‘พิชัย’ จ่อดอดพบผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เคลียร์ปมขัดแย้งกับรัฐบาล เผย! ทุกฝ่ายตั้งเป้าอุ้มเศรษฐกิจและคนไทย

รองนายกฯและรมว.คลัง “พิชัย ชุณหวชิระ” เตรียมเดินสายพบผู้ว่าฯแบงก์ชาติ มั่นใจความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จะช่วยลดปมขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลกับธปท.ได้แน่ เผย! ห่วงจีดีพีที่หดตัวลง ตลอด 25ปี ทำคนไทยจนลง และดันให้หนี้สินขยายเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องอัดฉีดเงินก้อนใหญ่เข้าสู่ระบบโดยเร็ว ชี้! “ดิจิทัล วอลเล็ต” ไม่ได้เอื้อกลุ่มนายทุนเจ้าสัว เหตุธุรกิจและชีวิตคนไทยมีความเชื่อมโยงถึงกัน

นายพิชัย ชุณหวชิระ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งเชิงนโยบายระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติ ว่า ไม่ว่าใครจะมองว่าตนกำลังทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” หรือไม่ แต่ด้วยความสัมพันธ์อันดีที่ตนมีกับ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชื่อว่าจะสามารถทำการพูดคุยกันได้ในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อัตราแลกเปลี่ยน หรืออัตราเงินเฟ้อ ฯลฯ จึงพร้อมนัดหารือร่วมกันในเร็วๆ นี้ เพื่อให้การทำนโยบายการเงินของ ธปท. และนโยบายการคลังของรัฐบาล มีความสอดประสานกัน นำไปสู่การดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยตนจะเดินทางไปหาถึง ธปท. เนื่องจากในอดีตเคยเป็นคณะกรรมการ ธปท.มาก่อน

ทั้งนี้ ตนเคยมองในสายตาของคนนอก พบว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจากที่เคยเติบโตเฉลี่ย 4-5% ก็ลดลง 1% เศษๆ ในทุกๆ 5 ปี ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผลจากปัจจัยบวกที่เคยสร้างโอกาสให้กับเศรษฐกิจในอดีตเปลี่ยนแปลงไปนั้น ทำให้จีดีพีของไทยลดลง ทำให้รายได้ของประชาชนลดลงตามไปด้วย ดังนั้น รัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงพยายามจะเติมเม็ดเงินเพื่อสร้างโอกาสใหม่ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว และโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัล วอลเล็ต ก็เป็นหนึ่งในมาตรการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่สำคัญในขณะนี้

“จีดีพีที่ลดลง หมายความว่าเงินของคนไทยได้ลดลงตามไปด้วย ดังนั้น การเติมเม็ดเงินเข้าไปในระบบจึงต้องทำอย่างเต็มที่และครบวงจร จะเลือกทำเฉพาะกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางไม่ได้ เนื่องจากในระบบเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนย่อมมีการเชื่อมโยงถึงกัน การเติมเงินจะส่งผลกระทบถึงกันทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย หรือเจ้าสัวนักธุรกิจ” นายพิชัย ระบุและย้ำว่า โครงการดิจิทัล วอลเล็ต ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าสัวนักธุรกิจรายเล็กและใหญ่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ปัจจุบันคนไทยกำลังประสบปัญหาหนี้สิน โดยมีสัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนเมื่อเทียบกับมูลค่ารวมของจีดีพีราว 19 ล้านล้านบาท สูงถึงกว่า 90% หรือราว 16 ล้านล้านบาท จะต้องเร่งเติมเงินเข้าไปในระบบ ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้มีเพิ่มขึ้น รวมถึงขยายสัดส่วนงบลงทุนของภาครัฐ จากปัจจุบันมีสัดส่วนราว 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็น 25% หรือมากกว่านั้น ก็จะทำให้การเติบโตของจีดีพีมีเพิ่มขึ้น นั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มเงินให้กับประชาชนและระบบเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยโชคดีที่ภาคการท่องเที่ยวเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นยังไม่เพียงพอ จำเป็นจะต้องดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก ซึ่งในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามจะเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S Cuve) ที่อิงกับแนวทางรักษ์สิ่งแวดล้อม (ESG) ตามกระแสโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตและการแข่งขันของไทย นอกจากนี้ รัฐบาลเองมีแผนจะนำทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้รองรับอุตสาหกรรมประเภทนี้ รวมถึงจะต้องเร่งลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบการขนส่งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ เพื่อให้ไทยที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางของภูมิเป็นศูนย์กลางทางด้านการขนส่งและการท่องเที่ยว ไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password