• อาทิตย์ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 16:01 น.

3 จุดเสี่ยง! การเงินไทย?

BREAKING NEWS STRATEGIES

(เมื่อ ‘แบงก์พัน’ ไม่กลับบ้าน ‘เงินเงา’ เปลี่ยนทางผ่าน…ทอง – USDT?)

ธนบัตร 1,000 บาทรุ่นเก่าราว 140 ล้านฉบับไม่ไหลกลับระบบ จุดคำถามว่าเงินสดก้อนใหญ่อยู่ที่ใด
ขณะที่ทองคำมีบทบาทต่อแรงซื้อขายเงินตราในบางวัน และ USDT พบธุรกรรมเข้าเกณฑ์เสี่ยง 2.5 แสนล้านบาทใน 5 เดือน ย้ำ! สามตัวเลขไม่ใช่เงินก้อนเดียวกัน แต่สะท้อนสามช่องโหว่ที่รัฐต้องเร่งปิด โดยไม่เหมารวมคนสุจริต

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย กลางเวที The INTANIA Forum จัดโดย สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569  ว่า ธนบัตรชนิดราคา 1,000 บาทรุ่นเก่า 2 รุ่น ราว 140 ล้านฉบับ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 140,000 ล้านบาท ไม่ไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารตามวงจรที่ควรจะเป็น…

ข้อมูลดังกล่าวถูกสื่อสารต่ออย่างกว้างขวางในถ้อยคำที่ว่า “แบงก์พัน 1.4 แสนล้านบาทหายจากระบบ” ทั้งที่ความเป็นจริงและตรงกับสิ่งที่ ผู้ว่าการ ธปท. ต้องการจะสื่อ นั่นก็คือ…ธนบัตรเหล่านั้นยั งไม่กลับเข้าสู่ระบบคัดแยกและหมุนเวียนของสถาบันการเงิน แต่ไม่ใช่…เงินสำรองหรือเงินในบัญชีของ ธปท. สูญหาย! แต่อย่างใด?

ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์ เมื่อสำรวจสถานการณ์ล่าสุด ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2569 พบว่า…เรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำถาม ว่า…“เงินอยู่บ้านใคร?” แต่ขยายไปสู่การ “ตรวจช่องโหว่” ของเงินสด การซื้อขายทองคำ และธุรกรรม stablecoin โดยเฉพาะ USDT (เหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ประเภท Stablecoin ที่ถูกออกแบบมาให้มี มูลค่าคงที่และผูกกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในอัตราส่วน 1:1)

โดยมาพร้อมกับ…ความเคลื่อนไหวของ ก.ล.ต. และ ธปท. ที่เริ่มหารือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยหวังจะ “ยกระดับ” การติดตามธุรกรรมเสี่ยง และ เตรียมหลักเกณฑ์ใหม่ เพื่อป้องกันการฟอกเงิน อาชญากรรมออนไลน์ และการเลี่ยงระบบโอนเงินระหว่างประเทศ

แบงก์พันไม่ได้หาย แต่ไม่กลับบ้าน :

ถ้อยคำ “เงินหาย” สะเทือนความรู้สึกของใครอีกหลายๆ นั่นเพราะ…มันทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากๆ บนโลกออนไลน์

แต่ข้อเท็จจริงขณะนี้ สิ่งนี้ เป็นได้เพียงแค่… ธนบัตรรุ่นเก่าจำนวนมากไม่ไหลกลับ ไม่ใช่ว่า…รัฐทำเงินสูญหาย และยังไม่มีหลักฐานสาธารณะว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินคอร์รัปชันหรือทุนเทา

ผู้ว่าการ ธปท. ได้จัดวางประเด็นนี้ ไว้ในบริบทของ “การจัดสรรทรัพยากรผิดที่” หรือ misallocation —ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินทุน แต่เงินส่วนหนึ่งไม่ไหลไปสร้างผลิตภาพ ไม่ถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ และบางส่วนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ

ธนบัตรที่ไม่กลับระบบจึงเป็น “สัญญาณเตือน” มากกว่าคำพิพากษา? เงินบางส่วน อาจเป็น…เงินออมโดยสุจริต เงินสำรองของธุรกิจเงินสด เงินที่หมุนเวียนตามชายแดน หรือ ธนบัตรที่สูญหายและชำรุด

แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็อาจ สัมพันธ์กับการหลบภาษี การพนัน คอร์รัปชัน และธุรกิจผิดกฎหมาย

กระนั้น สิ่งที่ยังไม่มี นั่นคือ หลักฐานสาธารณะ ที่ว่า…เงินทั้งหมดอยู่กับใคร? หรือเป็นเงินผิดกฎหมายกี่บาท?

3 จุดเสี่ยง – ไม่ใช่เงินก้อนเดียวกัน :

เมื่อนำ ข้อมูลเงินสด ทองคำ และ USDT มาวางร่วมกัน ภาพที่ปรากฏไม่ใช่แผนผังการฟอกเงินที่พิสูจน์เสร็จแล้ว แต่เป็น “3 จุดเสี่ยง!” ของระบบการเงิน

เงินสดช่วยเก็บมูลค่าโดยทิ้งร่องรอยน้อย

ทองคำช่วยรักษาและเปลี่ยนรูปมูลค่า

ส่วน stablecoin ช่วยเคลื่อนย้ายมูลค่าข้ามพรมแดนได้รวดเร็ว

ข้อควรระวังสำคัญ! นั่นคือ…ห้ามนำ 140,000 ล้านบาทกับ 250,000 ล้านบาท มาบวกเป็น “เงินเทา 390,000 ล้านบาท” อย่างเด็ดขาด!

ตัวเลขแรก เป็น..ยอดธนบัตรคงค้างที่สะสมหลายสิบปี ส่วน ตัวเลขหลัง เป็น…มูลค่าธุรกรรม USDT ช่วง 5 เดือนที่เข้าเกณฑ์ความเสี่ยง

เงินเดียวกันอาจถูกโอนหรือซื้อขายหลายรอบ จึงเป็นคนละฐาน คนละช่วงเวลา และคนละความหมาย

ท่อที่หนึ่ง…เงินสด ซ่อนง่าย แต่เคลื่อนย้ายยาก :

เงินสดยังมีคุณสมบัติที่ “เศรษฐกิจเงา” ต้องการ…มักจะไม่ทิ้งร่องรอยดิจิทัล หรือมีการส่งมอบกันได้ทันที! และไม่จำเป็นต้องอธิบายวัตถุประสงค์ต่อสถาบันการเงินทุกครั้ง แต่มีข้อ จำกัด คือ…การเก็บรักษา ขนย้าย และนำกลับมาใช้ในธุรกรรมขนาดใหญ่ย่อมสร้างจุดสังเกต

ธปท. จึง “เริ่ม” เพิ่มความโปร่งใสของธุรกรรมเงินสดก้อนใหญ่ เช่น ให้การเบิกเงินสดเกินเกณฑ์ต้องแจ้งเหตุผล แนวทางนี้เหมาะกว่า…การเหมารวมผู้ถือเงินสด เพราะ เน้นพฤติกรรมและความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม หากรัฐคิดเรียกคืนธนบัตรรุ่นเก่า ต้องกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านที่เพียงพอ เปิดช่องทางให้ผู้สูงอายุและพื้นที่ห่างไกล และตรวจสอบที่มาของเงินเฉพาะยอดสูงอย่างได้สัดส่วน

ท่อที่สอง…ทองคำ เปลี่ยนรูปมูลค่า เขย่าค่าเงิน :

ข้อมูลที่ ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยชี้ว่า…ในบางวันแรงขายดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาทที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทองคำอาจสูงถึง 50–60% ของทั้งประเทศ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยประจำวัน และไม่ได้แปลว่าธุรกรรมทองทั้งหมดเป็นเงินผิดกฎหมาย

แต่สะท้อนว่า…ตลาดทองมีขนาดและความเร็วมากพอจะกระทบค่าเงินบาท

ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 ธปท. ได้ “จำกัด” การซื้อหรือขายทองคำบนแพลตฟอร์มที่ชำระเป็นเงินบาทไม่เกินด้านละ 50 ล้านบาทต่อคนต่อแพลตฟอร์ม พร้อม ห้ามใช้บัญชีบุคคลอื่น กำหนดให้ชำระทางอิเล็กทรอนิกส์ และ เพิ่มร่องรอยการรับมอบทอง

มาตรการไม่ได้ครอบคลุมร้านทองทั่วไปทุกกรณี และมุ่งทั้งลดความผันผวนของเงินบาท กับเพิ่มความโปร่งใส

ภายหลัง นายวิทัย ระบุว่า…ปริมาณถอนทองคำที่ผิดสังเกตลดจากเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือประมาณ 2,500–3,000 ล้านบาท สิ่งนี้ยืนยันว่า…การขอข้อมูลมีผลต่อพฤติกรรม แต่ยังตอบไม่ได้ว่าธุรกรรมที่หายไปถูกยุติ หรือเพียงย้ายไปช่องทางอื่น

ท่อที่ 3…USDT ข้ามแดนเร็ว กฎตามทันยาก :

USDT เป็น stablecoin ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์ มีประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งเป็นสภาพคล่องกลางในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และลดความผันผวนระหว่างรอซื้อขาย สิ่งผิดสังเกต! จึงไม่ใช่…การถือ USDT โดยตัวมันเอง แต่เป็นรูปแบบธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับฐานะหรือวัตถุประสงค์ของลูกค้า

จากข้อมูลที่นำเสนอ พบ…ธุรกรรม USDT ซึ่งเข้าเกณฑ์เสี่ยงประมาณ 40% หรือกว่า 250,000 ล้านบาทในช่วง 5 เดือน ลักษณะสำคัญ คือ…

โอน USDT จากต่างประเทศเข้ามาแล้วขายเป็นเงินบาททันที และ ซื้อในประเทศไทยแล้วโอนออกต่างประเทศทันที

พฤติกรรมเช่นนี้ อาจเป็นการเลี่ยงระบบโอนเงินระหว่างประเทศ แต่คำว่า…“น่าสงสัย?” ยังไม่เท่ากับ “ผิดกฎหมาย!” ต้องตรวจแหล่งเงิน ตัวตน และปลายทางเป็นรายกรณี

หากคำนวณย้อนจาก 250,000 ล้านบาทที่เท่ากับ 40% ฐานธุรกรรมที่วิเคราะห์อาจอยู่ราว 625,000 ล้านบาทใน 5 เดือน นี่เป็นเพียง…ค่าประมาณจากสัดส่วนที่เปิดเผย ไม่ใช่เงินไหลออกสุทธิ และไม่ควรถูกนำเสนอเป็นตัวเลขทางการชุดใหม่

รัฐเริ่มเชื่อมจุด แต่ผลลัพธ์ต้องวัดได้ :

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ก.ล.ต. และ ธปท. หารือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อยกระดับการกำกับ stablecoin โดยเตรียม ใช้การตรวจสอบลูกค้าความเสี่ยงสูง การติดตามกระเป๋าดิจิทัล ระบบตรวจจับอัจฉริยะ และ Travel Rule ซึ่งทำให้…ข้อมูล “ผู้โอน” และ “ผู้รับ” เดินทางไปกับธุรกรรม ขณะเดียวกัน ก็ได้มี การเชื่อมข้อมูลกับ ปปง. และตำรวจสอบสวนกลาง

ทิศทางนี้ ถูกต้องกว่าการปิดตลาดหรือเหมารวม “ผู้ใช้” ทั้งหมด! เพราะโจทย์…ไม่ใช่กำจัดเงินสด ทอง หรือ USDT แต่คือ…ทำให้ผู้ใช้ช่องทางเหล่านี้หลบตัวตน แหล่งเงิน และวัตถุประสงค์ได้ยากขึ้น!!!

อย่างไรก็ตาม สังคมไม่ควรพอใจกับตัวเลข “ตรวจพบ” เพียงอย่างเดียว ต้องถามต่อไปว่า…มีกี่ธุรกรรมถูกส่งเป็นรายงานต้องสงสัย? กี่คดีนำไปสู่การอายัดทรัพย์? และเรียกคืนภาษีได้เท่าใด?

ปิดช่องโหว่ อย่าปิดทางคนสุจริต :

มาตรการที่รุนแรงเกินไป! อาจผลัก “ผู้ใช้สุจริต” ออกจากระบบที่กำกับได้ และเร่งให้ธุรกรรมย้ายไปตลาด P2P นายหน้า OTC กระเป๋าส่วนตัว หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ

ยอดผิดสังเกตที่ลดลงในช่องทางหนึ่ง จึงอาจเป็นเพียง “ผลการย้ายท่อ” ไม่ใช่…ผลการปราบ!!!

ยุทธศาสตร์ที่สมดุล ควรมี 3 ชั้น…ตรวจตัวตนและที่มาของเงินตามระดับความเสี่ยง เชื่อมข้อมูลข้ามหน่วยงานและข้ามสินทรัพย์ และคุ้มครองประชาชนสุจริตด้วยเกณฑ์ที่ชัดเจน อุทธรณ์ได้ และไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

การเรียกคืนธนบัตรเก่า หากทำจริง ควรเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ช็อกระบบ ส่วนทองและ stablecoin ควรกำกับที่พฤติกรรมเสี่ยงและจุดแลกเปลี่ยนมูลค่า ไม่ใช่ตีตราตัวสินทรัพย์

เงินเงาเปลี่ยนทาง รัฐต้องเห็นทั้งระบบ :

ธนบัตร 1,000 บาทที่ไม่กลับบ้าน! เป็นเพียง…ประตูบานแรก ทว่าสิ่งที่ใหญ่กว่า ก็คือคำถามว่า…รัฐไทยมองเห็นการเปลี่ยนรูปและเคลื่อนย้ายมูลค่าทันหรือไม่?

เงินสด ทองคำ และ USDT ยังไม่ถูกพิสูจน์ว่า…เป็นเส้นทางเดียวกัน! แต่เมื่ออ่านร่วมกัน ทั้ง 3 กำลังเตือนว่าการไล่ปิดช่องโหว่ทีละจุดไม่เพียงพอ

โจทย์จึงไม่ใช่ตามหาเงินสด 1.4 แสนล้านเพียงก้อนเดียว หากคือ…การปิดช่องโหว่สามท่อโดยไม่ทำลายกิจกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย – ตามเงินด้วยข้อมูล เชื่อมจุดด้วยหลักฐาน และลงโทษเฉพาะผู้กระทำผิด

ไม่ใช่ประชาชนสุจริตทั้งระบบ!!!.