• อาทิตย์ 27 กันยายน 2569 เวลา 12:35 น.

กรุงเทพสเตอร์ดัม

BREAKING NEWS STRATEGIES

(ถึงเวลาหรือยัง?….เมืองหลวงไทยต้องเร่งเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ!)

ห่าฝนกระหน่ำต่อเนื่องเพียงไม่กี่วัน ก็ทำให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนจาก…เมืองที่ไม่เคยหลับ! กลายเป็น…เมืองที่ถนนหลายสายแทบหยุดนิ่ง รถจมน้ำ การเดินทางสะดุด และชีวิตคนเมืองรวนพร้อมกันทั้งระบบ คำถามที่คมและลึกซึ้งกว่า “ภาครัฐจะระบายน้ำอย่างไรให้เร็วขึ้น?” นั่นคือ…ได้เวลาที่ กรุงเทพฯ จะออกแบบตัวเอง! เพื่อให้ “อยู่กับน้ำ” และยังทำงานได้ต่อไป…กี่โมง???

50 เขตวิกฤต – เมื่อน้ำท่วมไม่ใช่แค่ “น้ำรอระบาย” :

25 กันยายน 2569 กรุงเทพมหานคร ขยายประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากเดิม 3 เขต คือ หนองจอก สวนหลวง และคันนายาว ครอบคลุม ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง! จนเกิดน้ำท่วมขัง การจราจรติดขัด กระทบการดำรงชีวิต และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินประชาชนและรัฐ

ข้อมูลช่วงวันที่ 25–26 กันยายน พบว่า…หลายพื้นที่มีฝนสะสม 2 วันมากกว่า 300 มิลลิเมตร ขณะที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงาน ณ เช้าวันที่ 26 กันยายนว่า…กรุงเทพฯ มีน้ำท่วมขังผิวการจราจร 44 จุด และมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 22 เขต 66 จุด

ภาพที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงชัดเจนกว่าตัวเลข!!!

บริเวณ “ห้าแยกลาดพร้าว” มีน้ำสูง 30–50 เซนติเมตร “ถนนวิภาวดีรังสิต” บางช่วงน้ำสูงเกือบ 1 เมตร รถติดค้าง 3–4 ชั่วโมง ขณะที่ วันที่ 27 กันยายน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่ายังมี 13 ถนนที่รถเล็กผ่านไม่ได้ และประเมินว่า…หากฝนหยุด จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2–3 วันเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “น้ำรอการระบาย” แต่มันกำลังทดสอบว่า…มหานครแห่งนี้สามารถทำงานต่อไปได้หรือไม่? เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ!

น้ำท่วมถนน – สะเทือนทั้งระบบเมือง :  

เมื่อถนนจมน้ำ สิ่งที่หยุด!…ไม่ได้มีเพียงรถยนต์เท่านั้น???

คนก็ไปทำงานไม่ได้ รถส่งสินค้าเข้าไม่ถึง ร้านค้าและธุรกิจเปิดไม่ได้ รถยนต์และรถจักรยานยนต์เสียหาย ระบบขนส่งและบริการสะดุด ขณะที่ ประชาชนเริ่มซื้ออาหาร น้ำดื่ม และของจำเป็นสำรองไว้ในบ้าน

ความเสียหาย…จึงไม่ได้อยู่เฉพาะใน “ท่อระบายน้ำ” หรือ “บนพื้นถนน” แต่มันกำลังไหลเข้าไปใน ระบบเศรษฐกิจของเมือง!!??

รถยนต์ที่จมน้ำ คือ…ภาระของครัวเรือนและบริษัทประกัน

รถจักรยานยนต์ที่เสีย คือ…เครื่องมือทำมาหากินของแรงงานจำนวนหนึ่ง

ถนนที่ใช้ไม่ได้ คือ…ต้นทุนของระบบโลจิสติกส์ ร้านค้าที่ลูกค้าเข้าไม่ถึงคือรายได้ที่หายไป

และ หากระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม โรงพยาบาล น้ำประปา คลังสินค้า หรือระบบขนส่งมวลชนได้รับผลกระทบตามมา ความเสียหายย่อมไม่ได้ “เพิ่ม” แบบเส้นตรง? แต่สามารถลุกลามเป็นลูกโซ่!!??

ดังนั้น คำถามสำคัญหลังน้ำลด? จึงไม่ควรมีเพียง…

“คราวหน้าจะระบายน้ำให้เร็วขึ้นอย่างไร???”

แต่อาจต้องถามว่า…“คราวหน้าถ้าน้ำมาอีก เราจะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ ยังทำงานได้!!??”

กรุงเทพฯ แก้ “จุด” หรือ “ระบบ” :

ภาพที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่า…กรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของผู้ว่าฯชัชชาติ ก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย…

กทม.มีระบบคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ และมีการแบ่งพื้นที่บริหารจัดการจุดอ่อนน้ำท่วม แบบ Sub Polder System 20 พื้นที่ ครอบคลุมประมาณ 340.8 ตารางกิโลเมตร

ที่สำคัญ! กทม.เองรับรู้ “ความเสี่ยงในระยะยาว” อยู่ก่อนแล้ว!!!

แผนบริหารความเสี่ยงของกรุงเทพมหานคร ระบุถึง “ความเสี่ยง!” จากน้ำหลากและน้ำทะเลหนุน แนวป้องกันน้ำท่วมที่ยังไม่สมบูรณ์

พื้นที่ทางน้ำ หรือ Flood Way ที่ลดลง ตลอดจน ปัญหาระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและการทรุดตัวของแผ่นดิน

ประเด็นปัญหาจึงไม่ใช่ว่า…“ในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ กรุงเทพฯ ได้ทำอะไรหรือไม่???”

แต่คือ…สิ่งที่เราทำอยู่ เป็นการแก้ปัญหาเป็นโครงการ หรือกำลัง “เปลี่ยนโครงสร้าง” ของมหานครทั้งระบบ! เพื่อให้มันพร้อมอยู่กับน้ำในอีก 30–50 ปีข้างหน้า???

บางกอกสเตอร์ดัม – จากสู้กับน้ำ สู่การอยู่กับน้ำ :

เนเธอร์แลนด์ ถือเป็น “ตัวอย่าง/กรณีที่น่าศึกษา” และเรียนรู้ไปกับความเป็น ประเทศที่มีพื้นที่จำนวนมาก “เสี่ยง!” ต่อการถูกน้ำท่วม และสิ่งที่น่าสนใจ…ไม่ใช่เพราะเขาสามารถ “เอาชนะน้ำ” ได้อย่างไร?

ตรงกันข้าม! สิ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ…พวกเขายอมรับว่า น้ำจะอยู่กับประเทศนี้ตลอดไป

นั่นจึงนำไปสู่…แนวคิดบริหารความเสี่ยงระดับชาติ ผ่าน Delta Programme ซึ่งไม่ได้ดูเฉพาะ “เขื่อน” หรือ “การระบายน้ำ” แต่ “เชื่อมต่อ” การป้องกันน้ำท่วม น้ำจืด การวางผังเมือง การใช้ที่ดิน และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกัน

โดยที่…รัฐบาลกลาง จังหวัด เทศบาล หน่วยงานน้ำและหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทำงานร่วมกัน และมีเป้าหมายให้เนเธอร์แลนด์มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศและน้ำภายในปี 2050

ที่สำคัญ แนวคิดนี้ มองไปถึง ระบบสำคัญที่ห้ามล้ม! เมื่อเกิดน้ำท่วม? ไม่ว่าจะเป็น…ไฟฟ้า ก๊าซ โทรคมนาคม น้ำดื่ม โรงพยาบาล ระบบบำบัดน้ำเสีย ถนน และสถานีสูบน้ำ ฯลฯ

กรุงอัมสเตอร์ดัม เอง ก็กำลัง “ปรับเมือง” เพื่อ “รับมือ” ทั้ง ฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่จะมีตามมา เช่น ปัญหาน้ำท่วม ความร้อนและภัยแล้ง ฯลฯ

และ ไม่ใช่ด้วยโครงการเดียว แต่ด้วยการนำ climate adaptation เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง

นี่ต่างหาก คือ…สิ่งที่กรุงเทพมหานคร และรัฐบาลไทย ควรจะต้องเร่งและรีบทำการศึกษาโดยเร็ว!!??

สิ่งนี้ ไม่ใช่แค่การ…ลอกเลียนแบบการทำคลอง เขื่อน หรือประตูน้ำของเนเธอร์แลนด์ เพื่อนำมาตั้งอยู่ในประเทศไทย

แต่คือ…การเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งระบบ!!!

เปลี่ยนวิธิคิด – จาก “เอาน้ำออก” เป็น “หาที่ให้น้ำอยู่” :  

“เมืองที่อยู่กับน้ำได้” อาจต้องมีพื้นที่ ซึ่งยอมให้น้ำเข้าไปอยู่ชั่วคราว แทนที่จะพยายามผลักน้ำทุกหยดลงท่อ???

สวนสาธารณะ สนามกีฬา ลานจอดรถ พื้นที่ราชการ พื้นที่ใต้ทางด่วน หรือพื้นที่เปิดโล่งบางประเภท อาจต้องถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รับและหน่วงน้ำได้เมื่อเกิดฝนรุนแรง ก่อนค่อยระบายออกเมื่อระบบพร้อม

อาคารใหม่ อาจต้องมีความสามารถ “กักเก็บน้ำฝน” มากขึ้น

พื้นผิวเมืองต้องยอมให้น้ำซึมได้มากขึ้น

คลองต้องไม่ถูกมองเป็นเพียงทางระบายน้ำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเมือง

และ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญต้องถูกตั้งคำถามใหม่ ที่ว่า…

โรงพยาบาล สถานีไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล สถานีรถไฟฟ้า คลังสินค้า ศูนย์กระจายอาหาร หรือระบบโทรคมนาคม จะยังทำงานได้หรือไม่ หากพื้นที่รอบข้างมีน้ำสูง 50 เซนติเมตรหรือ 1 เมตร?

นี่คือ…การเปลี่ยนจาก Flood Prevention เพียงอย่างเดียว ไปสู่ Urban Resilience

ไม่ใช่สัญญาว่า…เมืองจะไม่มีวันน้ำท่วม! แต่ต้องทำให้ น้ำท่วมแล้วเมืองไม่ล้ม!!??

เมืองต้องเปลี่ยน – คนก็ต้องเปลี่ยน :

การสร้างเมืองที่อยู่กับน้ำ ไม่ได้เป็นหน้าที่ของ…รัฐบาล หรือกรุงเทพมหานคร เพียงฝ่ายเดียว? เพราะต่อให้ลงทุนระบบระบายน้ำอีกมหาศาล…

แต่หาก…ขยะยังถูกทิ้งลงถนน ท่อ คูคลอง เศษอาหารและไขมัน ยังถูกปล่อยลงระบบระบายน้ำ หรือมีการกำจัดน้ำมันเครื่องและของเสียอย่างไม่ถูกวิธี!!??

ประสิทธิภาพของโครงสร้างที่ลงทุนไปย่อมถูกลดทอนลง

ดังนั้น ปัญหาบางส่วน จึงอยู่ที่ “พฤติกรรมของคนที่ใช้เมือง!” ด้วยเช่นเดียวกัน

แนวคิดเรื่อง…“กรุงเทพสเตอร์ดัม” จึงต้อง…สร้างมากกว่าคลอง พื้นที่รับน้ำ หรืออุโมงค์ระบายน้ำ ฯลฯ

แต่ต้องสร้าง วัฒนธรรมเมืองและจิตสาธารณะ ตั้งแต่…ไม่ทิ้งขยะลงพื้นและแม่น้ำลำคลอง แยกและกำจัดของเสียให้ถูกวิธี ดูแลพื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงการยอมรับว่า…พฤติกรรมเล็ก ๆ ของแต่ละคนสามารถสร้างต้นทุนให้คนอีกหลายล้านคนได้ เมื่อสิ่งที่เราทิ้งวันนี้ไปอุดตันอยู่ในระบบระบายน้ำวันหน้า

ท้ายที่สุด! เมืองที่น่า…อยู่ไม่ได้สะท้อนเฉพาะความสามารถของรัฐบาลในการบริหารจัดการ แต่ยังจะสะท้อน จาก…วินัยและความรับผิดชอบร่วมกันของคนในสังคม ด้วย

หาก ประเทศไทย ต้องการให้…กรุงเทพฯ ที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมลงทุนจำนวนมหาศาลนับ “ล้านล้านล้านบาท” มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพื่อการ “สร้างบ้านแปงเมือง” ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา จนกระทั่ง กลายเป็น “มหานคร” ของไทยและภูมิภาคนี้

ให้ กรุงเทพฯ ได้เป็น “มหานคร” ที่พร้อมรับมือในทุกสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง!!!

ฉะนั้น การลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานนับจากวันนี้เป็นต้นไป จะจึงต้อง “เดินคู่” ไปกับการสร้างพฤติกรรมสาธารณะ

นั่นเพราะ…“เมืองที่อยู่กับน้ำได้” ต้องเกิดจากทั้งระบบที่ดีและคนที่ช่วยกันดูแลระบบที่ว่านั้น!!!

น้ำไร้พรมแดน – กรุงเทพฯ แก้ลำพังไม่ได้ :

อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องยอมรับ ก็คือ…น้ำไม่รู้จักเขตการปกครอง???

น้ำจาก…จังหวัดปทุมธานี ไม่หยุดตรงป้าย “ยินดีต้อนรับสู่กรุงเทพมหานคร” และ น้ำในกรุงเทพฯเอง ก็จะต้องระบายต่อไปยังแม่น้ำ ลำคลอง และพื้นที่ซึ่งเชื่อมโยงกับจังหวัดรอบข้าง

การสร้าง “กรุงเทพสเตอร์ดัม” จึงไม่สามารถเป็น…ภารกิจของ ผู้ว่าฯ กทม.หรือสำนักการระบายน้ำ เพียงหน่วยงานเดียว

รัฐบาลกลาง กทม. กรมชลประทาน จังหวัดปริมณฑล หน่วยงานทางหลวง ระบบราง การไฟฟ้า การประปา ผังเมือง ภาคธุรกิจและชุมชน ฯลฯ

ทุกฝ่ายจะต้องมอง กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็น “ระบบน้ำเดียวกัน!”

และนั่น…จะทำให้โจทย์นี้ “ใหญ่กว่า” การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำอีกหนึ่งแห่ง เพราะมันคือ…การวางอนาคตมหานครใหม่

กรุงเทพสเตอร์ดัม – ไม่ใช่การลอกอัมสเตอร์ดัม :

กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น…กรุงอัมสเตอร์ดัม และประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นต้องเดินตาม…เนเธอร์แลนด์ ทุกอย่าง

นั่นเพราะ ต่างก็มี…ภูมิประเทศ ระบบคลอง ปริมาณฝน ประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างการบริหาร ที่แตกต่างกัน!!??

แต่สิ่งหนึ่งที่เรียนรู้ได้ ก็คือ…ประเทศที่ต้องอยู่กับน้ำ ไม่สามารถบริหารน้ำด้วยโครงการระยะสั้นและรอแก้เมื่อเกิดวิกฤตไปตลอด!!!

ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใช้ แนวคิด Adaptive Delta Management คือ…มองความเสี่ยงไปไกลหลายสิบปี ลงมือในสิ่งที่จำเป็นวันนี้ แต่เปิดทางให้ “ยุทธศาสตร์” ปรับเปลี่ยนได้? เมื่อระดับทะเล ภูมิอากาศ เทคโนโลยีและเมืองเปลี่ยนไป!

กรุงเทพฯ อาจถึงเวลาต้องมี “วิสัยทัศน์” ในระดับเดียวกัน!!!

ไม่ใช่…แผนรับมือน้ำท่วมปีหน้า แต่ต้องหาคำตอบให้กับ…คนกรุงเทพฯ คนไทย และ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องผ่านเข้า-ออก “มหานคร – เมืองหลวงของไทย” ปีละกว่า 30 ล้านคน ว่า…

สุดท้าย!กรุงเทพมหานครในปี 2593 หรือ 2600 จะอยู่กับน้ำอย่างไร???

หลังน้ำลด – กรุงเทพฯ จะเหมือนเดิมหรือไม่? :

เมื่อฝนหยุด เครื่องสูบน้ำทำงาน และระดับน้ำลด ถนนจะกลับมาเปิด รถจะกลับมาวิ่ง ร้านค้าจะกลับมาเติมสินค้า และชีวิตของกรุงเทพฯ จะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ!!??

แต่สิ่งที่ ไม่ควรลดหายไปพร้อม…ระดับน้ำ นั่นก็คือ…คำถามที่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทิ้งไว้???

แล้วเราจะลงทุนเพื่อ ไล่น้ำออกจากกรุงเทพฯ ให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ หรือจะเริ่มลงทุนเพื่อสร้าง กรุงเทพฯ ที่สามารถอยู่กับน้ำได้

“กรุงเทพสเตอร์ดัม” จึงไม่จำเป็นต้องเป็นชื่อโครงการ และไม่ใช่ความฝันที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นอัมสเตอร์ดัม???

แต่มันควรเป็น คำถามต่อไปยัง “รัฐบาลอนุทิน” กรุงเทพมหานคร และสังคมไทย ว่า…

ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่จะเลิกคิดว่า…น้ำท่วมเป็นเหตุฉุกเฉินที่เกิดเป็นครั้ง ๆ แล้วหันมายอมรับว่า… “น้ำ” คือ “เงื่อนไขหนึ่ง” ของ…“อนาคตมหานคร” แห่งนี้???

เพราะ ประเด็นคำถามที่สำคัญที่สุด! อาจไม่ใช่เพียงว่า…“เราจะทำอย่างไรไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ อีก?” แต่คือ…“แล้วเราจะสร้างกรุงเทพฯ แบบไหน? ที่ต่อให้น้ำมา…มากมายสักเพียงใด? เมืองมหานครแห่งนี้…ก็ยังสามารถจะเดินหน้าต่อไปได้!!!”.