• พุธ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 12:40 น.

ถอดรหัส…โผคลัง’69

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร…กับ ‘เกมจัดวางอำนาจ’ ก่อนถึง…ศึกแย่งเก้าอี้ ‘ปลัดคลัง’ ในปีหน้า)

แม้โผแต่งตั้งโยกย้าย “ผู้บริหารกระทรวงการคลัง” ปี 2569 จะยังไม่เข้า ครม. แต่ “ศึกชิงเก้าอี้” อธิบดีกรมสรรพากรร้อนขึ้นทุกขณะ! เบื้องหลังอาจไม่ใช่เพียงการ “เลือกแม่ทัพ” จัดเก็บรายได้หลักของประเทศ หากแต่เป็นการ “วางตัว” ผู้ได้เปรียบก่อนชิงเก้าอี้ “ปลัดคลัง” ปี 2570 จับตา 2 ศูนย์อำนาจ “เอกนิติ – ลวรณ” กับตัวเลือก “พรชัย– แพตริเซีย – วินิจ” และ “ม้ามืด” คนในอย่าง “สลักจิต”

โผโยกย้าย ขรก.คลังยังไม่เคาะ :

แม้คณะรัฐมนตรีจะทยอยแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงหลายกระทรวงแล้ว แต่จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ยังไม่ปรากฏการเสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังล็อตใหญ่เข้าสู่ที่ประชุม ครม.

ความล่าช้าดังกล่าว อาจไม่ได้เกิดจากการเลือกว่า…“ใครควรไปอยู่ที่ใด?” เท่านั้น แต่อาจเกี่ยวพันถึง การวางโครงสร้างอำนาจภายในกระทรวงก่อนเข้าสู่ปี 2570 ซึ่ง นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน

สถานการณ์นี้ ตำแหน่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจึงหนีไม่พ้น “อธิบดีกรมสรรพากร?”

เพราะ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ อาจไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อคุมการจัดเก็บภาษี แต่จะได้ยืนอยู่บน “จุดที่ได้เปรียบ” อย่างมากในการชิงตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงการคลัง” คนต่อไป

สรรพากรไม่ใช่แค่กรมภาษี :

กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานจัดเก็บรายได้หลักของประเทศ รับผิดชอบภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสำคัญที่สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยตรง

อธิบดีกรมสรรพากร จึงต้อง รับมือ” พร้อมกันหลายด้าน ทั้ง…เป้าหมายรายได้ของรัฐบาล การขยายฐานภาษี เศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกรรมข้ามพรมแดน การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และ แรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ด้วยเหตุนี้ เก้าอี้ดังกล่าวจึง ถูกมองในทางการเมืองราชการ ว่า…เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ใช้พิสูจน์ “ความพร้อม” ของผู้บริหารก่อนก้าวขึ้นเป็นปลัดกระทรวง!!!

แต่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องย้ำว่า…การผ่านกรมสรรพากรไม่ใช่เงื่อนไขตามกฎหมาย และไม่ได้รับประกันว่าจะได้เป็นปลัดโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ช่วยเพิ่มทั้งประสบการณ์ ผลงาน และความชอบธรรมให้แก่ผู้ได้รับการเสนอชื่อ

หนึ่งปีแห่งการพิสูจน์ตัว :

จังหวะเวลาของการแต่งตั้งครั้งนี้ มีความสำคัญเป็นพิเศษ?…

หาก อธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ เริ่มงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บุคคลนั้นจะมีเวลาประมาณหนึ่งปีในการสร้างผลงาน ก่อนตำแหน่ง…ปลัดกระทรวงการคลังว่างลง ในเดือนกันยายน 2570

หนึ่งปีอาจ…สั้นเกินไปสำหรับการ “ปฏิรูปกรมขนาดใหญ่” แต่ยาวพอที่จะประเมินว่า…ใครสามารถคุมรายได้ประเทศ ประสานฝ่ายการเมือง และบริหารองค์กรที่มีเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศได้

โผปี 2569 จึงเสมือน “รอบคัดเลือก” ก่อนการแข่งขันรอบใหญ่ในปีหน้า!!??

“พรชัย” กับเส้นทางที่เกือบครบสูตร :

ชื่อที่ถูกจับตามองมากที่สุดรายหนึ่ง คือ…นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต

นายพรชัย ผ่านทั้งตำแหน่ง…ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน รองปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก่อนมาคุมกรมสรรพสามิต

จุดแข็ง! จึงไม่ใช่เพียง…ความอาวุโส แต่เป็นประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การบริหารระดับกระทรวง และการจัดเก็บภาษี

หากได้รับแต่งตั้งเป็น อธิบดีกรมสรรพากร เส้นทางของนายพรชัย จะมีลักษณะใกล้เคียงกับเส้นทางของนายลวรณ อย่างน่าสนใจ

นายลวรณ เอง ก็เคยผ่านการนั่งเก้าอี้…ผู้อำนวยการ สศค. อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนขึ้นเป็น ปลัดกระทรวงการคลัง

ส่วนเส้นทางของ นายพรชัย ปัจจุบันผ่าน สศค. และกรมสรรพสามิตมาแล้ว เหลือเพียงกรมสรรพากรที่จะทำให้ประวัติครบทั้งด้านนโยบายและด้านรายได้หลักของประเทศ

คนของปลัด หรือผู้สืบทอดงาน :

ในแวดวงกระทรวงการคลัง มีกระแสข่าวว่า…นายพรชัยเป็นผู้บริหารที่นายลวรณไว้วางใจ หากข้อมูลดังกล่าวเป็นจริง ย่อมทำให้นายพรชัยมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในการชิงเก้าอี้สรรพากร

ตรรกะทางราชการไม่ซับซ้อน!!!

ปลัดกระทรวงการคลังที่กำลังจะเกษียณ ย่อมต้องการ “ส่งมอบงาน” ให้ผู้บริหารที่เข้าใจนโยบาย และสามารถรักษาความต่อเนื่องขององค์กร การวางบุคคลที่ไว้วางใจไว้ในกรมสำคัญก่อนเกษียณ…จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้!

อย่างไรก็ตาม ปลัดฯไม่ได้มีอำนาจแต่งตั้งผู้สืบทอดด้วยตนเอง สิ่งที่ทำได้คือช่วย “จัดหน้าไพ่” ให้ “ว่าที่ผู้สืบทอด” อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะได้รับการคัดเลือกจากฝ่ายการเมือง???

ถ้า นายพรชัยได้คุมกรมสรรพากร ก็จะมี…เวลาหนึ่งปีในการสร้างผลงานและเปลี่ยนภาพ จาก “คนที่ปลัดสนับสนุน” ให้กลายเป็น “ผู้บริหารที่มีคุณสมบัติพร้อมขึ้นปลัด”

แต่เกมนี้…ไม่ได้มี ปลัดฯเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียว!!??

เมื่ออดีตคู่แข่งกลับมาเป็นรัฐมนตรี :

ตัวแปรสำคัญที่สุด! คงไม่พ้นคนที่ชื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

ดร.เอกนิติไม่ใช่นักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวงจากภายนอก แต่เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงที่รู้จักโครงสร้าง บุคลากร และเครือข่ายภายในกระทรวงเป็นอย่างดี

เขาเคยผ่านตำแหน่ง…ผู้อำนวยการ สศค. อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และ อธิบดีกรมธนารักษ์

ที่สำคัญ ในปี 2566 ดร.เอกนิติ เคยเป็น “1 ใน 3” ของ “ผู้ถูกจับตา” ให้ขึ้นเป็น…ปลัดกระทรวงการคลัง แข่งขันกับ นายลวรณ และ นายพชร อนันตศิลป์ ซึ่งปัจจุบันเป็น…ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

ผลในครั้งนั้น คือ…นายลวรณได้รับตำแหน่งปลัดคลัง

ส่วนเส้นทางของ ดร.เอกนิติ ในเวลาต่อมา จึงถูกโยกจาก…กรมจัดเก็บรายได้ ไปอยู่…กรมธนารักษ์ แม้ทุกตำแหน่งจะเป็นประเภท “บริหารระดับสูง” เท่ากันตามกฎหมาย แต่ใน สายตาของ…คนภายใน และสื่อมวลชน ย่อมตีความได้ว่า…น้ำหนักทางยุทธศาสตร์ลดลงจากช่วงที่คุมกรมภาษีอย่างที่สุด!!!

แต่ทว่าวันนี้ สถานการณ์กลับด้าน

อดีตผู้พลาดตำแหน่งปลัดฯ กลับมาเป็น…รัฐมนตรี และเป็น…ผู้มีอำนาจเสนอชื่อ “ผู้บริหารระดับสูง” เข้าสู่ที่ประชุม ครม.

ขณะที่ “ผู้ชนะ” เมื่อวันวาน…กลับกำลังนับเวลาถอยหลัง! เข้าสู่ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ

รัฐมนตรีถือไพ่เหนือกว่า :

ในทางปฏิบัติ ปลัดกระทรวงมีบทบาทสำคัญในการเสนอความคิดเห็น ประเมินความเหมาะสม และจัดสมดุลบุคลากรภายในกระทรวง

แต่ผู้มีอำนาจทางการเมืองในการผลักดันรายชื่อเข้าสู่ ครม. คือ…รัฐมนตรี!!??

ปรากฏการณ์…การโยกย้ายผู้บริหารกระทรวงการคลัง “ล็อตใหญ่” เมื่อเดือนตุลาคม 2568 แสดงให้เห็นว่า…ดร.เอกนิติ สามารถจัดวางผู้บริหารตามแนวทางของฝ่ายการเมืองได้อย่างชัดเจน!!!

ดังนั้น หากนายลวรณต้องการวางนายพรชัยไว้ในเส้นทาง “ปลัดฯคลัง” แผนดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ดร.เอกนิติ หรืออย่างน้อยต้องเป็นสูตรที่รัฐมนตรีเห็นว่า…ไม่กระทบต่อแผนจัดทัพของตน

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ปลัดลวรณเลือกใคร?” แต่คือ…“รัฐมนตรีเอกนิติจะยอมรับคนที่ปลัดเลือกหรือไม่?”

“สมหมาย” มือเก๋าข้างกายเอกนิติ :

อีกบุคคลที่ไม่ควรมองข้ามอีกคน นั่นก็คือ “หญิงเหล็กแห่งกรมสรรพากร” นางสมหมาย ศิริอุดมเศรษฐ อดีตรองอธิบดีและอดีตที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กรมสรรพากร

ดร.เอกนิติ แต่งตั้ง…นางสมหมาย เป็นหนึ่งใน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

แม้คณะที่ปรึกษาจะไม่มีอำนาจสั่งการฝ่ายราชการ แต่ย่อมมีบทบาทในการให้ข้อมูล เสนอความคิดเห็น และประเมินบุคคลในสายงานที่ตนมีความเชี่ยวชาญ

นางสมหมายเคยทำงานร่วมกับ ดร.เอกนิติในช่วงที่เขาเป็นอธิบดีกรมสรรพากร จึงถือเป็นผู้ที่รู้ทั้งระบบภาษีและบุคลากรภายในกรมอย่างลึกซึ้ง

หากรัฐมนตรีต้องการเลือก “คนในกรม” ความเห็นจาก ที่ปรึกษาที่ผ่านงานสรรพากรมาโดยตรง ย่อมมีน้ำหนักไม่น้อย!!!

“สลักจิต” ม้ามืดสายคนใน :

ชื่อที่เชื่อมโยงกับ “สูตรคนใน” และเป็นชื่อที่มาแรง ก็คือ น.ส.สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี กลุ่มธุรกรรมทางการเงินและการธนาคาร กรมสรรพากร

จุดแข็ง! ของ น.ส.สลักจิต คือ…ความเข้าใจงานภายในกรม ฐานภาษีภาคการเงิน และระบบการจัดเก็บที่ต้องพึ่งพาข้อมูลดิจิทัลมากขึ้น

เพื่อให้…กรมภาษีที่มีภารกิจจัดเก็บรายได้ราวร้อยละ 80 ของวงเงินงบประมาณก่อนการกู้เงินในมิติ “งบประมาณขาดดุล” ราวปีละ 3 ล้านล้านบาท สามารถจะบริหารจัดการการจัดเก็บรายได้ให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

การแต่งตั้ง “คนใน” ยังช่วยลดแรงต้าน รักษาความต่อเนื่อง และไม่ทำให้เกิดตำแหน่งว่างต่อเนื่องในกรมอื่นมากเกินไป!!!

กระแสที่เชื่อมโยง น.ส.สลักจิต กับ…แรงสนับสนุนของนางสมหมาย ณ นาทีนี้ ยังไม่มีหลักฐานทางการยืนยันชัดเจน และไม่ใช่ข้อสรุปของเรื่อง ดังนั้น จึงต้องถือเป็นข้อมูลที่ผู้สนใจข่าวนี้ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

แต่ถ้าความเชื่อมโยงดังกล่าวมีอยู่จริง! น.ส.สลักจิต จะไม่ใช่ “ม้ามืด” ธรรมดา? หากเป็น “ตัวแทน” ของสูตรที่ฝ่ายการเมืองต้องการ “ดัน…คนใน” ขึ้นมาคุมกรมโดยตรง!

“แพตริเซีย” ทางออกตรงกลาง :

นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง นับเป็น…อีกชื่อที่มีคุณสมบัติโดดเด่นไม่แพ้กัน!!!

เธอเป็น “ลูกหม้อ” ของกรมสรรพากร เคยดำรงตำแหน่ง…รองอธิบดี ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี และ ผ่านการบริหารหน่วยงานสำคัญหลายแห่ง

จุดแข็ง! คือ…สามารถอธิบายการแต่งตั้งด้วยผลงานและประสบการณ์ได้เต็มที่ ไม่ถูกมองว่า…เป็นคนในกรมที่ยังขาดประสบการณ์ข้ามหน่วยงาน และ ไม่ผูกติดกับ “ขั้วปลัดฯคลัง” มากเท่ากับนายพรชัย

หากฝ่ายรัฐมนตรีกับฝ่ายปลัดหาข้อยุติไม่ได้ นางแพตริเซียอาจกลายเป็น “สูตรประนีประนอม” ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้!!!

แต่แนวทางนี้ ก็มี…ข้อจำกัด? นั่นคือ หากย้ายจากกรมบัญชีกลาง ก็ต้องหาผู้บริหารมารับผิดชอบระบบเบิกจ่าย งบประมาณ และสวัสดิการภาครัฐแทนทันที

“วินิจ” กลายเป็นไพ่ระยะยาว :

ดร.วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. เป็นตัวเลือกที่สะท้อนแนวคิดอีกแบบหนึ่ง

จุดเด่น! ของเขา คือ…ความรู้ด้านเศรษฐกิจมหภาค นโยบายการคลัง และข้อจำกัดด้านรายได้กับรายจ่ายของรัฐบาล แต่ประสบการณ์บริหารงานจัดเก็บภาษี และดูแลฐานะการเงินการคลังของประเทศโดยตรง ยังไม่ชัดเท่ากับ…นายพรชัยและนางแพตริเซีย

ดร.วินิจ จึงอาจเป็นได้ทั้ง “ผู้ท้าชิง” เก้าอี้สรรพากร และ “ตัวหมุน” ไปคุมกรมสรรพสามิต หากนายพรชัย ขยับไปคุมกรมสรรพากร

ดังนั้น ชื่อของเขาจึงมีความสำคัญต่อการจัดทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ทั้งกระดาน แม้จะ ไม่ได้…ลงเอยที่กรมสรรพากร ก็ตาม

ขยับหนึ่ง กระเทือนทั้งกระทรวง :

การเลือกอธิบดีกรมสรรพาก รไม่สามารถพิจารณาแยกเป็นตำแหน่งเดียว???

หากนายพรชัยไปสรรพากร เก้าอี้สรรพสามิตจะว่าง และอาจเปิดทางให้นายวินิจ หรือผู้บริหารสายสรรพสามิตคนอื่นขยับขึ้นแทนที่…

หากนางแพตริเซียไปสรรพากร ต้องจัดคนใหม่ไปคุมกรมบัญชีกลาง

หากเลือก น.ส.สลักจิต จะลดแรงกระเพื่อมระหว่างกรม แต่จะเกิด “คำถาม” เรื่องประสบการณ์บริหารระดับสูงและเส้นทางสู่ตำแหน่งปลัดในอนาคต?

จำเป็นที่…โผนี้ จึงต้องจัดเป็นชุด และทุกชื่อสะท้อนทั้งเป้าหมายด้านงานและสมดุลอำนาจภายในกระทรวง!!??

จับตาให้ดี…ศึก 2 ชั้น? :

ศึกชิงอธิบดีกรมสรรพากรปี 2569 มีการแข่งขันอย่างน้อย 2 ชั้น???

ชั้นแรก คือ การแข่งขันกันว่า…ใครเหมาะสมที่สุด? กับการบริหารรายได้ประเทศในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่เต็มที่ และฐานะการคลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้น

ชั้นที่สอง คือ การแข่งขันว่า…ใครจะถูกวางไว้ในจุดได้เปรียบก่อนการสรรหาปลัดคลังปี 2570?

หากนายพรชัยได้ตำแหน่ง จะสะท้อนว่า…สูตรผู้สืบทอดตามเส้นทางของนายลวรณยังมีน้ำหนัก

ถ้าเป็น น.ส.สลักจิต ที่ขยับตรงขึ้นมา จะสะท้อน พลังของสูตรคนใน และอาจบ่งชี้ว่า…ฝ่ายการเมืองต้องการสร้างผู้บริหารสายของตนเอง

แต่หาก “หวยไปออก” ที่ นางแพตริเซีย อาจสะท้อน…ภาพการประนีประนอมระหว่างประสบการณ์ ความพร้อม และสมดุลของสองศูนย์อำนาจ

ส่วนหากชื่อของ ดร.วินิจ พลิกขึ้นมา! ก็จะหมายถึง…การลงทุนกับผู้บริหารเชิงนโยบายสำหรับอนาคตระยะยาว

คำตอบอยู่ในชื่อเดียว :

ท้ายที่สุด! รายชื่อที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. จะไม่ได้บอกเพียงแค่ว่า…ใครเป็นอธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่?

แต่จะช่วยตอบด้วยว่า…ระหว่าง รัฐมนตรี ผู้เคยเป็น “คู่ชิง” ปลัดฯคลัง กับ ปลัดฯคลังคนปัจจุบัน ที่กำลังเข้าสู่ปีสุดท้าย

ใครมีอำนาจจัดวางอนาคตของกระทรวงการคลังมากกว่ากัน???

“เก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร” จึงอาจไม่ใช่…จุดหมายปลายทาง!!!

หากเป็น “จุดเริ่มต้น” ของศึกแย่งชิงเก้าอี้ ปลัดฯคลัง ในปี 2570 ที่เริ่ม…เดินเกมล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่วันนี้!!!

อนึ่ง นอกจาก…เก้าอี้อธิบดีกรมสรรพากร ที่จะว่างลง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 แล้ว ภายในกระทรวงการคลัง ยังมีอีกหนึ่งเก้าอี้ตัวสำคัญที่จะว่างลง นั่นคือ…กรมธนารักษ์ ที่ นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีฯจะเกษียณอายุราชการลงเช่นกัน

กระนั้น ดูเหมือนเก้าอี้ตัวนี้ จะถูกจับจองเอาไว้แล้ว ชื่อจริงตัวท้าย กับอักษรย่อ “ว.” คือ คนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยามนี้ สำหรับ…กรมธนารักษ์แห่งนี้.