กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึก 17 พันธมิตร ถกหาแนวทางกำหราบ ‘นอมินี’ ถือครองที่ดินและอสังหาฯ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ 17 หน่วยงานพันธมิตร หารือแนวทางการตรวจสอบ “คนต่างชาติ” ถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ แฝงตัวสารพัดรูปแบบการลงทุน มุ่งแก้ปัญหาและปราบปราม “นอมินีบัญชีม้า” อย่างเป็นรูปธรรม ประกาศยับยั้ง “มิจฉาชีพ” แฝงตัวเป็นนักธุรกิจ เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ทรัพยากรของไทย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ความสำคัญในเดินหน้าแก้ไขปัญหา “นอมินีบัญชีม้า” เป็นลำดับต้น เป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ให้กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาการถือครอง/ครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์โดยนอมินี
ล่าสุด ได้จัดการประชุมหารือร่วมกับ 17 หน่วยงานพันธมิตรภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการป้องกัน ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูล กรณีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีในการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ รวมถึงบั่นทอนความเป็นธรรมต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไทย
การประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการจดทะเบียนธุรกิจ การถือครองที่ดิน การลงทุนของชาวต่างชาติ การจัดเก็บภาษี การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการบังคับใช้กฎหมาย โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและการทำงานเชิงรุกเพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงกฎหมายของชาวต่างชาติที่อาศัยการใช้นอมินีคนไทยเข้าถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทน ทั้งการลงทุนเชิงพาณิชย์ การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ การทำการเกษตร รวมถึงการถือครองเพื่ออยู่อาศัย โดยที่ผ่านมาพบว่า มีการใช้โครงสร้างทางธุรกิจและการถือหุ้นที่ซับซ้อนมาใช้เพื่ออำพรางการเป็นเจ้าของที่แท้จริง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายทำได้ยากและเกิดความเสียเปรียบต่อคนไทย

อธิบดีฯพูนพงษ์ กล่าวอีกว่า นอมินีเป็นปัญหาที่มีความเชื่อมโยงกับกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กฎหมายที่ดิน กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมาย DSI รวมถึงกฎหมายด้านภาษี ฯลฯ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่จำเป็นต้องมีการบูรณาการความร่วมมือทุกด้านทั้งข้อมูลเชิงลึก ความเชี่ยวชาญ และอำนาจหน้าที่ของทุกภาคส่วน เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มิจฉาชีพมักนำมาใช้ในการกระทำความผิด มีการบังคับใช้กฎหมายแต่ละฉบับของแต่ละหน่วยงานอย่างจริงจังและรวดเร็ว โดยหากพบการกระทำความผิดจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดสูงสุด
ที่ประชุมทั้ง 17 หน่วยงานเห็นพ้องที่จะยกระดับมาตรการตรวจสอบเชิงรุก การใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลในการติดตามโครงสร้างการถือหุ้นและการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้มีเป้าหมายตรวจสอบนิติบุคคล 21,459 ราย ตลอดจนการกำหนดกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การตรวจสอบมีความรวดเร็ว แม่นยำ และสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จะร่วมกันสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับผลกระทบของการยินยอมให้ใช้ชื่อเป็นนอมินี ซึ่งมีโทษทางกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กรมฯ จะดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกต้อง การกำกับดูแลและป้องกันปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ ผ่านสถานทูต หอการค้าต่างประเทศ พันธมิตรด้านกฎหมาย ด้านบัญชี หน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงในการชี้แจงแก่นักลงทุนของแต่ละประเทศอีกทางหนึ่ง

กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่กระทำผิดทุกราย ทั้งชาวต่างชาติหรือคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงและยกระดับกลไกการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหานอมินีเกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งการหารือกับ 17 หน่วยงาน ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบการป้องกันและตรวจสอบการใช้นอมินีที่เข้มแข็ง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
“โอกาสนี้ ขอเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้กระทำผิดและเน้นย้ำให้คนไทยระมัดระวังไม่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวเพื่อให้คนต่างด้าวเหล่านั้นเข้ามาประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนกฎหมาย หากตรวจสอบพบการกระทำผิดก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกองธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษ ปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน” อธิบดีฯพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย.
#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์






