ยุคใหม่! ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ!’

(เอกนิติ…ปักธง ‘ตลาดทุนสีเขียว’ ดันคาร์บอนเข้า TFEX ปรับเกมทุนไทยสู่ยุค…กรีน!!!)

ครม.ไฟเขียว! เพิ่ม “คาร์บอนเครดิต – Allowance – REC” เป็นสินค้าอ้างอิงใน “ตลาดอนุพันธ์” หวังยกระดับเครื่องมือบริหารความเสี่ยง! รับ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” รัฐ! ย้ำสมดุล “นวัตกรรม–กำกับดูแล” หวังดึงทุน ESG และเพิ่มขีดแข่งขันผู้ส่งออกไทย ดันไทยสู่สนามทุนโลก ด้าน ก.คลัง ชูเป็น “โครงสร้างพื้นฐานการเงินใหม่” ขณะที่ ก.ล.ต.เตือน! ต้องเร่งตีกรอบ “คุมเก็งกำไร – กันปั่นราคา” ด้านนักลงทุนนัดจับตาสภาพคล่องจริง

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งล่าสุด! (10 ก.พ.2569) ที่ได้มี มติเห็นชอบ…ปรับปรุงรายชื่อสินค้าและตัวแปรอ้างอิงในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546

เปิดทางให้ “คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)” สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เป็น…สินค้าอ้างอิงที่สามารถพัฒนาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้

ทั้งแบบส่งมอบจริงและชำระราคาเป็นส่วนต่าง!!!

สิ่งนี้…นับเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับตลาดทุนไทยสู่ “ตลาดทุนสีเขียว” อย่างเป็นทางการ

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุว่า…ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกได้ขยายจากสินค้าแบบดั้งเดิมไปสู่สินทรัพย์ที่สะท้อนความเสี่ยงยุคใหม่ ตั้งแต่คาร์บอนไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล

“ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จำเป็น” ดร.เอกนิติ ย้ำ พร้อมกับระบุว่า…

การขยายสินค้าอ้างอิงครั้งนี้ดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลที่รัดกุม เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพตลาดโดยรวม

นอกจาก กลุ่มสีเขียว แล้ว ครม.ยังเห็นชอบให้เพิ่มสินทรัพย์ดิจิทัล…เป็นสินค้าอ้างอิง รวมถึง ปรับปรุงดัชนีที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และค่าระวางเรือ เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการบริหารความเสี่ยงของภาคธุรกิจยุคใหม่

สะท้อนทิศทางที่ภาครัฐต้องการให้ TFEX เป็นกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจในหลายมิติอย่างรอบด้าน!!??

ด้าน “ผู้กำกับดูแลตลาดทุน” อย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า… หลังจากนี้ คณะกรรมการจะเร่งจัดทำหลักเกณฑ์ รายละเอียดสัญญา (contract specification) และกรอบการติดตามตรวจสอบ เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างโปร่งใส ลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรเกินพื้นฐาน และป้องกันผลกระทบต่อผู้ลงทุน

“การเปิดทางผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องเดินคู่กับการกำกับดูแลที่เหมาะสม” นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว พร้อมชี้ว่า…การกำหนดมาตรฐานอ้างอิงราคาและกลไกส่งมอบจะเป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือในระยะยาว

ในมุมภาคตลาดทุน แกนนำนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ ให้ความเห็นว่า…การยกระดับคาร์บอนเครดิตเป็นสินค้าอ้างอิงที่ส่งมอบได้ ถือเป็น “การทำให้คาร์บอนมีราคา” และช่วยให้บริษัทจดทะเบียนสามารถวางแผนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้ล่วงหน้า

โดยเฉพาะ ธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรมหนัก และ ผู้ส่งออกที่ต้องเผชิญมาตรการด้านคาร์บอนจากคู่ค้าในต่างประเทศ

“ถ้าสภาพคล่องเพียงพอและราคาสะท้อนกลไกตลาดจริง จะเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญมาก” นักลงทุนรายดังกล่าว ระบุ

ขณะที่ ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำรายหนึ่ง มองว่า…ตลาดคาร์บอนในไทยจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีผู้เล่นฝั่ง “ใช้งานจริง” เข้ามา ไม่ใช่มีแต่นักเก็งกำไร

“ความท้าทายคือการสร้างสภาพคล่องช่วงเริ่มต้น และการทำให้ราคาเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้พอสมควร หากทำได้ ตลาดจะเติบโตอย่างยั่งยืน” เขาย้ำ พร้อมกับเสริมว่า…ผู้ส่งออกจะได้ประโยชน์จากการล็อกต้นทุนคาร์บอนล่วงหน้า ลดความผันผวน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ในเชิงยุทธศาสตร์ นโยบายดังกล่าว สอดรับเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 และ การเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะยกระดับตลาดคาร์บอนจากภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับ

ดังนั้น การมีตลาดอนุพันธ์รองรับ…จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีระบบ ลดแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจจริง และสร้างสัญญาณเชิงบวกต่อผู้ลงทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ ESG

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมหาภาค เตือนว่า…ความสำเร็จไม่ได้วัดจากจำนวนสินค้าใหม่บนกระดาน แต่ต้องวัดจากระดับการใช้งานจริงของภาคธุรกิจ

หากสามารถทำให้ผู้ส่งออกและอุตสาหกรรมพลังงานใช้เครื่องมือดังกล่าวบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพราว 60–70% ของศักยภาพตลาด ก็จะถือเป็นความสำเร็จเชิงระบบที่เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ท้ายที่สุด! การเปิดทางคาร์บอนเครดิตและผลิตภัณฑ์สีเขียวใน TFEX จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสินค้าทางการเงิน แต่มันคือ…

การวางรากฐาน “ตลาดทุนสีเขียว” ให้เป็นกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย

หากการกำกับดูแลรัดกุม สภาพคล่องเพียงพอ และภาคธุรกิจเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง!!! นี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน!” ที่ทำให้ไทยแปลงความเสี่ยงคาร์บอนให้เป็นต้นทุนที่ควบคุมได้

ที่สำคัญ! สิ่งนี้…จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password