(ต่อจิ๊กซอว์ ‘BOI – ตลาดทุน – กกร.’ เปลี่ยน ‘ทุนผ่านทาง‘ เป็นเศรษฐกิจของคนไทยได้จริง???)
“เอกนิติ” วาง 7 กองหน้า – 4 กองกลาง ดัน Investment-led Growth ตั้งเป้า GDP โตไม่ต่ำกว่า 3%
แต่เดิมพันไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินหรือจำนวนบริษัทเข้า IPO หากอยู่ที่การสร้างงาน เทคโนโลยี
Local Champions และการพา SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่อย่างแท้จริง
ยุทธศาสตร์เริ่มต่อภาพ :
ภายหลัง รัฐบาลเปิดตัวมาตรการ “BOI to IPO” เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 เพื่อเชื่อมกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะ ธุรกิจ New Economy เข้ากับตลาดทุนไทย อีกเพียง 4 วันต่อมา ภาพยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น!!!
เมื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ.
หาก BOI to IPO คือ…การสร้างทางเชื่อมระหว่าง “การส่งเสริมการลงทุน” กับ “การระดมทุน”
Reinvent Thailand ก็มิต่างจาก…การวางแผนผังห้องเครื่องเศรษฐกิจทั้งระบบ ว่าอุตสาหกรรมใดจะเป็นกำลังหลัก ระบบใดต้องเข้ามาสนับสนุน และภาครัฐจะปลดล็อกอุปสรรคอย่างไร?
2 ความเคลื่อนไหวนี้ จึงไม่ใช่นโยบายคนละชุด หากเป็น “จิ๊กซอว์” ของยุทธศาสตร์เดียวกัน! นั่นคือ…การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน หรือ Investment-led Growth!!!
มากกว่าคำถามที่ว่า…ไทยจะดึงเงินลงทุนเข้ามาได้มากเพียงใด? นั่นก็คือ…การลงทุนเหล่านั้นจะ “ผ่านประเทศไทย” หรือจะ “หยั่งรากในประเทศไทย” และสร้างมูลค่าให้คนไทยได้จริงเพียงใด???

7 กองหน้าเร่งทำแต้ม :
Reinvent Thailand วางภาคธุรกิจเป้าหมาย 7 กลุ่ม เป็น “กองหน้า” ประกอบด้วย…เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
บทบาทของ “กองหน้า” ก็คือ…การลงทุน ผลิตสินค้าและบริการ สร้างงาน สร้างรายได้ และนำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ตลาดใหม่
ขณะที่ “กองกลาง” 4 ด้าน ได้แก่…โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัลและ AI พลังงาน และระบบการเงิน ก็มีหน้าที่ สนับสนุนให้ทั้ง 7 กลุ่มสามารถแข่งขันและขยายตัวได้
ส่วน “กองหลัง” มิต่างจาก..การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง เพื่อไม่ให้การเร่งลงทุนสร้างความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
โครงสร้างดังกล่าว สะท้อนว่า…การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่อาจดำเนินการแบบแยกส่วนอีกต่อไป
นั่นเพราะ…ต่อให้ไทยดึงดูดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Data Center) เข้ามาได้ แต่หากไม่มีไฟฟ้าที่มั่นคงและมีต้นทุนแข่งขันได้ ไม่มีบุคลากรทักษะสูง ไม่มีโครงสร้างดิจิทัล และไม่มีแหล่งทุนรองรับ การลงทุนก็อาจหยุดอยู่เพียงโครงการบนกระดาษ!!??
เช่นเดียวกับ การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ หากผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี เงินทุน และคำสั่งซื้อใหม่ การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าอาจเกิดขึ้นพร้อมกับการหายไปของผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่ง
การแข่งขันครั้งนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะว่า…“กองหน้า” ทำประตูได้กี่ลูก? แต่ต้องดูด้วยว่า…ลูกบอลจากกองกลางส่งไปถึงผู้ประกอบการไทยหรือไม่? แค่ไหน? อย่างไร?
BOI to IPO เติมเชื้อเพลิง :
เมื่อวาง BOI to IPO ลงในแผนผังนี้ จะเห็นชัดว่า…มาตรการดังกล่าว คือ หนึ่งในเครื่องมือของ “กองกลางด้านระบบการเงิน”
ที่ผ่านมา บริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอาจใช้เงินทุนจากบริษัทแม่ เงินกู้จากสถาบันการเงิน หรือสิทธิประโยชน์จาก BOI เพื่อเริ่มต้นโครงการ แต่ BOI to IPO เปิดทางให้กิจการ New Economy ที่มีศักยภาพสามารถระดมทุนจากตลาดทุนไทย เพื่อนำเงินไปขยายกิจการ ลงทุนด้านเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และสร้างการเติบโตต่อเนื่องจากประเทศไทย
นัยสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียน หรือเพิ่มสินค้าใหม่ให้ตลาดหุ้นไทยเท่านั้น แต่คือ…ความพยายามเปลี่ยนกิจการที่เข้ามา “ตั้งฐาน” ให้กลายเป็นกิจการที่ “เติบโตจากฐานประเทศไทย”
ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยมีส่วนร่วมถือหุ้นในกิจการแห่งอนาคต และผลักดันให้บริษัทเหล่านั้นยกระดับการเปิดเผยข้อมูล การควบคุมภายใน และธรรมาภิบาลตามมาตรฐานตลาดทุน
นี่คือ จุดที่เส้นทางจาก BOI สู่ IPO เชื่อมต่อกับเป้าหมาย Reinvent Thailand และสอดรับกับการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่มาตรฐาน OECD!!!
อย่างไรก็ตาม การสอดรับดังกล่าว ก็ไม่ควรถูกเหมารวมและตีความไปในทำนองที่ว่า…BOI to IPO เป็นเงื่อนไขโดยตรงของการเข้า OECD หากเป็นการปูพื้นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การคุ้มครองผู้ลงทุน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ
เป้าหมายใหญ่ – ช่องว่างกว้าง :
รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ไม่น้อยกว่า 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเข้าสู่ 20 อันดับแรกของโลก
เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนความต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ไปสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580
แต่ระยะห่างระหว่าง “เป้าหมาย” กับ “ฐานเศรษฐกิจจริง” ยังมีอยู่มาก
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ขณะที่การเติบโตยังมีลักษณะกระจุกตัว โดยแรงส่งส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ วัฏจักรเทคโนโลยี – AI และการลงทุนขนาดใหญ่
ปัญหาคือ…การลงทุนบางประเภทใช้เครื่องจักร วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงอาจสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน และคำสั่งซื้อภายในประเทศไม่มากเท่ากับตัวเลขเงินลงทุนที่ประกาศ
ดังนั้น การผลักดันสัดส่วนการลงทุนขึ้นสู่ 30% ของ GDP จะมีความหมายต่อเศรษฐกิจไทย ก็ต่อเมื่อเงินลงทุนสามารถเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับรายได้ของแรงงานไทยได้จริง!!??
มิฉะนั้น ประเทศอาจมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถหลุดออกจากภาวะเศรษฐกิจโตต่ำและการฟื้นตัวแบบ K-shape ได้

ลงทุนแล้วไทยต้องได้ :
ดร.เอกนิติ ระบุว่า…การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องเชื่อมการลงทุนและโอกาสจากตลาดโลกเข้ากับผู้ประกอบการในประเทศ สร้าง Local Champions ดึง SMEs ไทยเข้าสู่ Supply Chain ของเศรษฐกิจใหม่ และสร้างการจ้างงานภายในประเทศ
นี่คือ…หัวใจที่ต้องใช้วัดผล Reinvent Thailand!!!
เพราะความสำเร็จไม่ควรถูกประเมินจากมูลค่าคำขอรับส่งเสริมการลงทุน จำนวนโรงงาน หรือจำนวนบริษัทที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพียงอย่างเดียว แต่มันจะต้องวัดผลให้ได้ว่า…
การลงทุนหนึ่งโครงการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนจากประเทศไทยเท่าใด?
สร้างงานทักษะสูงกี่ตำแหน่ง?
มีการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทยหรือไม่?
ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทยเพียงใด?
และ เปิดพื้นที่ให้ SMEs ไทยเข้าถึงคำสั่งซื้อได้จริงกี่ราย?
สำหรับ BOI to IPO ก็เช่นเดียวกัน!…
การผ่านเกณฑ์ส่งเสริมของ BOI ไม่ได้หมายความว่า…จะผ่านเกณฑ์ IPO โดยอัตโนมัติ
และ การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่ได้รับประกันว่า…กิจการนั้นจะสร้างคุณค่าให้ประเทศได้ตามที่คาดหวัง
การเร่งรัดกระบวนการจึงต้องเดินควบคู่กับการคัดกรองคุณภาพ การเปิดเผยข้อมูล การคุ้มครองผู้ลงทุน และการตรวจสอบผลประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากสิทธิส่งเสริมและทรัพยากรของรัฐ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า…บริษัทใดจะได้เข้าตลาดทุนเร็วขึ้น? แต่เป็น…เงินทุนและสิทธิภาษีสร้างมูลค่าให้คนไทยได้จริงเท่าไร?
Quick Wins ต้องตรวจสอบได้ :
ที่ประชุมดังกล่าว ได้ร่วมกำหนด การทำงานเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ Stabilize Today เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน Transition Now เพื่อช่วยผู้ประกอบการปรับตัว และ Invest for Tomorrow เพื่อวางรากฐานอุตสาหกรรมและการลงทุนระยะยาว
พร้อมเตรียมคัดเลือกข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ทันที หรือ Quick Wins เข้าสู่กลไก กรอ.
จุดแข็ง! คือ…การนำข้อเสนอของภาคเอกชนเข้าสู่ช่องทางที่มีหน่วยงานรัฐรับผิดชอบ แทนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้วปล่อยให้ข้อเสนอสิ้นสุดอยู่ในรายงาน
แต่สิ่งที่ยังต้องรอคำตอบคือ Quick Wins ชุดแรกมีเรื่องใดบ้าง? ใครเป็นเจ้าภาพ? ต้องใช้งบประมาณเท่าใด? ต้องแก้กฎหมายหรือกฎระเบียบฉบับใด? และจะเห็นผลภายในกี่วัน?
เพราะหากไม่มีรายชื่อโครงการ เจ้าภาพ เส้นตาย และตัวชี้วัด Reinvent Thailand ก็ยังเป็นเพียงโครงสร้างความคิดที่ดูครบถ้วน แต่ยังไม่สามารถตรวจสอบความก้าวหน้าได้!!??

นายผยง ศรีวณิช ประธาน กกร. ย้ำว่า…Reinvent Thailand ต้องไม่เป็นเพียงเวทีเสนอความคิดเห็น แต่ต้องนำข้อเสนอเข้าสู่การปฏิบัติ กำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ประโยคข้างต้น! เท่ากับ…การกำหนดมาตรวัดให้กับรัฐบาลและ กกร. ไปพร้อมกัน ว่า…ความสำเร็จต้องปรากฏเป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่จำนวนการประชุม
ก่อนโชว์โลก – ต้องทำจริง :
ประเทศไทยกำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งถือเป็น เวทีสำคัญในการนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและความพร้อมด้านการลงทุนต่อประชาคมโลก
Reinvent Thailand และ BOI to IPO จึงอาจถูกนำเสนอเป็น หลักฐาน ว่า…ประเทศไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เปิดรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับระบบนิเวศการลงทุนเข้าสู่มาตรฐานสากล
แต่สิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่าชื่อโครงการ นั่นก็คือ…หลักฐานว่าประเทศไทยสามารถเปลี่ยนนโยบายให้เป็นการปฏิบัติได้จริง!!!
อย่างน้อยควรมี Quick Wins ที่ประกาศเจ้าภาพและเส้นตายชัดเจน มีโครงการลงทุนที่เริ่มเดินหน้า มีผู้ประกอบการไทยได้รับการเชื่อมเข้าสู่ Supply Chain และมีระบบเปิดเผยความก้าวหน้าให้ภาคธุรกิจและประชาชนติดตามได้
เวทีโลกอาจทำหน้าที่เปิดประตูรับการลงทุน แต่คุณภาพของกติกาภายในประเทศต่างหากที่จะตัดสินว่า การลงทุนนั้นจะอยู่กับไทยนานเพียงใด???
เดิมพันใหม่ของประเทศไทย :
เมื่อนำ Reinvent Thailand มาต่อเข้ากับ BOI to IPO ภาพยุทธศาสตร์รัฐบาลเริ่มชัดเจนขึ้น!!!
Reinvent Thailand ทำหน้าที่เลือกสนามและจัดทีมเศรษฐกิจ
ขณะที่ BOI ดึงกิจการเป้าหมายเข้ามาลงทุน
ตลาดทุนจัดหาเงินสำหรับการเติบโต
ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ดูแลมาตรฐาน
ส่วน กรอ. ทำหน้าที่ปลดล็อกอุปสรรคและผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติ
หากกลไกทั้งหมดทำงานต่อเนื่องกัน ประเทศไทยอาจไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สามารถพัฒนาไปสู่ฐานวิจัย ฐานนวัตกรรม ฐานระดมทุน และฐานเติบโตของกิจการ New Economy ได้
แต่หากแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกส่วน หรือวัดความสำเร็จจากเม็ดเงินและจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว การลงทุนใหม่ ก็อาจกลายเป็นเพียง “เกาะเศรษฐกิจ” ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแรงงานไทยไม่มากพอ
เดิมพันครั้งนี้ จึงใหญ่กว่าการเพิ่มจำนวน IPO หรือผลักดัน GDP ให้ผ่านระดับ 3%
เพราะคำตอบสุดท้ายของโจทย์สำคัญนี้ มันอยู่ที่ว่า…ประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน “ทุนจากภายนอก” ให้กลายเป็น “ความสามารถจากภายใน” ได้จริงหรือไม่? แค่ไหน? เมื่อไหร่ และอย่างไร?
และ การลงทุนยุคใหม่จะเพียงเดินทางผ่านประเทศไทย…หรือจะหยั่งราก สร้างคน สร้างกิจการ และสร้างความมั่งคั่งให้คนไทยอย่างแท้จริง!!!.


