• เสาร์ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 08:38 น.

สนค. เผย “การเลือกตั้ง” ดันตัวเลข ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับขึ้นสูงสุดในรอบ 53 เดือน

BREAKING NEWS HEADLINE NEWS STRATEGIES

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค.66 มีตัวเลขปรับสูงสุดที่ระดับ 56.6 มากที่สุดในรอบ 53 เดือน จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนพฤษภาคมปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.6 ซึ่งอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 สูงสุดในรอบ 53 เดือน และปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 53.5 อย่างมีนัยสำคัญ

โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว มาตรการภาครัฐจากการบรรเทาภาระ ค่าไฟฟ้ากลุ่มครัวเรือน ราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รวมถึงเป็นเดือนของการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เป็นที่น่าสนใจมาก หากพิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อความเชื่อมั่น 9 ด้าน คือ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก มาตรการของรัฐ สังคม/ความมั่นคง การเมือง/การเลือกตั้ง ภัยพิบัติ/โรคระบาด ราคาสินค้าเกษตร ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และอื่น ๆ พบว่า ปัจจัยด้านการเมืองและการเลือกตั้งมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากในเดือนมกราคม 2566

ประชาชนเลือกปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นเป็นด้านการเมืองและการเลือกตั้ง5.7% ต่อมาปรับสูงขึ้นเป็น ในเดือนกุมภาพันธ์7.8%, มีนาคม9.2% และเมษายนและ 13.4 % สำหรับเดือนพฤษภาคมที่เป็นช่วงของการเลือกตั้ง ปัจจัยด้านการเมืองปรับสูงขึ้นเป็น19.9% หากวิเคราะห์ปัจจัยด้านการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นจำแนกตามภูมิภาค ช่วงอายุ อาชีพ และรายได้ ของเดือนพฤษภาคมเทียบกับเดือนมกราคม 2566 มีรายละเอียดดังนี้

เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค พบว่า ประชาชนในพื้นที่ ภาคกลาง ปรับเพิ่มจาก 5.2% เป็น 22% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปรับเพิ่มจาก6% เป็น 22% ภาคเหนือ ปรับเพิ่มจาก 6.1% เป็น 21.3% ภาคใต้ ปรับเพิ่มจาก 5.1% เป็น 18.3% กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปรับเพิ่มจาก 6.7%เป็น 17.1% และเมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ปรับเพิ่มจาก 6.9% เป็น 14.5% อายุ 20-29 ปี ปรับเพิ่มจาก 7.1% เป็น19% อายุ 30-39 ปี ปรับเพิ่มจาก 5.6% เป็19.1% อายุ 40-49 ปี ปรับเพิ่มจาก 4.9% เป็น 21.9% อายุ 50-59 ปี ปรับเพิ่มจาก5.4% เป็น 18.5% ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ปรับเพิ่มจาก6.2% เป็น 25.4%

เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานเอกชน ปรับเพิ่มจาก 5.6% เป็น 26.1% ผู้ประกอบการ ปรับเพิ่มจาก 5.3% เป็น 20.3% รับจ้างอิสระ ปรับเพิ่มจาก 6.1% เป็น 19.6%พนักงานของรัฐ ปรับเพิ่มจาก 6.1% เป็ 18.3% ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ ปรับเพิ่มจาก 9.5% เป็น 18%นักศึกษา ปรับเพิ่มจาก 9% เป็น14.8% เกษตรกร ปรับเพิ่มจาก3.6% เป็น11.2%

เมื่อพิจารณาตามรายได้ พบว่า ประชาชนที่มีรายได้ พบว่าต่ำกว่า 5,000 บาท ปรับเพิ่มจาก 5.1% เป็น 14.9% รายได้ 5,000 – 10,000 บาท ปรับเพิ่มจาก7% เป็น18.5% รายได้ 10,001 – 20,000 บาท ปรับเพิ่มจาก5.4% เป็น 17.9% รายได้ 20,001 – 30,000 บาท ปรับเพิ่มจาก 4.8% เป็น 23.7% รายได้ 30,001 – 40,000 บาท ปรับเพิ่มจาก7.4% เป็น 25.9%

รายได้ 40,001 – 50,000 บาท ปรับเพิ่มจาก 4.1% เป็น 26.4% รายได้ 50,001 – 100,000 บาท ปรับเพิ่มจาก 3.3% เป็น24.8% รายได้ 100,000 บาทขึ้นไป ปรับเพิ่มจาก5.9% เป็น14.3%

อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมที่จัดทำโดย สนค. ปรับเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคและกลุ่มอาชีพ สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ รองลงมาเป็นกิจกรรมทางการเมืองและการเลือกตั้งที่มีสัดส่วนปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในเดือนนี้ หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง และสถานการณ์การเมืองมีความชัดเจน น่าจะรักษาให้ระดับของความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่อง.