(‘เอกนิติ’ ขับเคลื่อนเงินรัฐ 4.31 ล้านล้าน โจทย์ใหญ่? ต้องเปลี่ยนสัญญาเป็นงาน เปลี่ยนยอดเบิกเป็นรายได้)
คลังเร่งเบิกจ่ายปี 2570 หวัง “เชื่อมผลงาน” ผู้บริหารกับความคืบหน้างบลงทุน ด้าน ‘แพตริเซีย’ เปิดผลปี 2569 เบิกจ่ายลงทุนผ่านเป้า แต่ยังมีเงินลงทุนเหลื่อมปีเกือบ 2 แสนล้านบาท แนะ “แก้คอขวด” รายโครงการ ควบคู่ตรวจคุณภาพงาน เพื่อให้เงินรัฐสร้างแรงส่งถึงธุรกิจและประชาชน
เปิดเกมเบิกจ่ายต้นปี :
การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 กำลังเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ทั้งในด้าน…ความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และ ประสิทธิภาพการบริหารราชการ เพราะวงเงินที่เตรียมไว้! จะสร้างผลได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่า…โครงการเดินหน้าได้จริงเมื่อใด? และ ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างไร?
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐปี 2570 เพื่อให้เงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมงบประมาณ เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี และงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ
กรอบเงินภาครัฐที่นำมาขับเคลื่อนมีประมาณ 4.31 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย…งบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณ 3.79 ล้านล้านบาท เงินเหลื่อมปีประมาณ 2.44 แสนล้านบาท และ งบลงทุนรัฐวิสาหกิจประมาณ 2.79 แสนล้านบาท
ตัวเลขวงเงินข้างต้น ถือเป็น…กรอบเงินหลายส่วนรวมกัน มิใช่งบกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทั้งหมด และยังต้องติดตามการเบิกจ่ายจริงตามแผนของแต่ละหน่วยงาน
ตั้งเป้า ผูกความรับผิดชอบ :
กระทรวงการคลังกำหนดเป้าหมายเบิกจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% รายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% และ รายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% พร้อมเร่งก่อหนี้ผูกพันงบลงทุนให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ส่วนรัฐวิสาหกิจต้องเบิกจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบลงทุน
มาตรการครั้งนี้ ได้เพิ่มน้ำหนักเรื่องความรับผิดชอบ โดยนำ ผลการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายไปประกอบการประเมินหัวหน้าหน่วยงาน รวมถึง การพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้าย พร้อมให้ รายงานความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางแก้ไขต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป
สำหรับ รัฐวิสาหกิจ รัฐบาลต้องการให้เร่งลงทุนและเบิกจ่ายในครึ่งแรกของปีงบประมาณไม่น้อยกว่า 60% ของกรอบลงทุนทั้งปี พร้อมเชื่อมผลเบิกจ่ายกับตัวชี้วัดผู้บริหารสูงสุด หากจำเป็นต้องปรับกรอบลงทุน ให้ดำเนินการภายในไตรมาสแรก และเร่งก่อหนี้ผูกพันภายในไตรมาส 2 เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบและกำหนดเวลาชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง
ผ่านเป้า ยังมีงานค้าง :
ด้าน นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง รายงานผลปีงบประมาณ 2569 ว่า งบประจำปีเบิกจ่ายได้ 3,623,019.44 ล้านบาท หรือ 95.83% สูงกว่าเป้าหมาย 93% เมื่อรวมเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีจากปี 2568 ยอดเบิกจ่ายอยู่ที่ 3,922,090.17 ล้านบาท
เฉพาะรายจ่ายลงทุน เบิกจ่ายได้ 586,944.42 ล้านบาท หรือ 75.07% ผ่านเป้าหมาย 75% แต่ยังมีเงินลงทุนกันไว้เบิกเหลื่อมไปปี 2570 จำนวน 193,509.25 ล้านบาท ขณะที่เงินเหลื่อมปี 2568 มีงบพับไป 21,594.76 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การผ่านเป้าหมายภาพรวมยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการติดตามงานลงทุน
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เงินเหลื่อมปีไม่ควรถูกตีความเป็นความล้มเหลวทั้งหมด เพราะบางโครงการมีระยะเวลาดำเนินงานและงวดชำระเงินข้ามปีตามสัญญา แต่จำเป็นต้องแยกให้ได้ว่า ส่วนใดเดินหน้าตามแผน? และส่วนใดค้างเพราะปัญหาที่แก้ไม่สำเร็จ?
มิฉะนั้น ตัวเลขรวมจะบดบังความล่าช้ารายโครงการและความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของงบ
เศรษฐกิจต้องการแรงส่ง :
ข้อมูล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจเดือนสิงหาคมโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน การลงทุนเอกชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ การบริโภคเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่การผลิตอุตสาหกรรมและกิจกรรมบริการโดยรวมลดลง ขณะที่ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องทั้งรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ
ภาพนี้ชี้ว่า…เศรษฐกิจแต่ละส่วนยังเคลื่อนไหวต่างจังหวะ การใช้จ่ายภาครัฐจึงมีบทบาทช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลเดือนสิงหาคมเป็นภาพก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมช่วงปลายกันยายน การประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมต้องใช้ข้อมูลช่วงถัดไป ไม่ควรนำมาอธิบายตัวเลขย้อนหลัง
โจทย์เชิงกลยุทธ์! จึงอยู่ที่…การเลือกเร่งโครงการ ซึ่งพร้อมดำเนินการและสร้างประโยชน์ได้จริง ทั้ง…การรักษาการจ้างงาน ลดต้นทุนธุรกิจ และ ยกระดับบริการสาธารณะ เพราะเงินจำนวนเท่ากันอาจให้ผลต่อเศรษฐกิจต่างกันตามประเภทโครงการ ระยะเวลาส่งมอบ และการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศ
เซ็นสัญญา ต้องเดินงาน :
การก่อหนี้ผูกพัน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้โครงการมีข้อผูกพันทางงบประมาณ แต่ยังต้องผ่านการดำเนินงาน ส่งมอบ ตรวจรับ และชำระเงิน จึงจะเกิดผลครบตามวัตถุประสงค์ การเร่งลงนามให้ทันกำหนดโดยงานยังไม่พร้อม อาจเพียงย้ายความล่าช้าจากขั้นจัดซื้อจัดจ้างไปอยู่ในขั้นก่อสร้างหรือส่งมอบ
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า หน่วยงานควรติดตามความคืบหน้าทั้งด้านการเงินและผลงานจริงควบคู่กัน พร้อมระบุจุดติดขัดรายโครงการ เช่น แบบก่อสร้าง พื้นที่ ใบอนุญาต กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการตรวจรับ
โดยกำหนดผู้แก้ไขและกรอบเวลาอย่างชัดเจน แทนการใช้คำสั่ง “เร่งรัด” เหมือนกันกับทุกโครงการ
สำหรับ งานที่เดินหน้าตามแผน ควรตรวจรับและชำระเงินให้ตรงเวลา เพื่อให้ผู้รับจ้างและผู้จัดหาสินค้ามีสภาพคล่องต่อเนื่อง ส่วนงานที่ยังไม่พร้อมต้องเร่งแก้ปัญหาก่อนสร้างข้อผูกพันเพิ่มเติม การบริหารสองส่วนนี้ให้ถูกจังหวะจะช่วยลดทั้งเงินค้างและความเสี่ยงงานสะดุด
โอนงบ ต้องตอบโจทย์ :
มาตรการปี 2570 เปิดทางนำรายการลงทุนที่ก่อหนี้ผูกพันไม่ทันไตรมาส 2 ไปพิจารณาจัดทำร่างกฎหมายโอนงบประมาณ ให้โครงการที่สำคัญและพร้อมดำเนินการมากกว่า ขณะที่ เงินเหลื่อมปี 2569 ซึ่งยังอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง หากก่อหนี้ไม่ทันวันที่ 31 มีนาคม 2570 กระทรวงการคลังจะพิจารณาไม่อนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมควรพิจารณาร่วมกับความจำเป็นและความคุ้มค่า โครงการที่ดำเนินการง่ายอาจไม่ได้แก้ปัญหาเร่งด่วนที่สุด ขณะที่ บางโครงการซึ่งมีความสำคัญสูงอาจติดขั้นตอนที่ส่วนกลางสามารถช่วยปลดล็อกได้ ก่อนโอนงบจึงควรเปิดเผยเหตุผล ผลกระทบต่อผู้รับประโยชน์ และความพร้อมของโครงการที่จะรับเงินแทน
วัดผลให้ถึงประชาชน :
การผูกยอดเบิกจ่ายกับผลงานผู้บริหารช่วยสร้างแรงจูงใจ แต่ต้องออกแบบการประเมินให้ครอบคลุมคุณภาพ ความโปร่งใส และผลลัพธ์ด้วย เพื่อป้องกันการเร่งใช้เงินเพียงให้ผ่านตัวชี้วัด การตรวจรับต้องยืนยันงานตามสัญญา
ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลควรทำให้ประชาชนตรวจสอบ ได้ว่า…เงินจ่ายแล้วได้อะไรกลับคืนมาบ้าง???
ข้อเสนอของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” คือ จัดทำข้อมูลติดตามโครงการลงทุนสำคัญที่แสดงวงเงิน ผู้รับจ้าง กำหนดส่งมอบ ผลเบิกจ่าย ความก้าวหน้างาน และปัญหาที่รอแก้ไข พร้อมประเมินผลหลังใช้งาน เช่น ลดเวลาเดินทาง ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถรองรับบริการ หรือช่วยลดความเสียหายจากภัยพิบัติได้เพียงใด?
บททดสอบของ ดร.เอกนิติ และ กรมบัญชีกลางภายใต้การนำของนางแพตริเซีย จึงอยู่ที่การทำให้ระบบราชการเปลี่ยนวงเงินเป็นผลงานได้ตรงเวลา และทำให้ผลงานนั้นสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง
เป้าหมายเบิกจ่ายเป็นเครื่องมือกำกับการทำงาน ส่วนความสำเร็จจะต้องปรากฏในรายได้ การจ้างงาน และคุณภาพบริการที่ประชาชนได้รับจริงๆ!!!.

