(จากโรงงาน ม.อ. สู่ฐาน ‘ความมั่นคงอาหาร – การแพทย์ – ภัยพิบัติ’ รัฐพร้อมแค่ไหน?)
“วราวุธ” ดันโรงงานอาหารพร้อมบริโภค ด้าน ม.อ. เปิดให้เอสเอ็มอีชายแดนใต้ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐาน “อย. – ฮาลาล” ต่อยอดอาหารฉุกเฉินและอาหารทางการแพทย์ เชื่อมโรงพยาบาล ท้องถิ่น และกองทัพ ตั้งเป้าหมาย “จากหิ้งสู่ห้าง” แต่จะไปถึงขั้นสร้าง “คลังเสบียงยุทธศาสตร์” ของชาติได้หรือไม่? ขึ้นกับว่า…ใครสั่งซื้อ ใครบริหารสต็อก ใครเปิดตลาด และใครเป็นเจ้าภาพ
การลงพื้นที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ระหว่างร่วม ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา อาจดูเป็นเพียง…การเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารพร้อมบริโภคของมหาวิทยาลัย
แต่หาก มองผ่าน…สถานการณ์โลกและความเสี่ยงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ โรงงานแห่งนี้อาจมีความหมายมากกว่าแหล่งทดลองผลิตอาหาร
ทั้งภัยพิบัติที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ความขัดแย้งตามแนวชายแดน สังคมสูงวัย ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ตลอดจน การแข่งขันในตลาดอาหารฮาลาล ล้วนทำให้ “อาหารที่เก็บได้นาน ขนส่งง่าย ปลอดภัย และเหมาะกับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม” กลายเป็น…สินค้ายุทธศาสตร์!
ประเด็นคำถามสำคัญ จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่ว่า…โรงงาน ม.อ. ผลิตอะไรได้บ้าง? แต่ควรเป็น…รัฐบาลพร้อมยกระดับโรงงานนี้เป็นต้นแบบของ “คลังเสบียงยุทธศาสตร์ไทย” หรือไม่?
โรงงานกลางของภาคใต้ :
โรงงานผลิตอาหารพร้อมบริโภค ภายใน ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.อ. ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) มีเงินลงทุนประมาณ 86 ล้านบาท ผลิตได้ทั้งอาหารกล่อง อาหารเหลว และเครื่องดื่มสำเร็จรูป
จุดสำคัญอยู่ที่ “แนวคิด” เปิดพื้นที่ให้เอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชนเข้ามาใช้เครื่องจักร นักวิจัย เทคโนโลยี และกระบวนการผลิต ผ่านบริการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรับจ้างผลิตในรูปแบบ ODM/OEM
นี่คือ…การลดกำแพงสำคัญของผู้ประกอบการรายเล็ก!!! เพราะแม้หลายชุมชนจะมีวัตถุดิบและสูตรอาหารที่มีศักยภาพ แต่ไม่สามารถลงทุนสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักร ทดสอบอายุผลิตภัณฑ์ หรือขอมาตรฐานต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
นายวราวุธ ตั้งเป้าให้ ผู้ประกอบการ 156,079 ราย ในสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีโอกาสเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โดยเฉพาะ กลุ่มอาหาร อาหารทะเล ฮาลาล เกษตรแปรรูป ยางพารา ไม้ และเฟอร์นิเจอร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 156,079 รายควรถูกมองว่าเป็น “ฐานผู้ประกอบการที่มีโอกาส” ไม่ใช่จำนวนผู้ที่จะได้รับประโยชน์ทันที เพราะกำลังผลิตของโรงงาน จำนวนผลิตภัณฑ์ที่รับพัฒนาได้ต่อปี ค่าใช้บริการ และความพร้อมของผู้ประกอบการแต่ละรายยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ
เสบียงพร้อมรับวิกฤต :
ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพโดดเด่น คือ อาหารพร้อมบริโภคสำหรับภาวะฉุกเฉิน ซึ่งเก็บได้นานกว่า 18 เดือนโดยไม่ต้องแช่เย็นและไม่ใช้วัตถุกันเสีย บรรจุภัณฑ์สามารถกันน้ำและทนแรงกระแทก เหมาะสำหรับส่งเข้าไปในพื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ประสบภัย หรือพื้นที่ซึ่งระบบขนส่งและการประกอบอาหารตามปกติหยุดชะงัก
ความสามารถดังกล่าวตอบโจทย์ปัญหาที่พบซ้ำในทุกวิกฤต คือ การตั้งโรงครัวต้องใช้เวลา คน เชื้อเพลิง น้ำสะอาด และระบบขนส่งวัตถุดิบ ขณะที่อาหารปรุงเสร็จทั่วไปมีอายุสั้นและเสี่ยงต่อการปนเปื้อน
หากประเทศไทยมี อาหารสำรองที่ได้มาตรฐาน กระจายเก็บไว้ตามภูมิภาค และมีระบบหมุนเวียนสต็อกที่ดี จะช่วยให้ ปภ. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กองทัพ สภากาชาดไทย และหน่วยกู้ภัย สามารถเข้าถึงเสบียงได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ
โรงงาน ม.อ. จึงอาจเป็นมากกว่าโรงงานมหาวิทยาลัย แต่เป็นต้นแบบของเครือข่ายผลิตและสำรองอาหารฉุกเฉินระดับภูมิภาค โดยเฉพาะภาคใต้ซึ่งเผชิญทั้งอุทกภัย ความเสี่ยงจากทะเล และสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดน
อาหารเป็นยุทโธปกรณ์ :
ข้อเสนอให้ประสาน กระทรวงกลาโหม นำผลิตภัณฑ์ไปใช้เป็น…เสบียงสำหรับทหาร ยิ่งทำให้โครงการนี้มีสถานะเชิงยุทธศาสตร์ชัดเจนขึ้น!
อาหารสำหรับกำลังพลในพื้นที่ปฏิบัติการต้องมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอ พกพาง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อม เก็บได้นาน และรับประทานได้ทันที หากประเทศไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้เอง ก็จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้
แต่การเป็น ผู้ผลิตเสบียงให้กองทัพมิได้จบที่การมีโรงงาน ต้องผ่านการทดสอบทั้งด้านคุณค่าทางอาหาร อายุการเก็บรักษา ความทนทานของบรรจุภัณฑ์ ต้นทุนต่อหน่วย และความเหมาะสมกับภารกิจจริง
กระทรวงกลาโหมจึงควรเข้ามาร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์และทดสอบภาคสนามตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้มหาวิทยาลัยผลิตเสร็จแล้วจึงพิจารณาว่าจะซื้อหรือไม่???
โอกาสจากสังคมสูงวัย :
อีกตลาดสำคัญ นั่นคือ…อาหารทางการแพทย์ โดยเฉพาะ อาหารปั่นเหลวพร้อมบริโภคสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะกลืนลำบาก ผู้ต้องการเสริมโปรตีน และผู้ที่ต้องรับอาหารผ่านสายยาง
ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ จะมีความต้องการเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัยของไทย และสามารถช่วยลดภาระของครอบครัวที่ต้องเตรียมอาหารให้ผู้ป่วยเอง ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งด้านสัดส่วนสารอาหารและการปนเปื้อน
ข้อมูลของ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ระบุว่า…ตลาดอาหารทางการแพทย์โลกในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 26,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่า…จะเพิ่มเป็น 40,700 ล้านดอลลาร์ในปี 2577
ขณะที่ ปี 2567 ไทยส่งออกอาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคลกว่า 7,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 จึงไม่ใช่เพียงนโยบายช่วยผู้ป่วย แต่เป็นโอกาสสร้างอุตสาหกรรมมูลค่าสูงจากฐานเกษตรและอาหารที่ไทยมีอยู่แล้ว
โจทย์สำคัญ ก็คือ…กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะยอมรับและบรรจุผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินเป็นสิทธิประโยชน์หรือรายการที่โรงพยาบาลสามารถเบิกจ่ายได้หรือไม่ เพราะหากผลิตได้แต่ระบบสุขภาพไม่สามารถจัดซื้อ ตลาดก็ยากจะขยายตัว
ฮาลาลเปิดประตูโลก :
มาตรฐานฮาลาล ทำให้…โรงงาน ม.อ. มีข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ เพราะตั้งอยู่ใกล้ฐานวัตถุดิบและชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อกับตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และประเทศมุสลิมอื่น ๆ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เคยประกาศความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและฮาลาลกับอินโดนีเซีย โดยมุ่ง พัฒนาห่วงโซ่คุณค่า การรับรองมาตรฐาน และนำสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้าสู่ตลาดโลก
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ได้วางเป้าหมาย…ผลักดันไทยเป็น “Food Security Hub” และ ศูนย์กลางอาหารฮาลาลโลก พร้อม ส่งเสริมผู้ประกอบการ 5 จังหวัดชายแดนใต้ผ่านการจับคู่ธุรกิจและงานแสดงสินค้านานาชาติ
โรงงาน ม.อ. จึงสามารถเป็นต้นน้ำในการพัฒนาสินค้า ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่ปลายน้ำ ทั้งการหาผู้ซื้อ เปิดตลาด และสร้างแบรนด์
มิฉะนั้น แนวคิด “จากหิ้งสู่ห้าง” อาจไปได้เพียงครึ่งทาง คือจากงานวิจัยเข้าสู่โรงงาน แต่ยังไปไม่ถึงชั้นวางสินค้าและตลาดโลก
การทูตต้องนำตลาด :
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ มีบทบาทสำคัญในการใช้ การทูตเศรษฐกิจเปิดตลาด โดยเฉพาะ ประเทศมุสลิมที่มีความต้องการอาหารฮาลาลและอาหารเพื่อความมั่นคงเพิ่มขึ้น
ไทยสามารถใช้ความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ เชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้ากับผู้นำเข้า โรงพยาบาล หน่วยงานด้านภัยพิบัติ และนักลงทุนต่างประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลยังเชื่อมกับยุทธศาสตร์สันติสุขชายแดนใต้ เพราะช่วยเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยถูกมองผ่านมิติความมั่นคง ให้กลายเป็นฐานการผลิตสินค้าความมั่นคงทางอาหาร สร้างงานและรายได้ที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่
เงินทุนต้องตรงจุด :
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เคยผลักดันมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs” ผ่านสินเชื่อ การค้ำประกัน และมาตรการภาษี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ
แต่เอสเอ็มอีอาหารนวัตกรรมไม่ได้ต้องการเพียงเงินกู้ทั่วไป หากยังต้องใช้ทุนสำหรับพัฒนาสูตร ทดสอบอายุผลิตภัณฑ์ ตรวจความปลอดภัย ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ขอเลขสารบบอาหาร และขอมาตรฐานฮาลาล
กระทรวงการคลัง จึงควรออกแบบสินเชื่อเฉพาะสำหรับการนำงานวิจัยไปผลิตเชิงพาณิชย์ โดยอาจใช้ “คำสั่งซื้อ” จาก…โรงพยาบาล หน่วยราชการ กองทัพ หรือผู้ส่งออก เป็น…หลักประกันแทนการเรียกที่ดินจากผู้ประกอบการรายเล็ก
ใครคือเจ้าภาพ? :
แม้ แนวคิดของนายวราวุธ จะเชื่อมโยงหลายกระทรวง แต่ “จุดอ่อน” ก็อยู่ตรงคำว่า…“หลายกระทรวง” เพราะโครงการที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานมักเสี่ยงไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้าย
กระทรวงอุตสาหกรรมดู แลโรงงานและมาตรฐานการผลิต
กระทรวง อว. สนับสนุนงานวิจัย
กระทรวงสาธารณสุข ดูแลผลิตภัณฑ์และการใช้ในโรงพยาบาล
กระทรวงพาณิชย์ เปิดตลาด
กระทรวงการคลัง จัดหาเงินทุน
กระทรวงกลาโหม ใช้เป็นเสบียง
และ กระทรวงมหาดไทยกับ ปภ. นำไปใช้เมื่อเกิดภัยพิบัติ
รัฐบาลจึงควรตั้งกลไกกลางพร้อมกำหนดเป้าหมายที่วัดผลได้ เช่น จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน จำนวนเอสเอ็มอีที่เข้าสู่การผลิตจริง มูลค่าการจัดซื้อภาครัฐ มูลค่าการส่งออก และจำนวนสต็อกที่พร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุ
นอกจากนี้ ต้องแยกให้ชัด! ระหว่าง…ใบอนุญาต รง.4 มาตรฐานสถานที่ผลิต เลขสารบบอาหารของผลิตภัณฑ์ และการรับรองฮาลาล เพราะเป็น…คนละกระบวนการ
การมีใบอนุญาตโรงงาน ไม่ได้หมายความว่า…ผลิตภัณฑ์ทุกสูตรผ่าน อย. และฮาลาลโดยอัตโนมัติ!!??
ผลิตได้ ต้องใช้จริง :
โรงงานผลิตอาหารพร้อมบริโภค ของ ม.อ. มีองค์ประกอบที่จะพัฒนา เป็น…โครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ ทั้งด้านเทคโนโลยี งานวิจัย ฐานวัตถุดิบ ทำเลที่ตั้ง และมาตรฐานฮาลาล
แต่ ความสำเร็จ! จะไม่เกิดจาก…จำนวนครั้งที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ หรือ จำนวนเอสเอ็มอีที่ถูกระบุว่ามีโอกาสได้รับประโยชน์
หากแต่จะต้อง…วัดจากจำนวนสินค้าที่ผลิตได้จริง มีผู้ซื้อจริง และถูกนำไปใช้จริงในโรงพยาบาล พื้นที่ประสบภัย และภารกิจด้านความมั่นคง
หากรัฐบาลเชื่อมงานวิจัย เงินทุน มาตรฐาน การจัดซื้อ และตลาดเข้าด้วยกัน โรงงานมูลค่า 86 ล้านบาทแห่งนี้อาจกลายเป็น…ต้นแบบ “คลังเสบียงยุทธศาสตร์ไทย” และ เปลี่ยนภาคใต้จากแหล่งผลิตวัตถุดิบไปสู่ฐานอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต
แต่หากแต่ละกระทรวงยังทำงานแยกส่วน โครงการ “จากหิ้งสู่ห้าง” ก็อาจจบลงบนหิ้งนโยบายอีกชิ้นหนึ่ง
ดังนั้น คำถามที่รัฐบาลต้องตอบจึงไม่ใช่เพียงว่า…ประเทศไทยผลิตอาหารฉุกเฉินและอาหารทางการแพทย์ได้หรือไม่?
แต่เป็น…เมื่อวันวิกฤตมาถึง! ประเทศไทยมีอาหารสำรองอยู่ที่ไหน? มีจำนวนเท่าใด? กระจายถึงประชาชนภายในกี่ชั่วโมง? และใครเป็นผู้รับผิดชอบ?
เพราะสิ่งนี้ คือ…เส้นแบ่งระหว่าง “โรงงานผลิตอาหาร” กับ “คลังเสบียงยุทธศาสตร์ของชาติ!!!”.

