ไทย! ป่วย/ไม่ป่วย???

(เถียงแทนไทย! สู้สื่อนอก…‘ไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย’ ยกเว้น! การเมืองหลังเลือกตั้ง ทำลายความเชื่อมั่น!!??)

สู้ศึก! “สื่อนอก” ตราหน้าไทยเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่ในชีวิตจริง! ไทยยังมีเสถียรภาพทางการเงิน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นสูง หลังการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 “รัฐบาลอนุทิน 2” กำลังถือ “โอกาสทอง” ใช้ “วินัยการคลัง” สร้างความเชื่อมั่นใหม่ ทว่าเงื่อนไข “รัฐบาลผสม” การดึงพรรคร่วม…ครหา “ทุนเทา” อาจกลายเป็น “จุดอ่อน” ย้ำภาพ…ประเทศไม่ป่วยในวันนี้ แต่จะสูญเสียโอกาสที่ดีในวันข้างหน้า???
“คนป่วยแห่งเอเชีย” คำนิยาม “เชิงลบ” ใหม่? ที่สื่อดังระดับโลก อย่าง…ไฟแนนเชียลไทม์ จากเกาะอังกฤษ โหมประโคม “ตีข่าว” ใส่ไทย ช่วงก่อนหน้าจะมีการเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
เรื่องนี้…ก่อเกิดเป็นการถกเถียงกันอย่างอึงมี่ไปทั่วโลก ประมาณว่า…ประเทศไทยกลายเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ไปแล้วจริงๆ น่ะหรือ???
มองด้วยใจที่เป็นธรรม! ข้อครหาข้างต้น…ล้วนเริ่มจาก คำวินิจฉัยของนักลงทุนและสื่อการเงิน ที่มักใช้…เกณฑ์ “อัตราเติบโต” และ “ความสามารถสร้างผลตอบแทนในอนาคต” เป็นมาตรวัดหลัก
แต่กับชีวิตจริงของคนไทยจำนวนมากแล้ว ภาพของประเทศไทย…ไม่น่าจะเข้าข่ายเป็น “คนป่วย” ในความหมายที่โลกเคยใช้กับหลายประเทศที่กำลังทรุดโทรมอย่างแท้จริง
ข้อเท็จจริงที่รู้เห็นกันทั่วโลก นั่นคือ…ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง มีระบบการเงินที่ไม่เปราะบาง ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจยังเติบโตเป็นบวก แม้จะเติบโตในอัตราที่ไม่สูงนัก
ภาคท่องเที่ยวของไทย ยังเป็น “จุดหมายปลายทางระดับโลก” ระบบสาธารณสุข…ยังเป็นคงเป็น “จุดแข็ง” และไทยยังมี “เศรษฐกิจนอกระบบภาษี” อีกเป็นจำนวนมาก ที่คอยทำหน้าที่เป็น “กันชน” ยามเศรษฐกิจเกิดอาการชะลอตัวลง
สิ่งเหล่านี้…ทำให้ไทย ไม่ใช่ประเทศที่กำลังล้มหัวคะมำ หากแต่เป็นประเทศที่ “ยังอยู่ได้” และ “ยังน่าอยู่” ในสายตาของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก…
อย่างไรก็ตาม โลกไม่ได้ถามเพียงแค่ว่า…“ไทยจะอยู่ได้หรือไม่?” แต่ตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า…“ไทยจะโตได้เร็วและยั่งยืนแค่ไหน?”
และคำถามนี้ มันได้ “ผูกติด” กับการเมืองไทยโดยตรง โดยเฉพาะภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา กระทั่ง นำไปสู่การจัดตั้ง “รัฐบาลชุดใหม่” ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งถูกมองว่าเป็น…
“รัฐบาลฝั่งอนุรักษ์นิยม” ที่จะมีเสถียรภาพ และมีแนวโน้มอยู่ครบวาระ 4 ปี ยกเว้น! มีเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่จะยุบสภาฯก่อนครบกำหนด ด้วยเหตุผลชิงความได้เปรียบในทางการเมือง ก่อนจะเกิดการเลือกตั้งครั้งใหม่!!!
รวมทั้ง ยังแรงหนุนทางสถาบันการเมืองบางส่วน ที่คอยช่วยประคองเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่นี้
หากมองด้วย”ตรรกะ” ของนักลงทุนโดยทั่วไป แล้ว คำว่า…“เสถียรภาพทางการเมือง” มันก็น่าจะเป็น…เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทย สามารถจะเดินหน้านโยบายได้อย่างต่อเนื่อง
รัฐบาล…กล้าจะตัดสินใจเรื่องยาก และมีเวลามากพอในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ไม่ยาก
นั่นคือ…เหตุผลที่ “รัฐบาลอนุทิน” ถูกคาดหวังสูงกว่ารัฐบาลทั่วไป!!??
เพราะนี่…อาจเป็นช่วงเวลาที่ไทยมีโอกาสจะ “เปลี่ยนภาพลักษณ์” ของประเทศ จากที่ระบบเศรษฐกิจเคย “โตช้า” ไปสู่ “โตเป็นระบบ” ด้วยการ…ยกเครื่องกติกา ลดต้นทุนแฝง และสร้างเครื่องยนต์ใหม่
โดยมี “วินัยการคลัง” เป็น…ฐานรากของความน่าเชื่อถือ!!!
“วินัยการคลัง” ในบริบทนี้ ไม่ใช่เพียงการ…ไม่ใช้เงิน แต่มันคือ…การใช้เงินให้คุ้มค่าและสร้างผลลัพธ์ระยะยาว
ทำให้ตลาดเชื่อว่า…รัฐบาลชุดใหม่นี้ จะไม่เลือกสร้างกระแสความนิยมระยะสั้น เหนือการสร้าง…เสถียรภาพระยะยาว
หาก “รัฐบาลอนุทิน” สามารถทำให้เรื่องของ “วินัยการคลัง” กลายเป็น “เรื่องเล่าการเติบโต” ที่ชี้ชัดว่า…ไทยจะเติบโตด้วยอะไร? ลงทุนกับอะไร? และปฏิรูปอะไรให้เกิดผลิตภาพ? ได้แล้วล่ะก็…
ประเทศไทย…ก็อาจจะหลุดจากการถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ได้เร็วกว่าแค่…การโต้เถียงด้วยคำอธิบายก็อาจเป็นได้…
แต่ การเมืองไทย…ไม่ได้มีเพียง “รัฐบาลพรรคเดียว” หากแต่เป็น “รัฐบาลผสม” และนี่คือ…จุดที่ทำให้ภาพ “ไทยไม่ป่วย” อาจยังดูเป็นจริงในวันนี้
แต่สิ่งนี้…ก็ก่อให้เกิด กลายเป็น “ความเสี่ยง?” เกี่ยวกับการ “เสียโอกาสในวันหน้า”
และมันอาจ “เริ่มต้น” จากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี เสียเอง
เมื่อ พรรคแกนนำของรัฐบาล…จำเป็นจะต้อง “ดึง” เอาพรรคร่วมที่ถูกครหา หรือถูกมองจากคนบางฝ่ายในสังคมไทย ว่า…
อาจเกี่ยวข้องกับ…กลุ่มทุนสีเทา การใช้เงินนอกระบบ หรือ การเมืองแบบอิทธิพลเข้ามาประคองเสียงในสภา
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างมีนัยสำคัญ อาจไม่ใช่เพียง “ภาพลักษณ์เชิงลบ” หากแต่มันจะสร้าง “ข้อจำกัดเชิงนโยบาย” ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ!
นั่นเพราะ…“รัฐบาลผสม” แบบนี้ มักมี “เส้นต้องห้าม” ที่แตะต้องไม่ได้!!!
โดยเฉพาะในเรื่อง…การลดการใช้ “ดุลพินิจ” ของเจ้าหน้าที่ การตัดทอนต้นทุนแฝง การยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ การบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอ และการเปิดการแข่งขันที่แท้จริงในบางอุตสาหกรรม
หาก “ส่อง” จากมุมมองของสายตานักลงทุนต่างชาติ แล้ว พรรคที่ถูก “ครหาเชิงทุนเทา” ไม่ได้เป็นเพียง…สีสันการเมือง แต่มันเป็น “สัญญาณคุณภาพรัฐ” ที่ว่า…
ระบบในการกำกับดูแล และการบังคับใช้กติกา ยังจะเข้มแข็งและเข้มข้นสักเพียงใด???
เมื่อสัญญาณนี้…ปรากฏอยู่ใน “รัฐบาลอนุทิน 2” ความเชื่อมั่น…แม้จะไม่ได้พังทลายลงในทันที! แต่มันจะกลายเป็นความหวาดระแวง! ในแบบค่อยเป็นค่อยไป
แผนปฏิรูปที่รัฐบาลไทยได้ประกาศออกสู่สาธารณชน อาจถูกชะลอในความน่าเชื่อถือ และ “รอดูของจริง” เสียก่อน…มากกว่าการจะ “เชื่อทันที!”
สิ่งสำคัญที่สุด! นั่นคือ…“วินัยการคลัง” ที่ควรเป็น “จุดแข็ง!” ก็อาจถูกตั้งคำถามตามมาว่า…รัฐบาลจะรักษาได้แค่ไหน?
หาก การเมืองแบบ “รัฐบาลผสม” ได้สร้างแรงกดดัน เพื่อให้เกิดการจัดสรรงบประมาณตาม “สมดุลอำนาจ” มากกว่า….ตาม “ประสิทธิภาพ” เชิงเศรษฐกิจ!!??
นี่คือ…ภาพความขัดแย้งที่สำคัญที่สุด! ในห้วงเวลาหลังเลือกตั้ง 2569
แม้ไทยอาจ “ไม่ได้ป่วย” ในความหมายของประเทศที่ไร้เสถียรภาพ แต่เป็น…การเมืองเอง ที่อาจทำให้ไทย “ไม่เร่งรักษา” อาการใกล้ป่วย ทั้งที่มีโอกาสรักษาหาย!!!
และ การ “ไม่เร่งรักษา” ในยุคที่ประเทศเพื่อนบ้าน ต่างเร่งเครื่องแข่งกันสร้าง “ฐานอุตสาหกรรมใหม่” นั้น จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่หนักกว่าการที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำในปีใดปีหนึ่ง ด้วยซ้ำไป
นั่นเพราะ มันหมายถึง…การเสียเวลาในช่วงที่โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ กำหนดมาตรฐานเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ และย้ายศูนย์กลางการลงทุนใหม่
ทางออกเชิงยุทธศาสตร์ของ “รัฐบาลอนุทิน 2” จึงไม่ใช่การเถียงกับ “สื่อนอก” ว่า…ไทยป่วยหรือไม่ป่วย!!??
หากแต่ต้อง “พิสูจน์ให้โลกได้เห็น” ว่า…ไทยแข็งแรงพอจะเปลี่ยนแปลง และใช้เสถียรภาพทางการเมือง เพื่อทำเรื่องที่ “รัฐบาลที่ไม่เสถียร” มิอาจจะทำได้
นั่นคือ…การปฏิรูป “กติกา” ลดต้นทุนแฝง และ “ล็อก” กรอบวินัยการคลัง ให้เป็น…ความน่าเชื่อถือระยะยาว
พร้อมกันนั้น “รัฐบาลอนุทิน 2” ยังจะต้อง “จัดการความเสี่ยง” จากพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูก “ครหา” ว่าอาจเกี่ยวพันกับ “ทุนสีเทา” อย่างรอบคอบ
ต้องไม่ปล่อยให้ “ข้อครหา” ข้างต้น กลายเป็น…เงื่อนไขที่ทำให้การปฏิรูป “เดินหน้าไปได้ไม่สุด!”
เพราะใน โลกการลงทุนนั้น ความจริง…ไม่ใช่แค่ตัวเลขจีดีพี แต่คือ…ความมั่นใจว่าประเทศจะไม่หยุดอยู่กับที่!!!
สุดท้ายแล้ว คำว่า…“คนป่วยแห่งเอเชีย” จะเป็นจริงหรือไม่? อาจไม่ได้ถูกตัดสินจาก “บทความฎ ของสื่อใดสื่อหนึ่ง แต่ถูกตัดสินจากสิ่งที่ “รัฐบาล” ภายหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เลือกทำในห้วง 2 ปีแรกมากกว่า
หาก รัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของ นายอนุทิน เลือกจะใช้ “วินัยการคลัง” ที่วันนี้…รัฐบาลได้ “แต้มต่อ” จากการมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง คอยกำกับดูแล ในฐานะ “อดีตข้าราชการระดับสูง” ของกระทรวงการคลัง
เพื่อใช้เป็น “ฐานปฏิรูป” โครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทย และทำให้…การเมืองไม่กลายเป็น “คอขวด” ของการเปลี่ยนแปลง ที่ว่านี้..
2 สิ่งนี้…ไม่เพียงจะช่วยลดข้อครหา และยืนยันว่า “ไทยไม่ป่วย” ในชีวิตจริง หากแต่ไทยจะยังสามารถกลับมาเป็น…ประเทศที่โลก “กล้าลงทุน” และ “เดิมพันอนาคต” ได้อีกครั้ง!
แต่ถ้า “เสถียรภาพ” ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ถูกใช้เพียงเพื่อ…การประคอง “สมดุล” ในรัฐบาลผสม จนทำให้ “การปฏิรูป” ทั้งระบบ! เดินหน้าไปไม่ถึงแก่นแล้ว ล่ะก็…
ประเทศไทย…แม้อาจไม่ล้ม! ในวันนี้ ทว่าคำว่า…“โตช้าเรื้อรัง” จะกลายเป็น “ตราประทับถาวร” ที่ติดตัวประเทศไทยไปอีกนาน
นาทีนี้ นายอนุทิน และพรรคภูมิใจ ในฐานะ “แกนนำหลัก” ในการจัดรัฐบาลชุดใหม่ จำต้องคิดอย่างรอบคอบและรอบด้าน จะเลือกอะไร?
ระหว่าง…ไทยเข้มแข็ง!!! หรือจะเป็น…คนป่วยแห่งเอเชีย!!!.






