ฝีมือ? BAM : New High!!!

(1 ปีของ ‘ดร.รักษ์’ หาใช่เรื่องบังเอิญ! บทพิสูจน์? รง.แก้หนี้…ที่เดินเครื่องได้จริง! สู้เศรษฐกิจในวันที่ไม่เป็นใจ)

ผลงานปี 2568 ของ BAM ที่ทำผลเรียกเก็บทะลุ 17,800 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี ไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จเชิงตัวเลข แต่คือ “บทพิสูจน์” ของโมเดลบริหารหนี้เชิงรุก ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์ ที่เปลี่ยน “หนี้เสีย” ให้กลายเป็นกลไกฟื้นเศรษฐกิจระดับจุลภาค พร้อมวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านองค์กรในจังหวะที่ทั้งระบบการเงินกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน

หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม 2568 สำนักข่าวยุทธศาสตร์ออนไลน์ เคยเขียนถึงผลงานช่วง 6 เดือนของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ซึ่งตรงกับห้วงเวลาของการทำงาน 9 เดือนของ BAM ในเวลานั้น

(ย้อนอ่าน…จักรวาล BAM ร่วมพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย (New BAM Universe…ภาพใหญ่เชิงยุทธศาสตร์จาก “วิสัยทัศน์…นักกลยุทธ์” ของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร) https://yutthasartonline.com/strategies/150144 )

ครั้งนั้น สาระสำคัญของเนื้อหาบทความ ที่ว่าด้วย…การขับเคลื่อนองค์กรเชิงกลยุทธ์ ภายใต้การนำของ “ซีอีโอ” คนนี้ ถูกมองว่า “น่าสนใจ…แต่ยังต้องรอดูของจริง!!??”

นั่นเพราะ…เศรษฐกิจไทยปี 2568 ไม่ได้เอื้อให้ธุรกิจบริหารสินทรัพย์เดินหน้าได้ง่าย ทั้งจาก…ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SME ที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ รวมถึง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังใช้เวลาในการดูดซับทรัพย์รอการขาย

แต่เมื่อ BAM แถลงผลการดำเนินงานครบ 1 ปี ตัวเลขผลเรียกเก็บ 17,800 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี กลับกลายเป็นคำตอบ…เชิงโครงสร้าง! มากกว่าคำตอบ…เชิงสถิติ!

นั่นเพราะ…ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเร่งขายทรัพย์แบบ “แลกมาร์จิ้นกับสภาพคล่อง” หากแต่เกิดจากการเดินเกมพร้อมกันทั้งฝั่ง NPL และ NPA ภายใต้แนวคิดเดียวกัน กล่าวคือ…

“ลดการสูญเสียเชิงระบบ และเพิ่มคุณค่าในระยะยาว”

แกนหลักของผลงานฝั่ง NPL คือ…การใช้กลยุทธ์ที่ “ให้โอกาสลูกหนี้” กลับมายืนได้จริง ไม่ใช่เพียง…การปิดบัญชีหนี้ให้เร็วที่สุด แต่ BAM เลือกที่จะเดินแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่ เน้นการ “คืนหลักประกัน” ให้กับลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็น…ที่อยู่อาศัย หรือที่ทำกิน

พร้อม เปิดพื้นที่การเจรจาแบบมีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้ลูกหนี้สามารถฟื้นกิจการหรือสถานะทางการเงินได้ในทางปฏิบัติ กลไก Recycling Machine

และแนวคิด โรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) จึงไม่ใช่เพียงศัพท์เชิงองค์กร แต่คือ…การออกแบบ “สายพานแก้หนี้” ที่ทำให้กระบวนการตัดสินใจมีความเร็วและแม่นยำขึ้น

การนำ AI เข้ามาวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้เชิงลึก ยิ่งทำให้ BAM เปลี่ยนจากการใช้ประสบการณ์เป็นหลัก ไปสู่การใช้ข้อมูลเป็นตัวนำ ช่วยให้การออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างหนี้สอดคล้องกับศักยภาพจริงของลูกหนี้แต่ละราย

ผลที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่…ยอดเรียกเก็บที่เพิ่มขึ้น! แต่คือ…อัตราความสำเร็จของการฟื้นฟูลูกหนี้ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพพอร์ตในระยะยาว

ขณะที่ฝั่ง NPA นั้น BAM เลือกไม่เร่งระบายทรัพย์ในภาวะตลาดซบเซา แต่ใช้ กลยุทธ์ NPA Partnership เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก การเปิดให้พันธมิตรที่มีศักยภาพเข้ามาพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า

ทำให้ “ทรัพย์ร้าง” ถูกแปลงเป็น “ทรัพย์สร้างมูลค่า” โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนพัฒนาเพียงลำพัง

กลยุทธ์นี้ช่วยลดระยะเวลาการถือครอง เพิ่มผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงไปพร้อมกัน!!!

รวมถึง โครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” ที่ได้สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่แค่…การขายทรัพย์ราคาจับต้องได้ แต่คือ…การขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่ระบบสินเชื่อปกติไม่รองรับ ทั้งแรงงานอิสระ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อสถาบันการเงิน

กับ ตัวเลขยอดขายที่มีเกือบ 1,000 ล้านบาท จากผู้สนใจกว่า 6,700 ราย จึงเป็นสัญญาณที่ดี ว่า…ทรัพย์ของ BAM ยังมี “ดีมานด์จริง” หากออกแบบช่องทางให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ผลงานปี 2568 ของ BAM น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ NPL หรือ NPA แต่คือ “การยกระดับองค์กร” ควบคู่ไปกับ…ผลประกอบการ

การพัฒนา Business Model แบบคิดใหม่ทำใหม่ การปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัว รวมถึงการเดินหน้า HR Master Plan และการปรับโครงสร้างองค์กร

ล้วนเป็นการ “เตรียมองค์กร” ให้พร้อมกับโจทย์ระยะยาว มากกว่าการตอบโจทย์ปีเดียว

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ผลงานปี 2568 ของ BAM จึงสะท้อนว่า…New High” ครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากจังหวะตลาดหรือโชคช่วย!!??

แต่เป็น “ผลลัพธ์” ของการจัดวางกลยุทธ์ ที่เข้าใจทั้ง “ข้อจำกัด” ของเศรษฐกิจ และ “ศักยภาพ” ขององค์กรตนเอง

ในวันที่…ธุรกิจบริหารสินทรัพย์หลายแห่ง ยังต้องเลือกระหว่าง…ความเร็วกับคุณภาพ ทว่า BAM เลือกที่จะเดินเกมช้าพอจะทำให้ไม่เกิดความพลาด แต่ก็เร็วพอจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!!!

คำถามหลังจากนี้ จึงไม่ใช่ว่า…BAM ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์ จะ “รักษา” ระดับผลเรียกเก็บได้หรือไม่? หากแต่คือ…BAM จะ “ยกระดับ” บทบาทของตัวเองจาก “ผู้บริหารหนี้” ไปสู่ “กลไกเสถียรภาพเศรษฐกิจระดับฐานราก” ได้มากแค่ไหน???

ภายใต้…วิถีใหม่ BAMX Transformation ที่กำลังเริ่มต้นเดินเครื่องอย่างจริงจัง! นับจากวันนี้เป็นต้นไป!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password