียขาเป็นรายที่ 12 ด้วยแล้ว
งานนี้ บอกไว้เลย…ไม่ง่าย ถึงขั้นยากมากๆ ที่ไทยและกัมพูชา จะกลับมาเหมือนเดิม เหมือนที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้
ฝ่ายความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ คงประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชายามนี้ ไม่ต่างกันนัก
ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว!!!
เปลี่ยนจังหวะจาก “การแข่งอิทธิพลหลายมิติ” ไปสู่ “ข้อเท็จจริงภาคพื้นดิน” อย่างฉับพลัน!
ในภาพรวมของเหตุลักษณะเดียวกัน สะท้อนว่า…ปัญหากับระเบิดและความเปราะบางตามแนวเขตแดนยังไม่ถูกคลี่คลายอย่างเป็นระบบ
จุดเปลี่ยนนี้…ทำให้กรอบการวิเคราะห์ความมั่นคง ที่เคยเน้น “ไซเบอร์ – IO – อาชญากรรมเทคโนโลยี” กลับมาสู่แกน “Land Domain” อย่างชัดเจน กล่าวคือ…
เมื่อมีเหตุที่ทำให้เกิดการหลั่งเลือดจริงๆ แล้ว ปัญหาด้านความมั่นคง จะไม่ใช่แค่…การควบคุมข้อมูลข่าวสาร อีกต่อไป
แต่จะพัฒนาจนกลายเป็นการปกป้องชีวิตกำลังพลและอธิปไตยของรัฐโดยตรง!!!
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว นายอนุทิน ในฐานะ “ผู้นำ” รัฐบาลชุดใหม่ แถลงท่าทีชัดเจนต่อสถานการณ์ชายแดน ว่า…
“ความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่คือสิ่งสำคัญที่สุด รัฐบาลจะไม่เพิกเฉยต่อเหตุที่เกิดขึ้น”
พร้อมกับ…ส่งสัญญาณมาตรการเข้มงวดการผ่านแดน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาแนวทางทบทวนหรือยกเลิก MOU 44 ให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายและผลประโยชน์แห่งชาติ
ถ้อยแถลงดังกล่าว…สะท้อนการ “ยืนหมากแข็ง” ทางการเมืองในช่วงต้นรัฐบาล ซึ่งสอดรับกับกระแสสังคมไทยที่เรียกร้องความเด็ดขาด!
ทว่าใน มิติการเมืองระหว่างประเทศ การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ MOU 44 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนในทะเลและกลไกเจรจาร่วม อาจขยายผลกระทบไปได้ไกลกว่าปัญหาชายแดนด้านบนบก???
เพราะมันอาจโยงไปถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนด้านพลังงาน และเสถียรภาพความสัมพันธ์กับกัมพูชาโดยตรง
ฝ่ายความมั่นคงไทย ยืนยันว่า…การปฏิบัติการตามแนวชายแดน จะดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission : JBC) และ กลไกทวิภาคี เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่บานปลาย
ขณะที่ นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บางส่วนมองว่า…การยกระดับมาตรการฝ่ายเดียวอาจสร้างแรงกดดันทางการทูต หากไม่มีการสื่อสารเชิงรุกควบคู่กัน
ด้าน นักวิชาการด้านความมั่นคง ให้ความเห็นว่า…เหตุการณ์กับระเบิดไม่ใช่เพียงประเด็นยุทธวิธี แต่คือ “ตัวเร่ง” ทางการเมือง เพราะเมื่อเกิดความสูญเสีย รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงท่าทีที่ประชาชนรับรู้ได้ ว่า…
พวกเขาเด็ดขาดและปกป้องอธิปไตยได้จริงแค่ไหน?
อย่างไรก็ตาม การปิดด่านหรือจำกัดการผ่านแดน…ย่อมกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่น การค้าชายแดน และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน
ในอีกมุมหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ เตือนว่า…หากประเด็น MOU ถูกนำมาเป็นเครื่องมือการเมืองภายในมากเกินไป อาจส่งผลให้กระบวนการเจรจาระยะยาวหยุดชะงัก และทำให้พื้นที่ทับซ้อนด้านทรัพยากรในอ่าวไทยเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย
ไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย!!!
สำหรับ…รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของ นายอนุทิน นั้น การบริหารสถานการณ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการตอบโต้เหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นบททดสอบสมดุล ระหว่าง…
“ความเด็ดขาดด้านอธิปไตย” กับ “การรักษาเสถียรภาพทางการทูตและเศรษฐกิจ”
หากแข็งเกินไปอาจเสี่ยงบานปลาย หากอ่อนเกินไปอาจเสียความเชื่อมั่นในประเทศ!!!
เมื่อพิจารณาภาพรวมจาก กรอบความมั่นคงหลายมิติ ที่เคยถูกพูดถึงก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ล่าสุด! ยืนยันว่า… แม้โลกยุคใหม่จะให้ความสำคัญกับไซเบอร์และข้อมูลข่าวสารเพียงใด แต่สุดท้าย “พื้นที่จริง” ยังเป็นหัวใจของรัฐชาติ
และ ทุกการตัดสินใจทางการเมืองบนโต๊ะทำงาน ย่อมสะเทือนถึงแนวชายแดนที่มีชีวิตคนเป็นเดิมพัน
เกมกัมพูชาของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่”…เฟสที่ทุกคำประกาศไม่ใช่แค่…สัญลักษณ์ แต่มันคือ…การวางหมากในกระดานภูมิรัฐศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน
และ “ผลลัพธ์” ที่มีตามมา…จะเป็น “ตัวกำหนด” ทิศทางความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในระยะถัดไปอย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว!!!.






