• พุธ 9 กันยายน 2569 เวลา 05:43 น.

Webull Thailand พลิกเกมหลังซื้อ Pi

BREAKING NEWS STRATEGIES

(ผสานเทคโนโลยีกับ ‘ทีมลงทุนไทย’ ตั้งเป้า AUM ปี 2570 รวม 2 แสนล. – ดันธุรกิจ DR ขึ้น Top 3)

Webull Thailand เปิดยุทธศาสตร์ ภายหลังเข้าถือหุ้น Pi Securities 99.36% ด้าน ‘ชลเดช‘ วางแผน Acquire–Transform–Merge ภายในหนึ่งปี ย้ำ! รักษาทีม RM–IC พร้อมใช้ AI และเครือข่าย 18 ประเทศต่อยอดธุรกิจ ประกาศผนึก ttb–TrueMoney ขยายฐานลูกค้าทุกระดับ

บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Webull Thailand เปิดแผนดำเนินธุรกิจครั้งใหญ่ ภายหลังการเข้าถือหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi Securities รวมประมาณ 99.36% มูลค่ารวมประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,200 ล้านบาท โดยตั้งเป้านำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและเครือข่ายต่างประเทศของ Webull มาผสานกับฐานลูกค้า บุคลากร และความเชี่ยวชาญในตลาดทุนไทยของ Pi

นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand เปิดเผยว่า การเข้าถือหุ้นดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 หลังผ่านกระบวนการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจ Webull ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ

เป้าหมายสำคัญ คือ ผลักดันสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมของ Webull Thailand และ Pi Securities ขึ้นสู่ระดับ 200,000 ล้านบาทภายในปี 2570 หรือให้เร็วที่สุด จากปัจจุบันที่ Pi มี AUM ประมาณ 100,000 ล้านบาท ขณะที่ Webull Thailand มีประมาณ 20,000 ล้านบาท

ซื้อ “คน” เติม “เทคโนโลยี” :

นายชลเดช ย้ำถึง เหตุผลสำคัญที่ Webull ตัดสินใจซื้อ Pi ว่า…ไม่ได้อยู่ที่ฐานลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงบุคลากร ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดของธุรกิจหลักทรัพย์ โดยเฉพาะทีม Relationship Manager (RM) ทีม Investment Consultant (IC) ตลอดจน ทีมนักวิเคราะห์และทีมที่ปรึกษาการจัดพอร์ตลงทุน

ปัจจุบัน Pi มี RM ประมาณ 40–50 คน และ IC มากกว่า 300 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการให้บริการหุ้นไทย กองทุนรวม สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือ TFEX รวมถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความซับซ้อน ขณะที่ Webull มีจุดแข็งด้านเทคโนโลยี แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ และเครือข่ายการดำเนินธุรกิจใน 18 ประเทศ

การนำจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่ายมารวมกัน จึงช่วยลดระยะเวลาที่ Webull ต้องใช้ในการสร้างธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ขึ้นมาใหม่ พร้อมเปิดโอกาสให้บุคลากรของ Pi สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่างประเทศแก่ลูกค้าได้มากขึ้น

นายชลเดช ยืนยันว่า…RM และ IC ของ Pi จะไม่ได้รับผลกระทบด้านค่าตอบแทน โดยระบบ Revenue Sharing จะยังคงอยู่ พร้อมเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ให้บุคลากรสามารถสร้างรายได้จากฐานสินทรัพย์ที่หลากหลายกว่าเดิม

ทั้งนี้ Webull ยังเปิดรับ RM และ IC จากบริษัทหลักทรัพย์แห่งอื่นเข้าร่วมงาน แต่ย้ำว่า…ไม่มีนโยบายซื้อตัวพนักงานเป็นทีม โดยจะใช้สภาพแวดล้อมการทำงาน เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเป็นเครื่องดึงดูดบุคลากร

Acquire–Transform–Merge :

สำหรับแผนการบริหารกิจการหลังการซื้อ Pi แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ Acquire หรือการเข้าซื้อกิจการให้แล้วเสร็จ Transform หรือการพัฒนาบุคลากรและระบบงาน และ Merge หรือการรวมการดำเนินงานของสองบริษัทในอนาคต

ในช่วงแรก Webull Thailand และ Pi Securities จะยังดำเนินธุรกิจแยกจากกันภายใต้แบรนด์เดิม เพื่อให้การบริการลูกค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้น จึงทยอยเชื่อมโยงบุคลากร ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และระบบงานเข้าด้วยกัน โดยวางกรอบเวลาสำหรับการรวมกิจการไว้ประมาณ 1 ปี

ในขั้น Transform บริษัทจะสนับสนุนให้ IC ที่มีความพร้อมพัฒนาตัวเองไปสู่บทบาท RM ซึ่งสามารถวางแผนและดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าได้ครอบคลุมหลายประเภท แทนการพึ่งพารายได้จากการซื้อขายหุ้นไทยเพียงตลาดเดียว

ส่วน งานวิจัยจะพัฒนาภายใต้แนวคิด Webull Research โดยนำ AI มาช่วยสนับสนุนการทำงานของนักวิเคราะห์ รวมถึงใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพงานหลังบ้านและลดความซ้ำซ้อนของระบบ

อย่างไรก็ตาม นายชลเดช ยังได้ระบุว่า…บริษัทยังไม่สามารถสรุปผลกระทบต่อบุคลากรในส่วนงานหลังบ้านได้ เนื่องจากต้องตรวจสอบโครงสร้างและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานอย่างละเอียดก่อน โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณี

วางหมากลูกค้าทุกระดับ :

Webull Thailand ได้วาง ยุทธศาสตร์ขยายฐานลูกค้าแยกตามระดับความต้องการและรูปแบบการลงทุน โดย ฐานลูกค้าเดิมของ Webull ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนที่ซื้อขายหุ้นและออปชันในตลาดสหรัฐฯ ส่วน Pi มีความแข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้าหุ้นไทยและลูกค้าที่ต้องการบริการด้าน Wealth Management

สำหรับ กลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง บริษัทจะใช้ Webull Prime ควบคู่กับทีม RM และ IC ของ Pi โดยกำหนดสินทรัพย์ขั้นต่ำสำหรับบริการ Webull Prime ไว้ที่ประมาณ 10 ล้านบาท นับรวมทั้งหลักทรัพย์และเงินสดที่อยู่ในบัญชีลงทุน

ส่วน กลุ่ม Mass Affluent บริษัทเตรียมขยายบริการผ่านความร่วมมือกับธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb ขณะที่ ตลาดรายย่อยวงกว้างจะเข้าถึงผ่าน TrueMoney ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานกระจายอยู่ทั่วประเทศ

โดย ระยะแรก ความร่วมมือกับ ttb และ TrueMoney จะเริ่มจากบริการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ก่อน แล้วจึงพิจารณาเพิ่มผลิตภัณฑ์อื่นในอนาคต โดย Webull วางบทบาทเป็นผู้ให้บริการด้านการลงทุนอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มของพันธมิตร

กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้ Webull ไม่ต้องพึ่งการหาลูกค้าผ่านแอปพลิเคชันของตนเพียงช่องทางเดียว และลดต้นทุนการเข้าถึงนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก

AUM 2 แสนล้าน :

ปัจจุบัน Webull Thailand มีลูกค้าที่เปิดบัญชีและผ่านกระบวนการ KYC แล้วมากกว่า 400,000 บัญชี โดยผู้บริหารระบุว่า…มีอัตราการใช้งานประมาณ 60% และตั้งเป้าเพิ่ม AUM ของ Webull Thailand จากประมาณ 20,000 ล้านบาท เป็น 40,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2569

เมื่อรวมกับ AUM ของ Pi ประมาณ 100,000 ล้านบาท ทั้ง 2 บริษัทจึงมีฐานสินทรัพย์รวมเบื้องต้นราว 120,000 ล้านบาท ก่อนตั้งเป้าขยายขึ้นสู่ระดับ 200,000 ล้านบาทภายในปี 2570

สำหรับ รายได้ของ Webull Thailand ประมาณ 96% ยังมาจากการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ โดยมีออปชันหุ้นสหรัฐฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่กำลังเติบโต ขณะที่ ลูกค้าของบริษัทฯมีสัดส่วนการซื้อขายหุ้นไทยไม่ถึง 5%

ในทางกลับกัน ลูกค้า Pi มีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างน้อย สะท้อนว่า…ฐานลูกค้าของ 2 บริษัทมีความทับซ้อนกันต่ำ และสามารถนำผลิตภัณฑ์ของแต่ละฝ่ายไปนำเสนอข้ามฐานลูกค้าได้

นายชลเดช คาดการณ์ว่า…Webull Thailand จะมีกำไรเป็นปีแรกในปี 2569 และตั้งเป้าให้ Pi กลับมามีกำไรภายในปี 2570 ส่วนระยะเวลาคืนทุนจากเงินลงทุน 3,200 ล้านบาท ประเมินในเบื้องต้นว่าอาจอยู่ในช่วง 3–5 ปี แต่บริษัทยังไม่ได้กำหนดเป็นเป้าหมายผูกพันอย่างเป็นทางการ

ซื้อ Pi พ่วงโจทย์ฟื้นองค์กร :

อย่างไรก็ตาม ภารกิจของ Webull Thailandหลังเข้าถือหุ้น Pi ไม่ได้มีเพียงการเพิ่มฐานลูกค้าและผลักดัน AUM ให้ถึงเป้าหมาย แต่ยังรวมถึงการพลิกผลประกอบการ และยกระดับระบบควบคุมภายในของบริษัทให้สอดคล้องกับมาตรฐานกำกับดูแล

ก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเข้าตรวจสอบการดำเนินงานของ Pi ระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2568 และพบว่า…ระบบควบคุมภายในยังไม่เพียงพอต่อการกำกับให้บริษัทปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ใน 3 ด้าน ได้แก่

การนำหลักทรัพย์ที่ถูกเพิกถอนมารวมคำนวณเป็นหลักประกันในบัญชีซื้อขายเงินสด การปฏิบัติตามเกณฑ์ซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทสมาชิก และ การยื่นขอถอนทะเบียนเจ้าหน้าที่ผู้รับอนุญาตภายในเวลาที่กำหนด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีมติคุมประพฤติ Pi เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 พร้อมส่งรายละเอียดให้สำนักงาน ก.ล.ต.พิจารณาดำเนินการตามอำนาจต่อไป อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า…การฝ่าฝืนดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและระบบซื้อขายโดยรวม

ขณะเดียวกัน ผลประกอบการที่ขาดทุนและภาระเงินทุนของธุรกิจหลักทรัพย์เป็นหนึ่งในเหตุผลที่บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม ตัดสินใจขายเงินลงทุนใน Pi โดย CGH ระบุว่า…ธุรกิจหลักทรัพย์มีความผันผวน ใช้เงินทุนสูง และต้องรักษาเงินกองทุนตามเกณฑ์กำกับดูแล

ดังนั้น โจทย์ของ Webull Thailand จึงไม่ได้อยู่ที่การซื้อกิจการให้สำเร็จเท่านั้น แต่ต้องพิสูจน์ว่า…สามารถใช้เงินทุน เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการจากเครือข่ายระดับโลก เข้ามาแก้ข้อจำกัดเดิม ลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อน และนำ Pi กลับมามีกำไรภายในปี 2570 ตามเป้าหมายได้หรือไม่???

ประเด็นดังกล่าวทำให้แผน Acquire–Transform–Merge มีความหมายมากกว่าการรวมกิจการ? เพราะเป็นทั้ง…กระบวนการฟื้นผลประกอบการ ปรับระบบควบคุมภายใน และ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า บุคลากร ตลอดจน หน่วยงานกำกับดูแลไปพร้อมกัน

ปั้น DR ขึ้น Top 3 :

อีกหนึ่งธุรกิจที่ Webull Thailand เตรียมเร่งขยาย คือ การออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) โดยจะ พัฒนาภายใต้แบรนด์ Webull DR พร้อมตั้งเป้าก้าวขึ้นสู่กลุ่ม Top 3 ของตลาดไทย

ปัจจุบัน Pi มีประสบการณ์ในฐานะผู้ออก DR และมีผลิตภัณฑ์อ้างอิงสินทรัพย์ต่างประเทศอยู่แล้ว ขณะที่ Webull สามารถเติมเงินทุน เครือข่าย และความสัมพันธ์กับผู้จัดการสินทรัพย์ระดับโลก เพื่อคัดเลือก ETF หรือสินทรัพย์อ้างอิงที่ได้รับความสนใจเข้ามาพัฒนาเป็น DR

กลุ่มสินทรัพย์ที่บริษัทให้ความสนใจ ครอบคลุมทั้ง…เทคโนโลยี AI หุ้นต่างประเทศ และทองคำ อย่างไรก็ตาม วงเงินลงทุนสำหรับการขยายธุรกิจ DR ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนรายละเอียด

ทั้งนี้ บริษัทจะนำทีมวิจัยของ Pi มาพัฒนาควบคู่กับ Webull Research โดย นายกวี ชูกิจเกษม Chief Portfolio Advisory ของ Pi Securities และทีมผู้เชี่ยวชาญ จะยังมีบทบาทในการให้ข้อมูล วิเคราะห์ และจัดพอร์ตแก่ลูกค้า ต่อไป

เชื่อมทุนไทยสู่ตลาดโลก :

สำหรับ ยุทธศาสตร์ “หุ้นไทยไปหุ้นโลก” นั้น นายชลเดช ยืนยันว่า…Webull Thailand ยังคงเดินหน้าต่อ หลังช่วงสองเดือนที่ผ่านมาให้น้ำหนักกับกระบวนการตรวจสอบและปิดดีลซื้อ Pi เป็นหลัก

โดย แนวทางดำเนินงานมีทั้งการพาบริษัทไทยไปโรดโชว์ในต่างประเทศ การนำนักลงทุนต่างชาติเข้ามาพบผู้ประกอบการและบริษัทจดทะเบียนในไทย ตลอดจน การใช้ทีม Investment Banking ของ Webull Hong Kong ช่วยบริษัทไทยที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงหรือ Nasdaq

นายชลเดช ยอมรับว่า…ในระยะสั้นยังไม่คาดหวังให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอย่างก้าวกระโดด แต่กิจกรรมเชื่อมโยงตลาดจะช่วยสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าของกิจการและบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้บริการ Wealth Management และ Investment Banking ของกลุ่ม Webull ในอนาคต

ซึ่งขณะนี้ มีบริษัทไทยขนาดใหญ่เริ่มหารือกับทีมงานของ Webull Hong Kong แล้ว แต่ยังไม่มีการลงนามสัญญาและยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้

เดิมพันใหม่ตลาดทุนไทย :

ภาพรวมหลังปิดดีล Pi สะท้อนว่า… Webull Thailand กำลังเปลี่ยนสถานะจากแพลตฟอร์มที่มีรายได้พึ่งพาหุ้นสหรัฐฯ เป็นหลัก ไปสู่กลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์ที่มีรายได้จากสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ออปชัน กองทุนรวม TFEX Structured Note ธุรกิจ DR และ Wealth Management

ขณะที่ เครือข่ายใน 18 ประเทศ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ ฮ่องกงและสิงคโปร์ จะถูกนำมาใช้เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ เงินทุน และโอกาสทางธุรกิจข้ามประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของดีลมูลค่า 3,200 ล้านบาทจะไม่ได้วัดจากจำนวนบัญชี หรือขนาด AUM เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาบุคลากร เปลี่ยนฐานลูกค้าให้ใช้ผลิตภัณฑ์ข้ามตลาด ลดต้นทุนงานหลังบ้าน และทำให้ Pi กลับมามีกำไรได้ตามเป้าหมาย

โดย หากดำเนินการได้สำเร็จ การซื้อ Pi จะมีความหมายมากกว่าการเพิ่มขนาดให้ Webull Thailand เพราะจะเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมการลงทุน 2 ทิศทาง นั่นคือ…

พานักลงทุนไทยเข้าสู่ตลาดโลก พร้อม…เปิดเส้นทางให้บริษัทไทยออกไปพบกับเงินทุนระดับโลก!!! นั่นเอง.