วันแม่แห่งชาติ 2569
(สืบสานพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’ จากพระราชหฤทัยแห่งแม่ สร้างคนของแผ่นดิน)
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็น “วันแม่แห่งชาติ” ที่มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับปวงชนชาวไทย เพราะเป็น “ปีแรก” ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา
ในอดีต “วันแม่แห่งชาติ” ได้ถูกกำหนดขึ้นในหลายวาระ นับแต่ การจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2486 ณ สวนอัมพร เขตดุสิต กรุงเทพฯ โดยในเวลาต่อมา ได้มีการ “เปลี่ยนวันจัดงาน” ในอีกหลายครั้ง กระทั่ง รัฐบาลเมื่อปี 2519 ได้กำหนดให้ วันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งตรงกับ วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็น “วันแม่แห่งชาติ” ของคนไทย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
“วันแม่แห่งชาติ” ในปี 2569 นี้ จึงมิได้เป็นเพียง…วาระแห่งการแสดงความรักและความกตัญญูต่อมารดา หากยังเป็น…วันแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ให้ดำรงอยู่ในแผ่นดินไทยสืบไป
คณะรัฐมนตรี (วันที่ 21 กรกฎาคม 2569) ได้เห็นชอบให้ วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี…
เป็น “วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
เป็น “วันแม่แห่งชาติ”
และเป็น “วันหยุดราชการ”
การกำหนดดังกล่าวสะท้อนว่า…วันที่ 12 สิงหาคม มิใช่เพียงวันสำคัญในปฏิทิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วมและรากฐานทางคุณค่าของสังคมไทย
พระเมตตาเพื่อปวงประชา :
ตลอดระยะเวลาที่ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเคียงข้าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ทรงรับรู้ถึง…ความทุกข์ยากของประชาชนจากสภาพความเป็นจริง และ พระราชทานความช่วยเหลือ โดยมิได้มุ่งเพียงบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทรงมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี
พระราชดำริด้านศิลปาชีพ เป็น “ตัวอย่างสำคัญ” ของการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ พระองค์ทรงนำ ภูมิปัญญาและฝีมือของชาวบ้านมาต่อยอดเป็นอาชีพ ตั้งแต่…งานทอผ้า งานจักสาน งานปัก งานแกะสลัก ไปจนถึง ศิลปหัตถกรรมแขนงต่าง ๆ
ผลที่เกิดขึ้น มิใช่เพียงรายได้ของครอบครัว แต่ยังทำให้ประชาชนเห็นคุณค่าในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น และร่วมกันรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
ในด้านทรัพยากรธรรมชาติ พระองค์ทรงส่งเสริม…การอนุรักษ์ป่า ต้นน้ำ พันธุ์สัตว์ และระบบนิเวศ เพราะทรงตระหนักว่า…คุณภาพชีวิตของประชาชนย่อมแยกออกจากความสมบูรณ์ของธรรมชาติไม่ได้
พระราชกรณียกิจ อย่าง…โครงการป่ารักน้ำและงานอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ จึงสะท้อน สายพระเนตรที่เชื่อมโยง “คน ครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม” เข้าไว้ด้วยกัน
พระมหากรุณาธิคุณ ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ พสกนิกรไทย ต่างพร้อมใจกัน น้อมถวายพระราชสมัญญาแห่งความรู้สึก ว่า…พระองค์ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน”
มิใช่เพราะถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เท่านั้น แต่เพราะ…ทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างทั่วถึง ทรงคุ้มครองต้นทุนชีวิตของราษฎร และทรงเปิดโอกาสให้ผู้ยากไร้ได้ยืนหยัดด้วยกำลังของตนเอง
พระพันปีหลวง “แม่ของแผ่นดิน” :
คำว่า “แม่ของแผ่นดิน” มีความหมายลึกซึ้งในความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยด้วยกัน 2 ประการ
ประการแรก คือ การถวายความเคารพและน้อมรำลึกถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระเมตตาต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อความอยู่ดีมีสุขของราษฎรอย่างต่อเนื่อง
ประการที่สอง คือ การยกระดับคุณค่าของความเป็นแม่ทุกคนในสังคม เพราะแม่แต่ละคนต่างมีส่วนสร้างอนาคตของแผ่นดินผ่านการเลี้ยงดู อบรม และปลูกฝังมนุษย์คนหนึ่งให้รู้จักความรัก ความรับผิดชอบ วินัย คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
“แม่” จึงมิได้มีบทบาทเฉพาะในพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว หากเป็น “กำลังสำคัญ” ของประเทศในความหมายที่เป็นรูปธรรม!
ทุกครั้งที่ “แม่” ประคับประคองให้ลูกเติบโตอย่างมีคุณภาพ ประเทศย่อมได้รับพลเมืองที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นหนึ่งคน และ ทุกครั้งที่สังคมช่วยให้ “แม่” สามารถทำหน้าที่ได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง สังคมนั้นๆ ก็กำลังลงทุนในอนาคตของตนเอง
ครอบครัว รากฐานการสร้างคน :
หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ “ครอบครัว” ย่อมมิต่างจาก…ระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระบบแรกของประเทศ ส่วน “แม่” มักเป็น “บุคคลสำคัญ” ที่สุดคนหนึ่ง! ในระบบดังกล่าว
นั่นเพราะ…พัฒนาการของมนุษย์ เริ่มต้นตั้งแต่…ระยะตั้งครรภ์ ต่อเนื่องถึง…วัยทารก วัยเด็ก และวัยเรียน
อาหาร สุขภาพ ความปลอดภัย ความรัก การตอบสนองทางอารมณ์ ภาษา และแบบอย่างทางพฤติกรรมที่เด็กได้รับในช่วงต้นของชีวิต ล้วนมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ การควบคุมอารมณ์ ความไว้วางใจผู้อื่น และการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว
ดังนั้น การดูแลแม่และเด็ก จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง…งานสงเคราะห์ แต่ต้องถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้าง “ทุนมนุษย์” ของประเทศ!!!
การสร้างบุคลากรชั้นดี มิได้เริ่มขึ้นในมหาวิทยาลัยหรือสถานประกอบการ แต่เริ่มจากครอบครัวที่มีความมั่นคง เด็กที่ได้รับความรักควบคู่กับขอบเขตที่เหมาะสม ได้รับการฝึกให้คิดเป็น ทำเป็น รับผิดชอบเป็น และเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น ย่อมมีพื้นฐานพร้อมสำหรับการเป็นทั้งคนเก่ง คนดี และพลเมืองที่มีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม การเทิดทูนความเป็น “แม่” ต้องไม่กลายเป็นการ “ผลักภาระ” ทั้งหมดไปให้ผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว
ความเป็น “แม่” จะงอกงามได้ดีที่สุด! เมื่อ…พ่อ คู่สมรส ปู่ย่า ตายาย ญาติ โรงเรียน ชุมชน นายจ้าง และภาครัฐ ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็ก การสร้างคนจึงเป็นภารกิจร่วมของครอบครัวและของทั้งแผ่นดิน
เปลี่ยนการเทิดทูนสู่หลักประกัน :
การเชิดชู “แม่” อย่างยั่งยืน! จะต้องปรากฏทั้งในถ้อยคำและในนโยบายสาธารณะ โดยที่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีหน้าที่ “สร้างหลักประกัน” ให้ผู้หญิงสามารถเป็น “แม่” ได้โดยไม่สูญเสียโอกาสในการทำงาน การศึกษา รายได้ หรือความมั่นคงในชีวิต
ในปี 2569 ประเทศไทยมีความก้าวหน้าสำคัญ จาก พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 โดยเพิ่มสิทธิลาคลอดจาก 98 วันเป็น 120 วัน ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างระหว่างลาไม่เกิน 60 วัน เพิ่มสิทธิลาในกรณีบุตรมีภาวะเจ็บป่วยหรือมีความจำเป็นพิเศษ และให้คู่สมรสมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือผู้คลอดและดูแลบุตรได้ 15 วัน
นโยบายนี้ มี “นัยสำคัญ” เพราะยืนยันว่า…การดูแลเด็กไม่ใช่หน้าที่ของ “แม่” แต่เพียงผู้เดียว
นอกจากนี้ รัฐยังดำเนินโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเดือนละ 600 บาทจนถึงอายุ 6 ปี สำหรับครัวเรือนที่เข้าเกณฑ์ ตลอดจน ยกระดับบริการฝากครรภ์คุณภาพ การดูแลหลังคลอด การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กเล็ก
จากนี้ นโยบายรัฐ…ควรมุ่งต่อยอดให้เกิดความครอบคลุมและเท่าเทียมยิ่งขึ้น! ทั้ง…การดูแล “แม่” ที่อยู่นอกระบบแรงงาน การป้องกันการเลือกปฏิบัติเพราะการตั้งครรภ์ การจัดบริการรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ การสนับสนุนสุขภาพกายและใจของแม่ การสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และการส่งเสริมให้พ่อมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูอย่างแท้จริง
ร่วมดูแลแม่ ร่วมสร้างอนาคต :
ใน “วันแม่แห่งชาติ 2569” การแสดงความกตัญญู ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลง! พร้อมกับ “ดอกมะลิหนึ่งพวง” หรือ “คำอวยพรหนึ่งวัน” โดยที่…
ลูกสามารถตอบแทนแม่ด้วยการดำเนินชีวิตอย่างรับผิดชอบ รับฟัง ดูแลสุขภาพ และแบ่งเบาภาระของท่าน
พ่อและคู่สมรส ควรร่วมดูแลลูกและงานในบ้านอย่างเสมอภาค
สมาชิกครอบครัวควรเคารพการตัดสินใจและศักดิ์ศรีของแม่
นายจ้างควรสร้างระบบงานที่ไม่ลงโทษความเป็นมารดา
ส่วน ชุมชนและรัฐต้องสร้างหลักประกัน ว่า…จะไม่มี “แม่” หรือ “เด็ก” คนใดถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง!!??
การน้อมรำลึกถึง สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อย่างมีความหมายที่สุด! จึงมิใช่เพียงการกล่าวถึง…พระมหากรุณาธิคุณ
หากแต่ควร นำ “แบบอย่าง” แห่งพระเมตตา การพัฒนาคน และการช่วยให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ มาสร้างให้เกิดผลจริงในทุกครอบครัวและทุกชุมชน
แม้วันนี้ พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พระราชปณิธานแห่ง “แม่ของแผ่นดิน” ยังคงดำรงอยู่ในผืนป่า งานศิลปาชีพ ภูมิปัญญาไทย และชีวิตของประชาชนที่ได้รับโอกาสจากพระมหากรุณาธิคุณ และจะยิ่งดำรงอยู่อย่างยั่งยืน
เมื่อคนไทยร่วมกัน “เปลี่ยนความรักและความกตัญญู” ให้เป็นความรับผิดชอบ…รับผิดชอบต่อแม่ ต่อครอบครัว ต่อเด็กทุกคน และต่ออนาคตของประเทศชาติ
เพราะ…การดูแลแม่ คือ การดูแลครอบครัว
การดูแลครอบครัว คือ การวางรากฐานของมนุษย์
และ การสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพ คือ การสร้างความมั่นคงให้แก่แผ่นดินไทยอย่างแท้จริง!!!.

