• ศุกร์ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 14:52 น.

‘เอกนิติ’ ชูวินัยการคลัง รับเศรษฐกิจโลกผันผวน

BREAKING NEWS STRATEGIES

“รองนายกฯเอกนิติ” เตือนการเมืองสหรัฐฯ เพิ่มความผันผวนตลาดเงิน ตลาดทุน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ย้ำ! ไทยต้องเตรียมรับทั้งความเสี่ยงและโอกาสจาก AI Supply Chain เดินหน้าเจรจาการค้า ดึงเงินลงทุนต่างชาติ พร้อมรักษาวินัยการคลังเป็นฐานรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่กระทรวงการคลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึง ทิศทางเศรษฐกิจโลกและผลกระทบต่อประเทศไทย ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลกติดตาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในระยะต่อไป

แม้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงบริหารประเทศต่อไป แต่การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางการเมืองในสภาคองเกรสอาจมีผลต่อการผลักดันกฎหมายและนโยบายสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะ นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งเป็น กลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสูงในตลาดทุนโลก

ความไม่แน่นอนดังกล่าวสะท้อนผ่านแรงขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยดัชนี Nasdaq ปรับลดลง 5.52% และ S&P 500 ลดลง 4.36% ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับทิศทางกฎระเบียบและการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ขณะที่ตลาดหุ้นในหลายประเทศได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ดร.เอกนิติ ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จึงส่งผลต่อประเทศอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับความผันผวนทั้งด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และการค้า โดยมองให้ครบทั้งผลกระทบเชิงลบและโอกาสที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย การเจรจาจึงมุ่งลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย อาจมีโอกาสหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการประชุมเอเปกที่กำลังจะมาถึงนี้ (การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งที่ 33 หรือ 33rd APEC Economic Leaders’ Meeting จะมีขึ้นระหว่าง วันที่ 18–19 พฤศจิกายน 2569 (ณ เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน)

ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน AI หรือ AI Supply Chain ซึ่งครอบคลุม…อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย แม้ตลาดหุ้นเทคโนโลยีโลกจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงข้อมูลจากการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศที่ผ่านมา ซึ่งระบุถึง บทบาทของไทยร่วมกับมาเลเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ ในฐานะประเทศสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก อันอาจนำไปสู่การขยายการลงทุนและการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนยังต้องติดตามการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้ากับผู้ประกอบการและแรงงานไทย เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังเน้นย้ำต่อ การให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง ท่ามกลางความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ในระดับกว่า 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขณะที่สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะสูงกว่า 100% ของ GDP และเผชิญแรงกดดันเกี่ยวกับภาระหนี้และต้นทุนการกู้ยืม

พร้อมยกตัวอย่าง ต้นทุนการระดมทุนผ่านพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี โดยระบุว่า…ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อยู่ในระดับประมาณ 5% ขณะที่ไทยอยู่ราว 2% เพื่อสะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนการกู้ยืม ก่อนจะย้ำว่า การรักษาวินัยการคลังและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการรับมือความผันผวนจากภายนอก

ทั้งนี้ การรักษาฐานะการคลังจึงมีความสำคัญควบคู่กับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะความสามารถในการกู้ยืมด้วยต้นทุนที่เหมาะสมจะช่วยให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายสำหรับรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐจำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพและผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

ส่วน ราคาน้ำมันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับอิทธิพลจากทั้งเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ระหว่างประเทศ ไม่ว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง ภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบ โดยไม่ประมาทต่อความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

ท่าทีของกระทรวงการคลังครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ 2 ด้านควบคู่กัน กล่าวคือ การรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภายนอก และ การเดินหน้าสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านการเจรจาการค้าและการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

“แม้ความผันผวนบางส่วนอาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น แต่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งสถานการณ์ที่เป็นบวกและลบ โดยรักษาความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและวินัยการคลัง เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก” รองนายกฯเอกนิติ กล่าวย้ำ.