“รองนายกฯเอกนิติ” นำบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์เห็นชอบร่างนโยบายกำกับกิจการ เตรียมเสนอ ครม. วางมาตรฐาน 4 มิติ–แยกเกณฑ์รายเก่าและรายใหม่ พร้อมเปิดรับลงทุนเป็นรอบผ่าน Pitching มุ่งดึงโครงการสีเขียว เชื่อมแรงงาน–ธุรกิจไทย และสร้างผลตอบแทนคุ้มค่าการใช้ทรัพยากรประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 4/2569 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงการคลัง โดยที่ประชุมเห็นชอบร่างนโยบายการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และมอบหมายฝ่ายเลขานุการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป
การประชุมมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อม ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมี นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ
ร่างนโยบายดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาของ ครม. และการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่ใช่ข้อกำหนดใหม่ที่มีผลบังคับใช้ครบทุกส่วนทันทีหลังมติคณะกรรมการฯ
คุม 4 มิติ แบ่ง 7 ระดับ :
สาระสำคัญกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ DC ให้ครอบคลุมอาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้บริการรวบรวม จัดเก็บ ประมวลผล รับฝาก หรือรับส่งข้อมูลแก่บุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 0.5 เมกะวัตต์ขึ้นไป
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯยังมอบหมายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พัฒนาระบบ Dashboard TH-DC รวบรวมข้อมูลการอนุมัติและอนุญาตจากหน่วยงานรัฐ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามสถานะกิจการได้อย่างเป็นระบบ
สำหรับ ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirements) ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่…1.ที่ตั้งและการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึง การเก็บน้ำมันสำรองผลิตไฟฟ้า 2.การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าและน้ำ 3.การจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม (CoP) และ 4.การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม
โดยแบ่งกิจการเป็น 7 ระดับตามขนาดความต้องการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่…กลุ่มขนาดเล็กไปจนถึงกลุ่มตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป เพื่อกำหนดความเข้มข้นของมาตรฐานให้เหมาะสม พร้อมให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 1 จัดทำรายละเอียดขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการ
แนวทางนี้ ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดกลุ่มตามปริมาณใช้ไฟฟ้ารวมของสถานประกอบการ (Facility Load) และ การสร้างฐานข้อมูลกลางประกอบการกำกับดูแล
วางเกณฑ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน :
เนื่องจาก มาตรฐานใหม่ เป็น…ข้อกำหนดเพิ่มเติมจากกฎหมายและระเบียบปัจจุบัน หน่วยงานจึงต้อง จัดทำหรือปรับปรุงเครื่องมือทางกฎหมายก่อนบังคับใช้ โดยประเมินว่า…จะใช้เวลาประมาณ 8–12 เดือน คณะกรรมการฯ จึงวางหลักการช่วงเปลี่ยนผ่านแยกตามสถานะโครงการ
กลุ่มที่เปิดบริการแล้ว ให้ดีอีจัดทำกฎหมายกำหนดให้ดำเนินการสอดคล้องกับ CoP ที่คณะกรรมการฯ จะประกาศ โดยวางกรอบให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี และยื่นรายงานผ่านกลไก DC-OSS ตามขั้นตอน
ส่วน โครงการที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างก่อนวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ก่อสร้างเสร็จและเตรียมเปิดบริการ ให้พิจารณาตามกฎหมายและเงื่อนไขปัจจุบันก่อน โดยหน่วยงานรับผิดชอบแจ้งผลผ่าน DC-OSS ภายใน 5 วัน เมื่อดีอีตรวจสอบว่า..มีการอนุมัติและอนุญาตครบถ้วน จึงแจ้งเปิดบริการได้ พร้อมเงื่อนไขปรับให้สอดคล้องกับ CoP ตามกรอบที่กำหนด
ทั้งนี้ ระยะเวลา 5 วันเป็นกรอบแจ้งผลของหน่วยงาน ไม่ใช่การรับประกันอนุมัติโครงการทั้งหมดภายในห้าวัน
สำหรับ โครงการที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างภายหลังวันที่ 11 สิงหาคม 2569 หรือยังไม่ได้รับอนุญาต ให้ถือเป็นผู้ประกอบกิจการรายใหม่ที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ ขณะที่ กิจการเดิมซึ่งขยายความสามารถของระบบจนมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นรวมมากกว่า 20 เมกะวัตต์ ให้ถือส่วนขยายเป็นโครงการใหม่
อย่างไรก็ตาม โครงการรายใหม่และส่วนขยายมีความคืบหน้าต่างกัน คณะกรรมการฯ จึงให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 1 จัดทำแนวทางอนุมัติและอนุญาตช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับสองกลุ่มนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
คัดลงทุนสีเขียว หนุนธุรกิจไทย :
ที่ประชุมฯ ยังมอบหมายดีอีเร่งจัดทำกฎหมายบูรณาการการบริหารและกำกับกิจการ โดยวางหลักการเบื้องต้นให้เปิดรับข้อเสนอการลงทุนเป็นรอบ และคัดเลือกผ่านการนำเสนอข้อเสนอโครงการ (Pitching)
กลไกบริการเบ็ดเสร็จ DC-OSS จะเชื่อมโยงฐานข้อมูล ตรวจสอบสถานะ ติดตามประเมินผล และคัดกรองข้อเสนอเบื้องต้น ก่อนส่งคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศต่อไป
ทิศทางคัดเลือกจะให้ความสำคัญกับดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 การจัดหาทรัพยากรใช้เองบางส่วนหรือทั้งหมด การรักษาคุณภาพและความต่อเนื่องของบริการตามข้อตกลงระดับการให้บริการ หรือ SLA ตลอดจนการจ้างแรงงาน ใช้ชิ้นส่วน และส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลที่เกี่ยวเนื่องภายในประเทศ
วิเคราะห์ – ลงทุนต้องคุ้มทรัพยากร :
ทิศทางนโยบายสะท้อนว่า…รัฐกำลังเพิ่มน้ำหนักให้คุณภาพการลงทุน โดยใช้ความพร้อมของไฟฟ้า น้ำ พื้นที่ และประโยชน์ต่อประเทศประกอบการพิจารณา
การเปิดรับข้อเสนอเป็นรอบอาจช่วยให้รัฐเปรียบเทียบโครงการและวางแผนโครงสร้างพื้นฐานได้ดีขึ้น แต่ต้องมีเกณฑ์คะแนน ระยะเวลาพิจารณา และเหตุผลการคัดเลือกที่ชัดเจน มิฉะนั้น กลไก Pitching อาจเพิ่มความไม่แน่นอนและต้นทุนรอคอย ซึ่งกระทบความสามารถแข่งขันดึงนักลงทุนของไทยได้
โจทย์ถัดมาคือ…เปลี่ยนการตั้งศูนย์ข้อมูลให้สร้างมูลค่าในประเทศอย่างต่อเนื่อง โอกาสของธุรกิจไทยและ SMEs อยู่ในงานระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น บำรุงรักษา ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง แต่โอกาสจะเกิดจริงเมื่อมีการพัฒนาผู้รับจ้างและบุคลากรให้ผ่านมาตรฐาน
ดังนั้น รัฐจึงควรวัดผลทั้งการจัดซื้อในประเทศ งานทักษะสูง การฝึกอบรม และความร่วมมือถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้เห็นว่าประโยชน์กระจายพ้นขอบเขตการก่อสร้างอาคารมากเพียงใด?
ช่วงเปลี่ยนผ่าน ถือเป็น บททดสอบสำคัญที่สุด! เพราะจะต้อง…รักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนเดิม พร้อมป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและผู้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน
Dashboard TH-DC จึงควรช่วยให้เห็น ทั้ง…สถานะอนุญาตและภาระการใช้น้ำ–ไฟในแต่ละพื้นที่ รวมถึง ผลการปฏิบัติตามเงื่อนไข
หากรัฐทำให้ข้อมูลตรวจสอบได้และกำหนดผู้รับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นธรรม ไทยจะมีโอกาสสร้างฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตควบคู่กับเศรษฐกิจท้องถิ่น และลดความขัดแย้งเรื่องทรัพยากรในระยะยาว!!!.

