• พฤหัสบดี 15 ตุลาคม 2569 เวลา 16:06 น.

ทุนต้องมา คนต้องมั่นใจ?

BREAKING NEWS STRATEGIES

(ถอดเวที IMF – World Bank 14 ต.ค. ‘เชื่อมต้นทุนเงินสูง – ทุนสร้างงาน – Bangkok Blueprint’ สู่โจทย์เติบโตของไทย)

IMF เตือน! ต้นทุนกู้ยืมอาจยืนระดับสูงนาน บีบพื้นที่การคลัง ขณะที่ธนาคารโลกเร่งดึงทุนเอกชนสร้างงาน ด้านรัฐบาลไทยชู STI เปิดความร่วมมือการเงิน พร้อมเปิดตัว Bangkok Blueprint สกัดภัยข้ามพรมแดน ชี้! บททดสอบอยู่ที่การเปลี่ยนทุนเป็นโอกาส โดยประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างปลอดภัย

สาระจากเวทีสำคัญของการประชุม IMF–World Bank ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันของวานนี้ (14 ตุลาคม 2569) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพฯ สะท้อน…โจทย์เศรษฐกิจที่ต้องจัดการพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ต้นทุนเงินที่สูงขึ้น 2.ความจำเป็นในการลงทุนสร้างงาน และ 3.ความปลอดภัยของระบบการเงินดิจิทัล

หากแยกอ่านสถานการณ์ตลอดทั้งวัน เป็นข่าวรายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น…ข่าวที่เกี่ยวกับปัญหาหนี้สิน ดอกเบี้ย การดึงทุน และการปราบสแกมเมอร์ ทุกข่าวอาจดูห่างเหินกัน แต่เมื่อนำข่าวทั้งหมดมาเชื่อมโยงถึงกัน จะเห็นว่า…ข่าวทั้งหมด! ล้วนเกี่ยวข้องกับ…

ความสามารถในการสร้างการเติบโต เพราะเงินทุนต้องการโครงการที่คุ้มค่า กติกาที่เชื่อถือได้ และระบบการเงินที่ปลอดภัย ขณะที่ประชาชนต้องการงาน รายได้ และบริการที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

สำหรับ ประเทศไทย การเป็น…เจ้าภาพ จึง “เปิดพื้น” ที่ให้เสนอทั้ง…ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ และแนวทางคุ้มครองระบบการเงิน โดย ผลระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการนำข้อเสนอไปปฏิบัติ

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอถือโอกาสนี้ เชื่อมโยงข่าวตลอดทั้งวัน ผ่านการสังเคราะห์ของบทความนี้ ขอย้ำว่า…สิ่งนี้ มิใช่ “มติร่วม” ของทุกเวทีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน!!!

หลายเวที มีโจทย์เดียว :

การแถลงของ นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ได้ “วางภาพ” ต้นทุนกู้ยืมและทางเลือกของประเทศตลาดเกิดใหม่ ส่วนรายงาน Fiscal Monitor ชี้ “ข้อจำกัด” ด้านหนี้ รายได้ และรายจ่ายของรัฐบาล ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการรับมือวิกฤตครั้งต่อไป

ด้าน ธนาคารโลก กับ…เวที “Unlocking Investment Opportunities in Emerging Markets to Create Jobs” มุ่งหาวิธีระดมทุนเอกชนเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเพิ่มการลงทุนและการจ้างงาน ขณะที่ ประเทศไทยเปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services เพื่อยกระดับความร่วมมือรับมือภัยทุจริตทางดิจิทัล

ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ดร. รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ STI ต่อเวทีสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) พร้อมขยายความร่วมมือกับลักเซมเบิร์ก สิงคโปร์ และลิทัวเนีย

เมื่อนำสาระมาประกอบกัน เส้นทาง…จึงเริ่มจากการเข้าใจข้อจำกัดของโลก ไปสู่การหาแหล่งทุน ออกแบบเงื่อนไขลงทุน และรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้ระบบการเงิน

ดอกเบี้ยบีบทางเดิน :

เบื้องต้น นางคริสตาลินา จอร์จีวา ประเมินว่า…ต้นทุนกู้ยืมมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานขึ้น จากปัจจัยพื้นฐานหลายด้าน ทั้งพลังงาน เงินเฟ้อ ความต้องการเงินทุนจากการลงทุน AI และภาวะเศรษฐกิจของประเทศสำคัญ

จุดที่มีความหมายต่อไทย ก็คือ…ต้นทุนกู้ยืมของตลาดเกิดใหม่อาจเพิ่มขึ้น แม้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของประเทศไม่ได้เพิ่มตาม เพราะระดับผลตอบแทนพื้นฐานในตลาดโลกสูงขึ้น

กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ…ประเทศอาจรักษาความน่าเชื่อถือได้ แต่ยังต้องจ่ายต้นทุนเงินแพงขึ้นจากสภาพแวดล้อมโลก กระนั้น ก็ยังไม่ควรตีความว่า นี่คือ…สัญญาณความเชื่อมั่นต่อไทยลดลง! และก็ไม่ได้หมายความว่า…ดอกเบี้ยทุกประเภทในประเทศจะปรับขึ้นเท่ากัน!

ในทางเศรษฐกิจ ต้นทุนเงินที่สูงขึ้นอาจทำให้โครงการลงทุนบางส่วนต้องทบทวนความคุ้มค่า ธุรกิจที่ต้องต่ออายุหนี้มีแรงกดดันมากขึ้น และรัฐเหลืองบประมาณสำหรับภารกิจอื่นน้อยลงเมื่อภาระดอกเบี้ยเพิ่ม

นางจอร์จีวา จึงเสนอให้ไทย…เพิ่มศักยภาพการเติบโต รักษาฐานเศรษฐกิจมหภาคให้แข็งแรง และใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในอาเซียนให้มากขึ้น

การคลังต้องมีแรง :

รายงาน Fiscal Monitor เติมภาพว่า…ความเสี่ยงการคลังเพิ่มขึ้นจากหนี้ ดอกเบี้ย และแรงกดดันรายจ่ายที่ยังต่อเนื่อง

ด้าน นายโรดริโก วัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง IMF เตือนว่า ผลของการขาดวินัยการคลังในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่สามารถส่งผ่านไปยังประเทศอื่น พร้อมเสนอให้ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงปรับตัวก่อนตลาดบังคับให้แก้ไขอย่างเจ็บปวดกว่าเดิม  

สำหรับประเทศไทยแล้ว นัยสำคัญของเรื่องนี้ คือ…การจัดลำดับความจำเป็นของรายจ่ายให้ชัดเจน การช่วยประชาชนที่เดือดร้อนยังมีความสำคัญ กระนั้น ก็ควรจะพิจารณา…กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และผลที่ต้องการอย่างรอบคอบ IMF เสนอให้ความช่วยเหลือมีขอบเขต ตรงจุด ชั่วคราว และโปร่งใส พร้อมยกระดับประสิทธิภาพระบบภาษีและการใช้จ่าย  

การรักษาวินัยการคลังจึงสัมพันธ์กับความสามารถช่วยประชาชนในอนาคตด้วย หากใช้งบประมาณโดยไม่เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจ ภาระวันนี้อาจลดทางเลือกเมื่อเกิดวิกฤตครั้งใหม่

ทุนเองก็ต้องสร้างงาน :

ฝั่งธนาคารโลก นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก วางการสร้างงานเป็นเหตุผลสำคัญของการระดมทุนเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนา โดยรายงานจากเวทีระบุว่า…คนรุ่นใหม่ประมาณ 1.2 พันล้านคนจะเข้าสู่วัยทำงานในช่วง 12–15 ปีข้างหน้า ขณะที่งานที่คาดว่าจะเกิดยังมีจำนวนต่ำกว่ามาก  

แนวทางที่หารือครอบคลุมความแน่นอนของกฎระเบียบ การค้ำประกันลงทุน เงินทุนสกุลท้องถิ่น การแบ่งรับความเสี่ยง และการพัฒนาโครงการให้มีรูปแบบที่นักลงทุนสถาบันเข้าถึงได้ เป้าหมาย คือ…ช่วยให้เงินออมทั่วโลกไหลไปสู่โครงการที่สร้างงานได้จริง!  

ข้อเสนอเหล่านี้ เชื่อมกับ…คำเตือนของ IMF โดยตรง! เมื่อรัฐมีพื้นที่การคลังจำกัด การลงทุนเอกชนจึงมีบทบาทมากขึ้น แต่การดึงทุนต้องอาศัยโครงการที่ดำเนินการได้ มีรายได้รองรับ และแบ่งความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

สิ่งที่รัฐบาลไทยควรนำมาพิจารณาต่อ ก็คือ…การลดอุปสรรคทางธุรกิจควรเดินคู่กับการเตรียมโครงการ โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังคน เพื่อให้ความสนใจของนักลงทุนเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีส่วนร่วม

STI ต้องถึงคน :

รองนายกฯเอกนิติ ยังได้นำเสนอ STI : Stabilise – Transition – Invest บนเวทีสนทนากับ นายทิม อดัมส์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IIF ภายใต้หัวข้อ “Growth, Risk, and the New Map of Global Finance”

สาระของปรากฏการณ์นี้ คือ…ไทยควรรักษาเสถียรภาพในปัจจุบัน ด้วยการ…เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ และลงทุนเพื่ออนาคต โดยมุ่งไปยัง…พลังงานสะอาด AI และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง พร้อมให้ การลงทุนสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาผู้ประกอบการไทย

ในเชิงกลยุทธ์ ทั้ง 3 ส่วนต้องทำงานร่วมกัน เสถียรภาพช่วยลดความไม่แน่นอน การเปลี่ยนผ่านช่วยเพิ่มผลิตภาพ ส่วนการลงทุนสร้างกำลังการผลิตและโอกาสใหม่ หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง การเติบโตอาจเกิดได้จำกัดหรือมีต้นทุนสูงเกินไป

ดังนั้น ตัวชี้วัด! จึงควรรวมถึงตำแหน่งงาน คุณภาพค่าจ้าง ทักษะที่แรงงานได้รับ และธุรกิจไทยที่เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนส่งผ่านถึงประชาชน

ปลอดภัยจึงไปต่อ :

การเปิดตัว Bangkok Blueprint ทำให้ไทยเสนอวาระความปลอดภัยควบคู่กับการขยายบริการทางการเงิน โดย นายวิทัย รัตนาการ ผู้ว่าการธปท. ระบุว่า…ริเริ่มแนวคิดร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เพื่อพัฒนาเป็นกรอบนโยบายที่ประเทศต่าง ๆ ปรับใช้ตามบริบทได้  

ขณะที่ ดร.เอกนิติ ชี้ว่า…ผู้เสียหาย มิจฉาชีพ และปลายทางเงินอาจอยู่คนละประเทศ การรับมือจึงต้องอาศัยรัฐบาล สถาบันการเงิน โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมกัน

กลับมาที่ นายวิทัย เขาได้อธิบาย กรอบ 5 เสาหลัก ครอบคลุม… 1.กฎหมายและสถาบัน 2.การป้องกัน–ตรวจจับ–ตอบสนอง–ฟื้นฟู 3.การบังคับใช้กรอบบริหารความเสี่ยง 4.ความร่วมมือภายในและข้ามประเทศ และ5.การคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมย้ำว่า…มาตรการต้องเดินควบคู่กัน การตรวจจับได้แต่ตอบสนองช้าอาจยังหยุดความเสียหายไม่ทัน

ความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอยู่ที่ความไว้วางใจ หากประชาชนกลัวสูญเสียเงินหรือเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือ ประโยชน์จากบริการดิจิทัลย่อมลดลง ความปลอดภัยจึงเป็นเงื่อนไขของการเข้าถึงบริการและการเติบโตด้วย

เชื่อมเงิน เชื่อมความรับผิด :

Connect the Dots มุ่งเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานในประเทศ ส่วน Bangkok Blueprint ขยายกรอบความร่วมมือไปสู่การรับมือภัยข้ามพรมแดน แต่การเปิดตัวกรอบนโยบายยังไม่เท่ากับทุกประเทศเชื่อมฐานข้อมูลหรือระงับธุรกรรมร่วมกันได้ทันที

ขั้นต่อไป จะต้องมีรายละเอียดเรื่อง…อำนาจหน้าที่ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกระบวนการช่วยผู้เสียหาย พร้อมช่องทางแก้ไขเมื่อผู้สุจริตได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบ

หันดู…ตัวเลขความเสียหายที่ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึง… ปี 2567 มากกว่า 43,000 ล้านบาท ปี 2568 ประมาณ 32,000 ล้านบาท และครึ่งแรกปี 2569 พบว่า…มีมากกว่า 9,000 ล้านบาท

สิ่งนี้…มันได้สะท้อนผลการประสานงาน กระนั้น ก็ต้องเปรียบเทียบช่วงเวลาให้ตรงกัน โดยตัวเลขครึ่งแรกปี 2569 ไม่ควรนำไปเทียบกับทั้งปี 2568 แล้วสรุปเป็นอัตราลดลงทั้งปี

เป้าหมายที่ควรวัด! นั่นคือ…ตรวจพบเร็วขึ้นหรือไม่? หยุดเส้นทางเงินได้ทันเพียงใด? ผู้เสียหายได้รับความช่วยเหลืออย่างไร? และประชาชนยังใช้บริการที่จำเป็นได้สะดวกเพียงใด?

เปิดประตู ต้องมีผลลัพธ์ดี :

ภาพจากสถานการณ์อื่นๆ ตลอดทั้งวัน (14 ตุลาคม) ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ รัฐบาลไทย ได้ลงนาม MoU ด้านการเงินกับลักเซมเบิร์ก โดย รองนายกฯเอกนิติ ร่วมกับ นายจิลส์ รอธ รัฐมนตรีคลังลักเซมเบิร์ก เรื่องนี้…มันได้ ครอบคลุมบริการทางการเงิน การเงินยั่งยืน FinTech กองทุน ตลาดทุน ธนาคาร และประกันภัย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ

พร้อมกันนั้น การหารือกับ นางอินทรานี ราจาห์ รัฐมนตรีคลังคนที่สองสิงคโปร์ โดยเน้น ความร่วมมือเศรษฐกิจ การเงินสีเขียว และดิจิทัล ขณะเดียวกัน นายอาร์ชวัส เจริญศิลป์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง หารือกับผู้แทนลิทัวเนียเรื่องเสถียรภาพ หนี้สาธารณะ FinTech การค้าและการลงทุน

กิจกรรมเหล่านี้ ได้เพิ่มช่องทางแลกเปลี่ยนความรู้และเชื่อมตลาด แต่ต้องแยกสถานะให้ชัด! MoU คือ…กรอบความร่วมมือ ส่วนการหารือ คือ…การเปิดแนวทาง ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเงินทุนไหลเข้าแล้ว

ผลที่ต้องตามคือโครงการร่วม การพัฒนาบุคลากร เครื่องมือระดมทุน และการเข้าถึงของธุรกิจไทย โดยมีผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้

ผลจะไปถึงใครบ้าง? :

ในระดับโลก ต้นทุนเงินสูงและข้อจำกัดการคลังอาจทำให้การลงทุนและความช่วยเหลือแข่งขันกันมากขึ้น ประเทศที่เปราะบางจึงเสี่ยงเสียโอกาส แม้โลกยังมีเงินทุนจำนวนมาก

สำหรับ เอเชียและอาเซียน การเชื่อมตลาด พลังงาน และบริการทางการเงินอาจช่วยเพิ่มทางเลือก แต่ต้องลดช่องว่างด้านทักษะ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถกำกับดูแล มิฉะนั้น ประโยชน์อาจกระจุกในประเทศและบริษัทที่พร้อมกว่า

ส่วน ประเทศไทย ผลจะส่งผ่านทั้งต้นทุนกู้ยืม โอกาสลงทุน การจ้างงาน และความปลอดภัยในการใช้บริการ ส่วนธุรกิจเล็กต้องการเงินทุนที่เหมาะสมและตลาดที่เข้าถึงได้ ขณะที่ครัวเรือนต้องการรายได้มั่นคงและการคุ้มครองเมื่อเกิดปัญหา

ผลลัพธ์เหล่านี้ ยังขึ้นอยู่กับการดำเนินงานต่อจากเวที การเปิดประตูทุนจึงต้องเดินพร้อมกับการเตรียมคนและรักษาความเชื่อมั่น

จับตาจากวันนี้ :

สิ่งที่ควรติดตามต่อจากนี้ไป ก็คือ…รายละเอียดปฏิบัติของ Bangkok Blueprint โครงการต่อยอดจากความร่วมมือทวิภาคี และความคืบหน้าการลงทุนภายใต้ STI โดยวัดจากผลที่เกิดจริงมากกว่าจำนวนกิจกรรม

ข้อเสนอของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ก็คือ…รัฐบาลไทยควรรักษางบประมาณสำหรับงานที่เพิ่มศักยภาพระยะยาว พร้อมช่วยกลุ่มเดือดร้อนอย่างตรงจุดและตรวจสอบผลได้ ส่วนโครงการดึงทุนควรเปิดเผยต้นทุน ผลตอบแทน และภาระที่ภาครัฐรับไว้ให้ชัดเจน

สำหรับธุรกิจไทย ควรโฟกัสไปที่…การวางแผนลงทุนควรทดสอบกรณีต้นทุนเงินสูงนาน รายได้ต่ำกว่าคาด และความเสี่ยงไซเบอร์ พร้อมพัฒนาทักษะที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพจริง ขณะที่ ประชาชนไทย เอง ก็ควร…ตรวจสอบผู้ให้บริการและเงื่อนไขก่อนใช้ผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ โดยไม่ตีความชื่อโครงการหรือการลงนามความร่วมมือว่าเป็นการรับประกันผลตอบแทน

คุณค่าของเวทีวันที่ 14 ตุลาคมจะปรากฏชัด! ต่อเมื่อ…เงินทุนสร้างงานได้ ระบบการเงินคุ้มครองคนได้ และความร่วมมือข้ามประเทศช่วยเพิ่มความสามารถของไทยได้จริง เท่านั้น!!!.